คณะทำงานชุด “วิชา มหาคุณ” เร่งเก็บรายละเอียดการตรวจสอบคดี “บอส อยู่วิทยา” เรียกสอบ “ผบก.ตท.” ประเด็นถอนหมายแดง อินเตอร์โพล และสอบ “ผกก.สภ.ภูพิงค์ฯ” กรณีการเสียชีวิตของ “จารุชาติ มาดทอง” พยานปากสำคัญคดีความเร็วรถเฟอร์รารี่ ใช้เวลานานกว่า 8 ชม. “ทนายสุกิจ” เปิดแถลงฐานะนักวิชาการ เชื่อคดีบอสสอบสวนถูกต้องทุกขั้นตอน โดนกลั่นแกล้ง รื้อคดีไม่ได้ ควรคืนพาสปอร์ตให้บอสเพื่อเดินทางกลับไทย อยู่อย่างผู้บริสุทธิ์ อย่าเอาเสียงประชาชนมาทำลายกระบวนการยุติธรรม “ทีไอเจ” เผยผลสำรวจคดี “บอส อยู่วิทยา” สิ่งที่ประชาชนรู้สึกรับไม่ได้มากที่สุดคือ การทำคดีล่าช้า และดูเหมือนมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและอิทธิพลของกลุ่มนายทุน ก่อนความแตกค่าเฉลี่ยความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมอยู่ระดับ 2.40 จาก 5 คะแนน แต่เมื่อทราบรายละเอียดคดีแล้ว ลดเหลือเพียง 0.99 มีผู้ตอบถึง 46 เปอร์เซ็นต์ให้ 0 คะแนน
กรณีสำนักข่าวต่างประเทศตีแผ่ข่าวอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา อายุ 31 ปี กรณีขับรถสปอร์ตเฟอร์รารีชนรถ จยย. ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อเสียชีวิตบนถนนสุขุมวิท เหตุเกิดเมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย.2555 แล้วหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศจนถูกออกหมายจับ รวมทั้งออกหมายแดงตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) หลังการสั่งคดียืดเยื้อมากว่า 7 ปี ความผิดบางข้อหาหมดอายุความไปแล้ว เหลือแต่คดีหลักขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต่อมาอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องโดยตำรวจไม่มีความเห็นแย้งอย่างเงียบๆ ทำให้นายวรยุทธกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ หลังความแตกสร้างกระแสความไม่พอใจให้คนในสังคมอย่างรุนแรง จนหน่วยงานอัยการ ตำรวจ รวมไปถึงรัฐบาล ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคดีที่เกิดขึ้น เพื่อแก้ไขคดีที่เกิดขึ้นตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
...
ความคืบหน้าจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 ส.ค.คณะทำงานชุดตรวจสอบตำรวจ ที่เป็นคณะย่อยในคณะกรรมการชุดนายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน มี พล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวน การยุติธรรม เป็นประธาน เชิญ พล.ต.ต.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ ผบก.กองการต่างประเทศ สตช. มาชี้แจงเรื่องการถอนหมายจับนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา จากหมายแดงของตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) และเรียก พ.ต.อ.รณชัย รอดลอย ผกก.สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ มาชี้แจงข้อมูลคดีการเสียชีวิตของนายจารุชาติ มาดทอง หนึ่งในพยานคนสำคัญที่ให้การหักล้างสำนวนคดีเอาผิดนายวรยุทธ อยู่วิทยา ใช้เวลาสอบถามนานกว่า 8 ชม. โดยยังไม่มีการแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดการสอบสวน
ที่ร้านบ้านกลมกิ๊ก ซอยร่วมฤดี 1 นายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความ แถลงข่าวคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ว่า ตนมาในฐานะนักวิชาการ มองว่าคดีนี้ตั้งแต่ต้นจนถึงอัยการสั่งไม่ฟ้อง เป็นการทำงานแบบโปร่งใสหรือไม่ตนก็ไม่รู้ แต่ที่ผ่านมาทำตามพยานหลักฐานตลอด ศาลทำตามขั้นตอนไม่สามารถออกหมายจับใครได้ง่ายๆ ตามจริงนายบอสชดใช้ค่าเสียหายให้ครอบครัว ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ รวม8ล้านบาท ส่วนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และการเปรียบเทียบร่องรอยการชนจากเจ้าหน้าที่กลางมีความน่าเชื่อถือ สรุปความเห็นว่า ความเร็วที่ขับมาไม่เกิน 80 กม.ต่อ ชม. ส่วนสังคมตั้งข้อสังเกตความเร็วรถเกินกว่า 170 กม.ต่อ ชม. เป็นที่ทราบกันดีว่าโครงรถเบาบางฉีกง่าย ชนแค่นิดเดียวรถก็บุบได้
“ส่วนการรื้อคดีขึ้นมาใหม่ ส่วนตัวมองว่าไม่สามารถรื้อได้ การตั้งคณะทำงานและคณะกรรมาธิการชุดต่างๆขึ้นมา เพียงเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่สามารถทำอะไรได้ เหตุที่รื้อมาเพราะความเห็นของประชาชน อยากฝากว่า อย่าเอาเสียงของประชาชนมาทำลายกระบวนการยุติธรรม ผมมองว่าคดีนี้เป็นคดีการเมือง ไม่ใช่คดีอุบัติเหตุทั่วไป ส่วนใครอยู่เบื้องหลังทราบกันอยู่แล้ว มองว่าบอสถูกกลั่นแกล้ง จากการติดตามข่าวสารบอสที่อยู่ต่างประเทศ ก็รู้ว่าอยากจะกลับประเทศไทย ขอให้กระทรวงการต่างประเทศคืนพาสปอร์ตให้เขากลับมา ใช้ชีวิตเหมือนผู้บริสุทธิ์ทั่วไป ผมอยากขอความเป็นธรรมให้บอส อย่ารังแกกัน” นายสุกิจกล่าว
ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอเจ) นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผอ.ทีไอเจแถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา เก็บข้อมูลประชาชนทุกกลุ่มทั่วประเทศ 4,008 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้มีประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งเคยศึกษา ทำงานหรือเคยเข้าสู่กระบวนการทางคดีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นพยาน ผู้ต้องหา หรือผู้เสียหายด้วย 2,056 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ระหว่างวันที่ 15-18 ส.ค. พบว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ รู้สึกไม่ดีกับประเด็นการทำสำนวนคดีที่ยืดระยะเวลาออกไปอย่างไม่มีเหตุสมควรจนคดีหมดอายุความมากที่สุดร้อยละ 65.59 รองลงมาคือ ประเด็นคดีนี้ดูเหมือนมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและอิทธิพลกลุ่มนายทุนร้อยละ 65.29 ประเด็นการไม่ตั้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาเมื่อพบสารเสพติดในเลือดร้อยละ 44.31และประเด็นการนำพยานมาหักล้างความผิดโดยไม่มีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือร้อยละ 41.39
นายกิตติพงษ์กล่าวต่อว่า เมื่อถามว่าในภาพรวม ไม่พอใจอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับการดำเนินคดีนี้ ผู้ตอบถึงร้อยละ 56.76 ระบุว่า ไม่พอใจที่กฎหมายไม่ได้ถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาค เพราะกระบวนการยุติธรรมถูกซื้อได้ด้วยเงินและอำนาจ ผู้ตอบกว่าร้อยละ 89 คาดหวังให้ตำรวจ อัยการ และคณะกรรมการอิสระที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ต้องสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีและดำเนินคดีหากพบว่าร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ต้องสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่า มีพฤติกรรมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ต้องรื้อสำนวนคดีใหม่และนำคดีเข้าสู่ชั้นศาล ทั้งคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและคดีใช้ยาเสพติด รวมทั้งคาดหวังว่า ต้องนำตัวผู้ต้องหากลับมารับโทษให้ได้หากภายหลังศาลตัดสินว่าผิดจริง
...
“ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 94.56 ยังเห็นว่า สังคมควรมีความเคลื่อนไหวต่อคดีนี้ และบอกว่าที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ ร่วมกันต่อต้านการทุจริตในกระบวนการยุติธรรมทุกรูปแบบ รองลงมาคือ ควรเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม สำหรับผู้ตอบส่วนน้อยที่ตอบว่า ไม่ควรเคลื่อนไหวอะไร เกือบครึ่งหนึ่งบอกว่าเพราะเคลื่อนไหวเรียกร้องไปก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้” ผอ.ทีไอเจระบุ
นายกิตติพงษ์กล่าวอีกว่า ส่วนความรู้สึกและความคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ อัยการ ศาลยุติธรรม และการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ประเด็นน่าสนใจประเด็นแรกคือ ความเชื่อมั่นที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม ก่อนทราบรายละเอียดความผิดปกติคดีนายวรยุทธ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2.40 จาก 5 คะแนน ผู้ตอบส่วนใหญ่ให้ 2-4 คะแนน แต่เมื่อทราบรายละเอียดคดีแล้ว ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของผู้ตอบแบบสอบถามลดเหลือเพียง 0.99 มีผู้ตอบถึง 46 เปอร์เซ็นต์ที่ให้เพียง 0 คะแนน
“เมื่อถามว่า คดีนี้สะท้อนปัญหาจากช่องโหว่ของระบบหรือตัวบุคคล ร้อยละ 50.64 เชื่อว่าระบบงานกระบวนการยุติธรรมดีอยู่แล้ว แต่เกิดปัญหาเพราะผู้ปฏิบัติไม่สุจริตหรือไม่มีประสิทธิภาพ และร้อยละ 50 คิดว่าคดีนี้น่าจะมีส่วนผลักดันให้คนในกระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างโปร่งใสขึ้น เกิดการปฏิรูประบบงานบางประการในแต่ละหน่วยงาน นอกจากนี้มีถึงร้อยละ 74.63 เชื่อมั่นว่า คดีนี้จะทำให้ภาคประชาชนสนใจตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น ร้อยละ 91.05 เห็นว่าควรมีช่องทางให้ประชาชนติดตามขั้นตอนและผลการพิจารณาคดีต่างๆตามที่สนใจได้อย่างสะดวก แม้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีโดยตรง” นายกิตติพงษ์กล่าว