ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ตำรวจ-อัยการพร้อมใจชิ่ง แจงกมธ.ไม่ฟ้องบอส อยู่วิทยา

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์6 ส.ค. 2563 05:33 น.
    SHARE

    ตำรวจ-อัยการที่เกี่ยวข้องการสั่งไม่ฟ้องคดี “บอส อยู่วิทยา” ตัวจริง นัดกันเบี้ยว กมธ. ส่งตัวแทนแจง “พีระพันธุ์” จวกยับ คนที่ต้องชี้แจงถูกอุ้มไม่ให้พูดกับใคร หากผิดต้องรับผิดชอบส่วนตัว สงสัย 2 องค์กรพร้อมใจเอาชื่อเสียงเกียรติยศ กระบวนการยุติธรรมของประเทศมาเสี่ยงกับคนแค่ 2 คน กมธ.ไม่ท้อ มีมติบี้เอาผู้เกี่ยวข้องตัวจริงมาให้ปากคำให้ได้ “สิระ” งัด พ.ร.บ.คำสั่งเรียกให้มาชี้แจง “วิชา มหาคุณ” ลั่น เรียกพยาน อัยการ และตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการสั่งไม่ฟ้องมาให้ข้อมูล เร่งดำเนินการไม่เว้นวันหยุดให้เสร็จภายใน 30 วันตามกรอบ เล็งตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้เกี่ยวข้องด้วย ยันสอบแล้วต้องเกิดความเปลี่ยนแปลง เผยหมายจับบอสยังอยู่ ตำรวจไปขอหนังสือถอนหมายจับคืนจากศาล “จรัญ ภักดีธนากุล” สับแหลก สั่งไม่ฟ้องมีพิรุธควรสอบใหม่ บี้ปฏิรูปยุติธรรมขจัดนักเป่าคดี จะทำอย่างไรกับรูรั่วช่องทางหมาลอดใต้กระบวนการยุติธรรม สุดท้ายต้องแก้กระบวนการสอบสวน “อรรถพล ใหญ่สว่าง” ประธาน ก.อ. สุดทน ส่งหนังสือถึงอัยการสูงสุด ยันคำสั่งฟ้องถูกต้องแล้ว ชี้อดีต อสส.เคยมีคำสั่งยุติการร้องขอความเป็นธรรมไปแล้ว คนกลับคำสั่งได้คือ อสส.เท่านั้น รอง อสส.ไม่มีอำนาจกลับคำสั่งฟ้อง ให้สอบเพิ่มก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    กรณีสำนักข่าวต่างประเทศตีแผ่ข่าวอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา อายุ 31 ปี กรณีขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ชนรถ จยย. ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิตบนถนนสุขุมวิท เหตุเกิดเมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย.2555 แล้วหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศจนถูกออกหมายจับ รวมทั้งออกหมายแดงตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) หลังการสั่งคดียืดเยื้อมากว่า 7 ปี ความผิดบางข้อหาหมดอายุความไปแล้ว เหลือแต่คดีหลักขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต่อมาอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องโดยตำรวจไม่มีความเห็นแย้งอย่างเงียบๆ ทำให้นายวรยุทธกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ขอถอนหมายจับทั้งในประเทศและตำรวจสากล หลังความแตกสร้างกระแสความไม่พอใจให้คนในสังคมอย่างรุนแรง จนหน่วยงานอัยการตำรวจ รวมไปถึงรัฐบาล ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคดีที่เกิดขึ้น ล่าสุดคณะกรรมการตรวจสอบคดีฝ่ายอัยการ แถลงผลการสอบสวนพบว่า ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความเร็วรถเฟอร์รารี่ีและผลตรวจเลือดของบอสไม่อยู่ในสำนวนทำให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง คดียังไม่ถือว่าถึงที่สุด จะให้ตำรวจสอบสวนประเด็นเหล่านี้ใหม่มาประกอบการพิจารณาสั่งคดี

    “วิชา” เรียกพยานคดี “บอส” สอบ

    ความคืบหน้าจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 5 ส.ค. นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมกรณีอัยการแถลงว่า คดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนตำรวจตายเมื่อปี 2555 เป็นความบกพร่องเรื่องการทำสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ก็ว่ากันไปในคณะกรรมการแต่ละชุด แต่คณะกรรมการของเราจะดูทั้งหมดว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร ต้องนำข้อมูลที่ตำรวจสอบแล้วมาดูด้วย เมื่อถามว่า จะเรียกพยานที่เคยสอบปากคำมาแล้วมาให้ข้อมูลกับคณะกรรมการชุดนี้หรือไม่ นายวิชากล่าวว่า อยู่ในระบบตรวจสอบอยู่แล้ว ในการประชุมวันนี้จะพิจารณาว่าจะเรียกพยานเหล่านี้มาให้ข้อมูลเมื่อใด บางทีอาจต้องสอบกันในวันหยุดด้วย เพื่อให้เสร็จเร็วขึ้น คณะกรรมการฯมีอำนาจเรียกพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

