ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    บิ๊กตำรวจกดดันกองพิสูจน์หลักฐาน คำนวณรถบอส อยู่วิทยา

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์11 ส.ค. 2563 05:33 น.
    SHARE

    เริ่มเข้ารูปเข้ารอย อสส.ตั้ง คณะทำงานใหม่ สั่งคดี “บอส อยู่วิทยา” เหตุพบพยานหลักฐานใหม่และสำคัญที่ไม่ปรากฏ ในสำนวนทั้งคดีขับรถประมาทและเสพโคเคน ให้พนักงานสอบสวนสอบเพิ่มเติม 2 ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง การคำนวณความเร็วรถ รวมทั้งให้ดำเนินคดีฐานเสพ โคเคนเพิ่ม ด้านผลสอบในส่วนของตำรวจ “บิ๊กติ๊ก” ขอเวลาอีกหน่อย เผยมีผู้เข้าข่ายความผิดอยู่แล้ว คาดส่งผลสรุปให้ ผบ.ตร.ได้ 11 ส.ค. ขณะเดียวกันมีรายงาน “สิระ” เรียก พฐ.ให้ข้อมูล 13 ส.ค.กรณี ตกเป็นจำเลยสังคมกลับคำให้การในชั้นตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการคำนวณความเร็วรถ

    เริ่มงวดเข้าไปเรื่อยๆในการเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้นายวิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความ สนใจของประชาชนในคดีที่อัยการยกฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิตบนถนนสุขุมวิท เมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย.55 จนเป็นเหตุให้นายวรยุทธที่หลบหนีอยู่นอกประเทศพ้นผิด สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้แบบไร้มลทิน สร้างความเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ให้กับประชาชนทั่วประเทศ ทั้งนี้ นายวิชาสั่งตั้ง 4 คณะตรวจสอบอัยการ-ตำรวจ-บุคคลทั่วไป และกฎหมาย ล่าสุด 5 บิ๊กอัยการเข้าชี้แจง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ชุดสอบข้อเท็จจริงอัยการ มี “วิชา มหาคุณ” ประธานใหญ่ร่วมฟังด้วย ทั้งนี้ นายบวรศักดิ์ระบุได้ข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ พบมีการร้องขอความเป็นธรรม 10 กว่าครั้ง ส่วนใหญ่มาจากผู้ต้องหาส่งผลให้คดีล่าช้า จ่อยกเครื่อง ก.ม.ขอความเป็นธรรมตามที่เสนอไปนั้น

    ส่งผลสอบให้ ผบ.ตร. 11 ส.ค.

    ความคืบหน้าในการสางคดีลูกทายาทเครื่องดื่ม ชูกำลังขับรถชนตำรวจตายตั้งแต่ปี 55 ที่เกือบจะจบแบบ ฝืนความรู้สึกคนทั้งประเทศ โดยเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 10 ส.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เป็นประธานประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีอัยการ และตำรวจสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา โดย พล.ต.อ. ศตวรรษกล่าวว่า ต้องขอเวลาให้คณะกรรมการทำงาน อีกสักหน่อย ส่วนจะมีใครเข้าข่ายความผิดหรือไม่นั้น มีอยู่แล้ว แต่จะถึงขนาดไหน อย่างไร ค่อยว่ากันอีกที ส่วนจะเป็นใคร มีกี่คน ต้องขอประชุมก่อน สำหรับเอกสารชี้แจงจาก พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ขณะนี้ยังไม่ได้รับ ประเด็นนี้ค่อยว่ากันอีกที ยังมีเวลาอยู่ คาดว่าภายในวันที่ 11 ส.ค. น่าจะส่งสรุปผล การดำเนินการของคณะกรรมการชุดนี้ให้ ผบ.ตร.ได้

    พฐ.แฉเรื่องคำนวณความเร็วรถ

    มีรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ตามที่มีกระแส ข่าววิพากษ์วิจารณ์การตรวจวัดคำนวณความเร็วรถยนต์นายวรยุทธ อยู่วิทยา ของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์ หลักฐาน ตร. กรณีกลับคำให้การกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะนี้มีกระแสข่าวออกมาว่า ในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ตร.ไม่เคยเห็นด้วยกับ การคำนวณความเร็วของ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แต่การคำนวณความเร็วของกองพิสูจน์หลักฐานมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันกับการคำนวณความเร็วของ รศ.ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผล การคำนวณออกมามีค่าใกล้เคียงกัน และกองพิสูจน์หลักฐาน ตร.ยืนยันมาตั้งแต่ต้น

    มีบิ๊ก ตร.แนะใช้สูตร “สายประสิทธิ์”

    รายงานระบุต่อว่า แต่เนื่องจากเมื่อช่วงต้นปี 2559 มีนายตำรวจระดับสูงแนะนำให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้รู้จักกับ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ พร้อมแจ้งว่า รศ.ดร.สายประสิทธิ์ มีวิธีคิดคำนวณอัตราความเร็วรถยนต์นายวรยุทธ ระบุผลการคำนวณความเร็วของรถยนต์มีค่าเท่ากับ 79 กม.ต่อ ชม. แตกต่างกับวิธีคำนวณของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ที่คำนวณออกมาได้ 177 กม. ต่อ ชม. แต่ขณะนั้นกองพิสูจน์หลักฐานยังไม่พบข้อบกพร่องในการคิดคำนวณของ รศ.ดร.สายประสิทธิ์

    ขอแก้ไขแต่ขาดอายุความ

    จากกรณีดังกล่าวสร้างความกดดันให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเป็นอย่างมากที่ผู้บังคับบัญชาสั่งให้พิจารณาทบทวนเรื่องความเร็ว เนื่องจากวิธีคำนวณของ รศ.ดร.สายประสิทธิ์เป็นวิธีที่กองพิสูจน์หลักฐานไม่เคยใช้คำนวณมาก่อน เมื่อกลับมาคำนวณกันใหม่ พบว่าการคำนวณของ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ ไม่ถูกต้อง ได้ประสานพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อยืนยันผลการคำนวณของกองพิสูจน์หลักฐาน และต้องการแก้ไขคำให้การเรื่องความเร็วรถยนต์นายวรยุทธตั้งแต่ช่วงต้นของการทำคดี แต่พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อแจ้งว่าคดีขับรถเร็วขาดอายุความไปแล้ว อัยการรับฟ้องไม่ได้แล้ว เมื่อมาถึงวันนี้สังคมกลับโยนความผิดให้กับกองพิสูจน์หลักฐาน ฐานกลับคำให้การในชั้นตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ตร.

    สิระเชิญให้ข้อมูล กมธ. 13 ส.ค.

    รายงานระบุต่อว่า เพื่อให้กรณีดังกล่าวเกิดความกระจ่างตอบคำถามกับสังคมให้ได้ ดังนั้นทางนายสิระ เจนจาคะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเห็นว่า เพื่อให้การพิจารณากรณีดังกล่าวเป็นไปด้วยความรอบคอบ ได้รับข้อมูลจากผู้ที่มีความรู้ สามารถให้ข้อคิดเห็น และมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณ์ของคณะกรรมาธิการ ได้เชิญเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ตร.ที่เกี่ยวข้องกับคดี เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการ เพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาของกระบวนการทางกฎหมาย การรวบรวมพยานหลักฐาน และการจัดทำสำนวนคดีในกรณีนายวรยุทธขับรถยนต์ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงแก่ความตาย ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ เมื่อปี 2555 ในวันที่ 13 ส.ค. เวลา 09.30น.ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา อีกทั้งทางคณะกรรมาธิการได้มีหนังสือเรียนถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อทราบและพิจารณาสั่งการแล้ว