    ลั่นสอบแล้วต้องเปลี่ยนแปลง

    เมื่อถามว่า ปัจจุบันยังถกเถียงกันว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากความบกพร่องของอัยการ นายวิชากล่าวว่าในส่วนนี้ยังไม่พูด เพราะเราพูดไม่ได้ ต้องตรวจสอบให้ครบถ้วนก่อน เมื่อถามว่า ระบบตรวจสอบของคณะกรรมการชุดนี้มีกี่หัวข้อ อะไรบ้าง นายวิชากล่าวว่า วันนี้เราจะพิจารณาเรื่องข้อกฎหมาย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบกฎหมายจะเสนอ เมื่อถามว่า รวมถึงอำนาจการสั่งรื้อคดีของนายกฯด้วยหรือไม่ นายวิชากล่าวว่า จะดูในกรอบกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ จะหารือว่าเราจะใช้หลักอะไรเกี่ยวข้องกับกฎหมาย จนถึงข้อบกพร่อง หากมีข้อบกพร่องต้องดูว่าจะแก้ไขอย่างไร คาดว่านายปกรณ์คงจะเสนอมาอย่างครบถ้วน สุดท้ายอย่าไปคาดเดาว่าจะเสนอให้รื้อคดีหรือไม่ เมื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้วคดีไม่เปลี่ยนแปลง จะตั้งหาประโยชน์อะไร มันไม่มีประโยชน์ ต้องทำให้เป็นมรรคเป็นผล เมื่อถามว่า กรณีอัยการยืนยันไม่สั่งฟ้อง แต่เรียกสอบพยานเพิ่มหมายความว่าอย่างไร นายวิชากล่าวว่า ก็สุดแล้วแต่เขา อย่าเพิ่งมาถามตอนนี้ ต้องนำเข้าที่ประชุมเพื่อหารือกัน เมื่อถามว่า หากทำงานวันหยุดด้วย การตรวจสอบจะเสร็จสิ้นก่อน 30 วันตามกรอบเวลาใช่หรือไม่ นายวิชากล่าวว่า เราต้องรีบ จะเสร็จก่อนกำหนด 30 วันหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เราจะทำอย่างเร็วที่สุด

    การันตีหมายจับ “บอส” ยังอยู่

    ต่อมาเวลา 12.10 น. นายวิชาให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 2 นาน 2 ชม. ว่าได้ข้อมูล มากขึ้นโดยเฉพาะประสานไปยังอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ เรื่องหมายจับที่ตำรวจบอกว่า ขอถอนหมายจับนายวรยุทธ อยู่วิทยา เพื่อให้คดียุติไปนั้น ทราบว่า วันนั้นตำรวจไปขอถอนหมายจับจริง แต่มีกลุ่มมวลชนนำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. ยื่นคำร้องขอศาลอย่าเพิ่งถอนหมายจับ ศาลเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญต้องไต่สวนก่อน เมื่อมวลชนไปมากๆ จึงบอกพนักงานสอบสวนให้ถอนคำร้องไปดีกว่าหรือไม่ พนักงานสอบสวนจึงถอนคำร้อง ยืนยันว่าขณะนี้หมายจับยังอยู่ เนื่องจากคดียังไม่ยุติ ยังเป็นปัญหาอยู่ อัยการเพิ่งแถลงไปเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ว่า จะเอาข้อมูลใหม่เข้ามา อาจสั่งคดีใหม่หรือไม่ก็ไม่ทราบ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ถอนหมายจับยังไม่ได้ ขอแจ้งให้ประชาชนสบายใจว่า คดีนายวรยุทธยังไม่จบ ส่วนหมายจับตำรวจสากลยังไม่ชัดเจน เราไม่สามารถแทรกแซงอินเตอร์โพลได้เพราะอยู่นอกอำนาจเรา ต่อไปคงขอรายละเอียดอีกทีเพราะต้องการรายละเอียดส่วนนี้ด้วย

    เรียกอัยการให้ข้อมูล 6 และ 9 ส.ค.