    อัยการตั้งโต๊ะแถลงผลสอบ

    อีกด้านหนึ่งเมื่อเวลา 11.15 น. วันเดียวกัน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารแจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา กรณีขับรถชน จยย.ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต โดยนายประยุทธเผยว่า ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งที่ พิเศษ/2563 ลงวันที่ 26 ก.ค. 2563 ตั้งคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดี สำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 คดีระหว่าง พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี ผู้กล่าวหา นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 1 และ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้ต้องหาที่ 2 (คนตาย)

    พบพยานใหม่ขับประมาท-เสพยา

    รองโฆษก อสส.กล่าวต่อว่า คณะทำงานได้ตรวจพิจารณาการสั่งสำนวนดังกล่าวเสร็จสิ้น ได้แถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบแล้วเมื่อวันที่ 4 ส.ค.63 ทั้งนี้ ได้ตรวจพบว่าข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องไปแล้วนั้น ได้ปรากฏพยานหลักฐานใหม่ เป็นพยานสำคัญสามารถทำให้ศาลลงโทษนายวรยุทธได้ เข้าหลักเกณฑ์ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 ที่สามารถแจ้งให้พนักงานสอบสวนสอบสวนต่อไป และยังตรวจสำนวนพบว่า มีหลักฐานการตรวจพบยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคเคน) ในร่างกายนายวรยุทธ แต่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนผู้ต้องหาในข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) คณะทำงานได้ทำบันทึกรายงานและเรียนอัยการสูงสุดให้ดำเนินคดีนายวรยุทธต่อไป

    ตั้งคณะทำงานสั่ง พงส.สอบเพิ่ม

    ต่อมา อัยการสูงสุดได้พิจารณารายงานของคณะทำงานดังกล่าวแล้ว เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของคณะทำงาน และได้อาศัยอำนาจตามมาตรา19แห่ง พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการพ.ศ.2553 มีคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 1400/2563 ลงวันที่ 4 ส.ค.63 แต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นคณะทำงานพิจารณามีคำสั่งคดีอาญาสำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ดังนี้ นายอิทธิพร แก้วทิพย์ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน, นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ เป็นรองหัวหน้าคณะฯ นายอุทัย สังขจร เป็นคณะทำงาน นายประยุทธ เพชรคุณ เป็นคณะทำงานและเลขานุการ นายนรา เขมอุดลวิทย์ เป็นคณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ มีนายสมใจ โตศุกลวรรณ์ เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน โดยให้คณะทำงานมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้เรียกสำนวนคดีดังกล่าวเพื่อพิจารณาสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบสวนเพิ่มเติมหรือส่งพยานคนใดมาให้ซักถาม หากปรากฏว่ามีพยานหลักฐานใหม่ ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อพิจารณาสั่งคดีต่อไป

    ชี้สอบต่อเพราะหลักฐานใหม่

    ด้านนายอิทธิพร แก้วทิพย์ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะทำงาน กล่าวว่า วันนี้คณะทำงานตามคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 1400/2563 ได้ประชุมพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว ได้มีคำสั่งทางคดี คือ พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธฐานกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 และ ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงาน อัยการแล้วเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.63 เป็นผลให้คดีต้องห้ามมิให้สอบสวนเกี่ยวกับการกระทำของนายวรยุทธในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่ อันสำคัญแก่คดี น่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ทั้งนี้ ตามนัยประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147

    2 ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลความเร็วรถ

    นายอิทธิพรกล่าวต่อว่า หลังพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายวรยุทธแล้ว ปรากฏข้อ เท็จจริงทางสื่อมวลชนอย่างแพร่หลายว่ามีผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นเกี่ยวกับอัตราความเร็วในการขับรถของนายวรยุทธ แตกต่างจากอัตราความเร็วที่ใช้เป็นข้อเท็จจริงในการพิจารณาความเห็นสั่งไม่ฟ้อง 1.ปรากฏข้อเท็จจริง จากคำให้สัมภาษณ์ทางสื่อมวลชนของ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผู้คำนวณความเร็วรถยนต์ที่นายวรยุทธขับได้ความเร็ว 177 กม./ชม. 2. ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ได้คำนวณความเร็วรถยนต์นายวรยุทธขับได้ความเร็ว 126 กม./ชม.

    เป็นพยานสำคัญที่ไม่มีในสำนวน

    คณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการให้สัมภาษณ์ และการคำนวณของ ดร.สธน และ ดร.สามารถ เป็นพยานหลักฐานใหม่ตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 เห็นว่า พยานหลักฐานใหม่ หมายถึง พยานหลักฐานที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวนการสอบสวนและเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญ อาจมีผลให้การพิจารณาความเห็นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเร็วของรถยนต์ที่นายวรยุทธขับในขณะเกิดเหตุ เป็นพยานหลักฐานที่สำคัญ สามารถทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาที่ 1 ได้ ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่ควรสั่งให้พนักงาน สอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคดีต่อไป ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147

    ให้ พงส.สอบในประเด็นใหม่

    นายอิทธิพรกล่าวอีกว่า คณะทำงานมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้สอบสวน ดร.สธน และ ดร.สามารถ เป็นพยานตามรูปคดี ที่คณะทำงานได้กำหนดเป็นประเด็นในหนังสือสั่งสอบสวนเพิ่มเติม 2.ให้สอบสวนนายกสภาวิศวกรหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นพยานในประเด็นว่า ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรของ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ขาดต่อใบอนุญาตจริงหรือไม่ การขาดต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรจะมีผลต่อการทำเอกสารรับรองการคำนวณความเร็วของรถยนต์ที่นายวรยุทธขับ มากน้อยเพียงใด การคำนวณความเร็วของรถยนต์มีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด

    ดำเนินคดีเสพโคเคนอีกข้อหา

    3. นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าผลการตรวจร่างกายของนายวรยุทธพบสารโคเคน เป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1 ในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคเคน) เข้าสู่ร่างกาย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แต่พนักงานยังไม่ได้ดำเนินคดีข้อหานี้กับนายวรยุทธ คณะทำงานมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายวรยุทธ เป็นคดีใหม่ต่อไปตามกฎหมาย และได้มีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวโดยด่วน โดยให้จัดส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมภายในวันที่ 20 ส.ค.63

    “ชาญชัย” ระบุต้องหาข้อเท็จจริงให้ยุติ

    ส่วนนายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ กล่าวว่า ความเห็นเรื่องความเร็วที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมขึ้นมา ไม่ได้แปลว่าความเห็นเดิมจะเป็นเท็จ สิ่งที่แสวงหาเวลานี้คือการสอบสวนต่อไป เราดำเนินการต่อไปในลักษณะการให้สอบสวนเพิ่มเติมจากผู้ให้ความเห็นทั้งสอง ใช้หลักคำนวณอย่างไร สามารถให้ความเห็นโดยอิสระบนหลักการคำนวณที่น่าเชื่อถือที่สุด สามารถรับฟังยุติได้ รวมถึงประเด็นใบอนุญาตประกอบอาชีพวิศวกรขาดต่อของ ดร.สายประสิทธิ์ มีผลหรือไม่ ในคดีอาญาข้อเท็จจริงต้องเป็นที่ยุติจนสิ้นกระแสความ และอาจมีประเด็นมากกว่าที่ได้สั่ง ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงอะไร

    สารโคเคนในตัวต้องสอบให้ชัด

    นายชาญชัยกล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นยาเสพติด พนักงานสอบสวนต้องไปสอบให้ได้ความจริงว่าผู้ต้องหาที่ 1 กระทำผิดหรือไม่ การพบสารโคเคนเกิดจากความตั้งใจเสพหรือเหตุอื่น ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับรถประมาท คณะทำงานรอพนักงานสอบสวนดำเนินการ และมีหน้าที่พิจารณาสั่งคดีเรื่องนี้ แสวงหาข้อเท็จจริงให้ยุติ เมื่อถามว่าการที่พนักงานสอบสวนไม่แจ้งข้อกล่าวหาการเสพยาเสพติด จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายชาญชัยกล่าวว่า พนักงานสอบสวนมีดุลพินิจของท่าน ในสำนวนเดิมมีความเห็นของหมอผู้เชี่ยวชาญ การพบสาร 2 ตัว ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคนนั้นเสพโคเคนมาหรือไม่ เพียงแต่ยืนยันว่าได้รับสารโคเคน สารนี้อาจจะเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่นการได้รับยาบางตัว ในสำนวนเดิมบอกได้รับการจ่ายยา ทำให้พนักงานสอบสวนเข้าใจว่าความผิดยังไม่ชัดเจน อาจจะผิดหรือไม่ผิดแล้วแต่พยานที่จะสอบกัน ไม่ผูกมัดต้องสอบพยานผู้เชี่ยวชาญที่เคยให้การไว้แล้ว

    ความเร็วที่ชนมีผลต่อการสั่งคดี

    เมื่อถามถึงในหลักวิชาการ ต้องวัดความเร็วใหม่หรือไม่ นายอิทธิพรระบุว่า ดูจากหลักฐานเดิม ตามคลิปวิดีโอที่ปรากฏในสื่อ นำไปคำนวณความเร็วตามหลักวิชาการ เพื่อข้อเท็จจริงที่ฟังโดยยุติ โดยนายชาญชัยกล่าวเสริมว่า ถ้ามีคนพบคลิปใหม่ที่แสดงจุดชนได้ยิ่งดีใหญ่ เรากำลังหาความเร็วที่เป็นที่ยุติว่า ความเร็วที่เฉี่ยวชนกันขณะเกิดเหตุความเร็วเท่าไหร่ มีผลต่อการพิจารณาสั่งคดีว่าผู้ขับรถปราศจากความระมัดระวังหรือไม่ ต้องหาความเห็นที่น่าเชื่อถือที่สุด โดย ดร.สามารถ ให้ 126 กม./ชม. กับ ดร.สธน 177 กม./ชม. ยังไม่ชัดเจนพอสมควร หากมีผู้เชี่ยวชาญปรากฏตัวขึ้นอีก ถือเป็นข้อเท็จจริงใหม่ทั้งสิ้น กำลังแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ความจริงให้ได้

    “รองโฆษก อสส.” ลั่นเดินหน้าเต็มที่

    นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษก อสส.ยังได้ตอบคำถามถึงรายละเอียดและพนักงานสอบสวนจะดำเนินการเสร็จทันใน 10 วันหรือไม่ ว่า คณะทำงานสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป รายละเอียดอยู่ที่พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ไปรวบรวมพยานหลักฐาน วิธีการอย่างไรไม่ก้าวล่วง ดร.สธน เป็นพยานที่ปรึกษาของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ที่ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุและทำความเห็นทางวิชาการ ว่ารถแล่น 177 กม./ชม. สิ่งเหล่านี้มันหายไปจากสำนวน ย่อมเป็นพยานหลักฐานใหม่ จะแสวงหามากกว่านี้ก็ได้ ท่านแสวงหาได้ตามอำนาจหน้าที่ ส่วนจะเสร็จทันหรือไม่นั้น อย่าเพิ่งคาดการณ์ อาจจะเสร็จพรุ่งนี้ก็ได้ สำนักงานอัยการสูงสุดเดินหน้าคดีบอสต่อไปอย่างเต็มที่

    ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าในส่วนของการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบใช้ดุลพินิจของนายเนตร นาคสุข รอง อสส. ทาง กอ.มีกำหนดประชุมเลือกตัวคณะทำงานในวันที่ 18 ส.ค. มีแนวโน้มว่าอัยการชุดที่ตั้งในวันนี้อาจจะรอฟังผลจาก กอ.ชุดใหญ่ก่อนว่าจะเอายังไง ถึงให้ พงส.ส่งสำนวนวันที่ 20 ส.ค.63 หลังวันประชุม กอ.นั่นเอง