    นายวิชากล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะเรียกพยานมาสอบ เช่น ทีมงานของอัยการ วันที่ 6 ส.ค. นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด จะนำสำนวนที่อัยการตรวจสอบมาให้ถ้อยคำกับคณะทำงานตรวจสอบอัยการ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คงเล่ารายละเอียดต่างๆให้ฟัง ส่วนสำนวนจากทุกฝ่ายทั้งตำรวจ อัยการ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวว่ามีความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง จะทำหนังสือขอมาทั้งหมด พร้อมเรียกอัยการที่รวบรวมสำนวนและมีข้อโต้แย้งต่างๆ มาให้ข้อมูลวันที่ 9 ส.ค. ยืนยันว่าเราทำงานทั้งวันทั้งคืนไม่หยุดแม้วันอาทิตย์ อะไรเป็นประเด็นที่ประชาชนสงสัย หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เรารับฟังทั้งหมด จากนี้จะเปิดอีเมลรับข้อมูล เบื้องต้นส่งมาที่อีเมลตนก่อนคือ vichalibrary@gmail. com ใครคับข้องใจสามารถส่งมาได้

    ตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้เกี่ยวข้อง

    นายวิชากล่าวด้วยว่า คณะทำงานตรวจสอบบุคคลทั่วไปที่นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน จะเชิญผู้ตรวจสอบเรื่องความ เร็วรถ นายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาให้ข้อมูล รวมถึงประเด็นสารโคเคนจะเชิญ พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เบี้ยวนิ่ม หัวหน้าสาขาวิชานิติเวชวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมาให้ข้อมูล สำหรับการประชุมหรือการเรียกมาให้ข้อมูลและถ้อยคำของคณะทำงานชุดต่างๆ กรรมการชุดใหญ่สามารถเข้าฟังได้ หากมีเวลาอยากไปรับฟังด้วย เมื่อถามว่า นายกฯฝากอะไรมาบ้าง นายวิชาตอบว่า ไม่มี เพียงแต่บอกให้เราทำเต็มที่ ให้ประชาชนสบายใจทุกเรื่องกระจ่างไม่มีลับลมคมใน เมื่อถามว่า เมื่อเรียกอัยการมาแล้วจะเรียกตำรวจด้วยหรือไม่ นายวิชากล่าวว่า คณะทำงานตรวจสอบตำรวจที่นายเข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นประธาน ยังไม่ได้แจ้ง อยู่ระหว่างพิจารณาว่า เชิญใครบ้าง แต่อย่างน้อยสัปดาห์หน้า ผบ.ตร.คงต้องมาให้ข้อมูลกับคณะกรรมการชุดใหญ่ เมื่อถามถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน นายวิชากล่าวว่า เป็นเรื่องของ ปปง.ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ขณะนี้ยังเริ่มตรวจสอบไม่ได้ เนื่องจากยังไม่เป็นคดีที่ประพฤติมิชอบ หรือคดีที่เข้าข่ายตรวจสอบทางการเงิน เมื่อถามว่า ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้ต้องสงสัยทั้งหมดเลยหรือไม่ นายวิชากล่าวว่า ก็ต้องลิสต์รายชื่อไปเพราะต้องมีความแน่นอน

    “สิระ” สงสัยอัยการป้องคนมีฐานะ

    ที่รัฐสภา นายสิระ เจนจาคะ ส.ส. กทม. พรรคพลังประชารัฐ ฐานะประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวก่อนการประชุม กมธ.ร่วม 2 คณะ เพื่อเชิญตำรวจและอัยการมาให้ข้อมูลกรณีไม่สั่งฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา ว่า หากนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ที่ กมธ. เชิญมาให้ข้อมูลวันที่ 5 ส.ค. ไม่ยอมเดินทางมาชี้แจง จะขอมติที่ประชุม กมธ.ออก พ.ร.บ.คำสั่งเรียกให้เป็นรายแรกของรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะต้องการให้ความสำคัญของสภาฯ ส่วนที่อัยการแถลงถึงการไม่ฟ้องนายวรยุทธไปแล้วนั้น ดูแล้วความเห็นของอัยการมีคนผิด แต่ต้องดูว่าใครเป็นคนผิด ผิดแล้วต้องทำอย่างไร ตนสงสัยอัยการเพราะเมื่อมีนักวิชาการตรวจสอบความเร็วระบุว่า นายวรยุทธขับรถเร็ว 177 กม.ต่อ ชม. ต่อมาระบุว่า ความเร็วไม่ถึง 80 กม.ต่อ ชม. อัยการไม่สงสัยอะไรหรือรวมถึงพยานที่เรียกมาสอบมีความเชื่อมโยงกับคดีอย่างไร การประชุม กมธ.สัปดาห์หน้าจะเชิญคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาชี้แจง เพื่อสอบเส้นทางทางการเงินผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด คดีนี้ถึงจะรื้อคดี กมธ.ต้องสอบต่อไป เพราะประชาชนเคลือบแคลงว่า คนมีฐานะดีแล้วพ้นผิด อัยการเลือกปฏิบัติกับคนมีเงินหรือไม่

    “เนตร” เบี้ยวไม่ไปสภาฯแจง กมธ.

    ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.30 น. มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การ ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มีนายสิระ เจนจาคะ เป็นประธาน ร่วมกับ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ที่มีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณากรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต เชิญนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด และคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงฝ่ายอัยการ นำโดย นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม นายฤชา ไกรฤกษ์ อธิบดีอัยการเจ้าของสำนวน นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา และนายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ ที่ตรวจวัดความเร็วรถมาชี้แจงข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม นายเนตร นาคสุข ไม่ได้เดินทางมาชี้แจง

    ยืนกรานสั่งไม่ฟ้องตามสำนวน

    นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา กล่าวว่า การสั่งไม่ฟ้องของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด มีอำนาจตามกฎหมาย เหตุผลที่สั่งไม่ฟ้องเป็นไปตามพยานหลักฐานในสำนวน นาย วรยุทธร้องขอความเป็นธรรม รวมถึงร้องต่อ สนช.มีพยานยืนยันสอดคล้องตรงกันว่า ความเร็วรถขับไม่ถึง 80 กม.ต่อ ชม.โดยเฉพาะผลการคำนวณของนายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ ประกอบกับตำรวจพิสูจน์ หลักฐานที่ตรวจวัดความเร็วครั้งแรกว่า 177 กม.ต่อ ชม.มายอมรับในชั้นสอบสวนเพิ่มเติมว่า ตรวจวัดความเร็วคลาดเคลื่อน ยืนยันว่า ความเห็นของนายสธน วิจารณ์-วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ที่ร่วมคำนวณความเร็วระบุ 177 กม.ต่อ ชม.ไม่มีอยู่ในสำนวนอย่างแน่นอน หากอยู่อัยการไม่มีเหตุผลที่จะไม่สั่งฟ้อง

    ตร.เผยสัปดาห์หน้าเเจงผลสอบ

    พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (ตร.) ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่มีคำสั่งฟ้องคดีนายวรยุทธ กล่าวว่า คำสั่งของ ผบ.ตร.กำหนดกรอบเวลาทำงาน 15 วัน ภายในสัปดาห์หน้าจะครบ 15 วันตามกรอบเวลาทำงานของกรรมการฯตามคำสั่ง ผบ.ตร. ในขั้นตอนที่ ตร.ไม่เห็นแย้งอัยการของผู้ช่วย ผบ.ตร.ในสัปดาห์หน้าน่าจะสามารถชี้แจงให้พี่น้องประชาชนผู้เกี่ยวข้องได้

    “ฤชา” ยันพยานวัตถุเห็นว่าขับเร็ว

    นายฤชา ไกรฤกษ์ อธิบดีอัยการ ชี้แจงว่า การสั่งคดีสั่งดำเนินการในฐานะพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนสั่งฟ้อง 4 ข้อหา ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พบจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งบริเวณที่เกิดเหตุ ในความเห็นส่วนตัวนอกจากการคำนวณความเร็วจากกล้องวงจรปิดซึ่งเป็นพยานทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว ในฐานะที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ผู้ช่วยจะสอนน้องๆเสมอว่า บางครั้งพยานนิติวิทยาศาสตร์ไม่จำเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราวินิจฉัยได้จากพยานวัตถุ โกหกไม่ได้หรือบิดเพี้ยนไม่ได้ กรณีนี้ดูกระจกหน้ารถแตกเป็นใยแมงมุมละเอียด ความเสียหายของรถ และสภาพศพหลังเกิดเหตุ น่าเชื่อว่าขับรถด้วยความเร็วสูงมาก ความจริงพยานนิติวิทยาศาสตร์อาจจะไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ในกรณีนี้เลย เพราะขับรถด้วยความเร็วสูงก็เป็นการประมาทแล้ว