    “อรรถพล” ยันยังไม่มีใครเชิญไปชี้แจง

    วันเดียวกัน นายอรรถพล ใหญ่สว่าง กล่าวถึงกรณีเมื่อวันที่ 9 ส.ค.63 สำนักงานกฤษฎีกา ถนนพระอาทิตย์ ได้มีการประชุมคณะทำงานตรวจสอบอัยการ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนของอัยการกรณีที่สั่งไม่ฟ้องในคดีวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา โดยมีนายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เข้าร่วมฟังการชี้แจง แต่มีการรายงานข่าวปรากฏหน้าสื่อมวลชนว่าในที่ประชุม ได้มีการเชิญตนเข้าไปชี้แจงแต่ตนไม่ได้เดินทางไป ยืนยันว่าที่ผ่านมาในเรื่องนี้ยังไม่เคยมีกรรมการชุดไหนเชิญไปให้ถ้อยคำหรือชี้แจงเรื่องดังกล่าวในช่องทางการสื่อสารทางใด ไม่ว่าจะเป็นจดหมายหรือ โทรศัพท์และสื่อต่างๆทั้งสิ้น ที่มีข่าวออกมาว่ามีการเชิญแล้วตนไม่ไปชี้แจง ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง หลังจากนี้หากคณะกรรมการหรือ กมธ.ตรวจสอบชุดคดีนายวรยุทธชุดใดที่ตั้งและมีคำสั่งชอบด้วยกฎหมายตนก็ยินดีที่จะเข้าไปให้ถ้อยคำ

    “ศรีสุวรรณ” จ่อร้อง ก.อ.สอบ “เนตร”

    นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ตามที่นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) และอดีตอัยการสูงสุด (อสส.) ออกมาเปิดเผยพร้อมทำหนังสือบันทึกข้อความถึง อสส. 6 ข้อ ยืนยันคำสั่งนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ไม่ฟ้องนายวรยุทธว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังจากที่ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อดีต อสส. เคยมีคำสั่งยุติการร้องขอความเป็นธรรมไปแล้ว ดังนั้นนายเนตรที่ได้รับมอบหมาย หรือปฏิบัติราชการแทน ไม่มีอำนาจสั่งคดีดังกล่าว หาก อสส.ไม่ได้มีคำสั่งใด คำสั่งฟ้องของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ก็ยังคงใช้บังคับอยู่เช่นเดิม แต่ถ้า อสส.สั่งให้พิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมอีกครั้ง อสส.ก็มีอำนาจสั่งยุติการพิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมหรือสั่งสอบสวนเพิ่มเติม หรือกลับคำสั่งฟ้องตามความเห็นเดิมเป็นสั่งไม่ฟ้องก็ได้ ตามดุลพินิจที่เห็นว่าถูกต้องเหมาะสม และสอดคล้องกับพยานหลักฐานในสำนวน ดังนั้นในวันที่ 11 ส.ค.จะเข้าร้องเรียนต่อ ก.อ. ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการมาตรา 30 (8) เพื่อดำเนินการทางวินัยนายเนตร นาคสุข และการสั่งให้ข้าราชการฝ่ายอัยการคนดังกล่าวออกจากราชการตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายข้างต้นจนถึงที่สุด หากกรณีนี้เป็นไปตามที่ประธาน กอ. ได้ทำหนังสือท้วงติงถึง อสส. เพราะอาจขัดระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1บอส อยู่วิทยาวรยุทธ อยู่วิทยาคำนวณความเร็วรถกองพิสูจน์หลักฐานผลสอบตำรวจข่าววันนี้ข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอังคารที่ 22 กันยายน 2563 เวลา 12:16 น.