    แจงไม่กล้าฟ้องข้อหาเสพโคเคน

    นายฤชากล่าวอีกว่า ส่วนข้อหายาเสพติดที่ไม่แจ้งข้อกล่าวหามา เมื่อฟังคำชี้แจงพบว่า ผลการตรวจร่างกายไม่ได้พบสารโคเคนโดยตรง แต่พบสาร 2 ตัวที่สามารถเกิดขึ้นได้จาก 2 กรณีคือ การเสพโคเคนร่วมกับดื่มสุรา และอีกเหตุผลที่มีความเป็นไปได้ว่าผลดังกล่าว เป็นผลจากการกินยาแก้อักเสบเพราะตามข้อเท็จจริงพบว่า นายวรยุทธเข้ารักษาอาการครอบฟันเลื่อนก่อนเกิดเหตุ และแพทย์ยืนยันว่า จ่ายยาแก้อักเสบให้นายวรยุทธจริง เมื่อประมวลแล้วไม่กล้าแนะนำให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาคดีโคเคนเพราะหลักฐานไม่แน่น

    “ปรเมศวร์” อ้างหมอไม่ยันเสพยา

    ด้านนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี กล่าวว่า ยืนยันเราไม่ได้ นำความเห็นของ กมธ.กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาเป็นพยานหลักฐาน ส่วนเรื่องยาเสพติดไม่ชัดเเจ้งมาตั้งเเต่ต้น พนักงานสอบสวนไม่ได้ตั้งข้อหามาเลยไม่ได้เเจ้ง แต่ถ้ามีข้อชัดเจนอย่างที่ปรากฏอย่างเเพทยสภา หรือคุณหมอบางคนพูดว่า นั่นคือการเสพโคเคน พวกตนต้องเเจ้งตามระเบียบ

    เผยสำนวนไม่เน้นความเร็วรถ

    นายปรเมศวร์กล่าวต่อว่า เรื่องความเร็วรถ สำนวนที่ปรากฏครั้งแรก มีพนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุบอกมาว่า ความเร็วไม่เกิน 80 กม. ต่อ ชม. แต่หลังจากสอบสวนไปแล้ว 23 วัน พ.ต.ต.ธนสิทธิ แตงจั่น ผู้ตรวจสอบความเร็วรถส่งรายงานโดดๆมาให้ว่าความเร็ว 177 กม.ต่อ ชม.นั้นผิดพลาดไม่เกิน 17 แต่ไม่มีวิธีการคำนวณหรือวิธีคิดมาให้ รวมถึง พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และอดีตนักวิทยาศาสตร์ (สบ 1) กลุ่มงานตรวจทางเคมีฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ตร. ร่วมตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุมีรายงานมา แต่ไม่มีพูดเรื่องความเร็วรถ พวกตนไม่ใช่นักคำนวณเจ็ดจุดเศษมาถามว่า มันมีความน่าเชื่อไหม ต้องคิดถึงด้วย ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดจึงไม่สอบนายจารุชาติ มาดทองนั้น นายจารุชาติมาให้การหลังเกิดเหตุ 5 วัน ต่อมาร้องขอความเป็นธรรมของนายบอส เราสั่งสอบแต่ไม่ได้ตัวนายจารุชาติมา เพิ่งมาทราบจากที่ปรากฏเป็นข่าวว่าไปทำงานต่างประเทศ

    เชื่อเมาขับพิสูจน์ไม่ได้

    “จากภาพ เราดูได้ว่าข้อเท็จจริงนั้น ผมว่า ชนแล้วคนกระเด็นขึ้นมาบนรถ กระจกแตก แล้ว เครื่องหมายดาบตำรวจติดอยู่ที่ที่ปัดน้ำฝน แล้วกระเด็นลงไป ส่วนตัวสันนิษฐานจากการตรวจสำนวนและพยานหลักฐาน เชื่อว่าคนกระเด็นมาข้างหลัง ส่วน รถติดไปข้างหน้า รถมันดูสภาพว่าไปด้วยกัน นายบอสน่าจะเบรกหรือเปล่า พอเบรกแล้วรถ จยย.ที่ไร้คนขับก็เอียงออกซ้าย แล้วเขาก็วิ่งออกไป ผมว่ามันน่าจะแรงเพราะแท็งก์น้ำมันเครื่องมันแตก ผมว่าไม่ได้ลากรถ รถมันล้มแล้วครูดไปตามโมเมนตัมของมัน ส่วนเรื่องเมาหรือไม่ เมื่อพยานหลักฐานไม่สามารถพิสูจน์ให้ได้ว่าเมาขณะขับ เมื่อคุณหมอคนตรวจมีความเห็นมาเช่นนั้นว่า ถ้าเเอลกอฮอล์ 380 กว่ามิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มันไม่ต่างจากคดีลัลลาเบลที่ 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตายตั้งแต่อยู่ในรถ นี่คือข้อเท็จจริง คือจุดอ่อนของพวกเรา มีพยานหลักฐานทั้งหมด เราต้องอาศัยความรู้ของคนอื่น การสอบสวนพยานหรือการได้มาซึ่งความเร็วต่างๆ ถามพวกผม ก็ไม่รู้หรอก การพิสูจน์หลักฐาน เราว่ากันตามนี้เหมือน หลายๆคดีที่เราทำ” นายปรเมศวร์กล่าว

    “พีระพันธุ์” จวกคนทำไม่มาพูด

    นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษา กมธ.การกฎหมายฯ กล่าวว่า คดีนี้มีสิ่งผิดปกติจากแบบแผนการทำคดี โดยเฉพาะความผิดปกติของพยานหลักฐาน และพยานบุคคลไม่เคยมีใครออกมาพูดว่า มีที่มา ที่ไปอย่างไร กลายเป็นว่าคนที่ต้องชี้แจงถูกโอบอุ้มไว้ไม่ให้พูดกับใคร ประเด็นหลักอยู่ที่พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการที่ใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ไม่มีใครตอบได้นอกจากทั้ง 2 ฝ่ายต้องออกมาชี้แจงเอง หากผิดต้องรับผิดส่วนตัว แต่กลับเอาองค์กรผ่านคนอื่นมาชี้แจง สรุปแล้วขณะนี้สังคมกำลังถูกคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ดุลพินิจมาอธิบายสิ่งที่คนอื่นทำส่วนคนที่ทำไม่ต้องพูด ตนถามว่า มันปกติหรือไม่ สงสัยว่าเพราะอะไรทั้ง 2 องค์กรถึงพร้อมใจกันเอาชื่อเสียง เกียรติยศกระบวนการยุติธรรมของประเทศมาเสี่ยงกับคนเพียงแค่ 2 คน แทนที่จะให้คน 2 สองคนนั้นมาชี้แจงกับสังคมเอง กลับทำในสิ่งที่ท่านบอกว่าทำไม่ได้ ส่วนตัวฟังไม่ได้ ในฐานะคนในวิชาชีพกฎหมาย ขอเถอะ อย่าทำให้สถาบันยุติธรรมของเราเสียหายมากกว่านี้ เอาเกียรติยศผู้รักษากระบวนการยุติธรรมออกมา ใครผิดให้เขาผิดไป ใครถูกให้เขาชี้แจงเอง

    กมธ.บี้ “เนตร-เพิ่มพูน-ธานี” เปิดปาก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม กมธ.มีมติร่วมกันว่าจะส่งหนังสือเชิญบุคคลเข้าชี้แจงต่อ กมธ.อีกครั้ง อาทิ นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. นายธานี อ่อนละเอียด ส.ว.และ อดีตเลขานุการ กมธ.การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สนช. และนายวรยุทธ อยู่วิทยา เป็นต้น

    “สิระ” งัด ก.ม.เรียกตัวจริงให้ข้อมูล

    ต่อมา นายสิระ เจนจาคะ ประธาน กมธ.การกฎหมายฯ แถลงว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงไม่มีใครมาชี้แจงต่อ กมธ.ทำให้ยังมีประเด็นที่ยังสงสัย ไม่สามารถตอบคำถามสังคมได้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน การพิจารณาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว จำเป็นต้องเชิญตัวจริงที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ทั้งอัยการและตำรวจมาชี้แจง ได้แก่ นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ที่ไม่สั่งฟ้อง พล.ต.ท.เพิ่มพูน ผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่ไม่แย้งอัยการ นายธานี อ่อนละเอียด ส.ว.อดีต กมธ.กฎหมาย สนช. นายสมัคร เชาวภานันท์ ทนายความนายวรยุทธ แพทย์ที่ตรวจผลเลือดและแอลกอฮอล์ รวมถึงเชิญนายวรยุทธมาชี้แจงด้วย บุคคลเหล่านี้ต้องมาชี้แจงต่อ กมธ.วันที่ 13 ส.ค. ถ้าไม่มาจะใช้อำนาจออก พ.ร.บ.คำสั่งเรียกให้มาชี้แจง

    “จรัญ” จี้หลักฐานใหม่ชัดเจน

    นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand กรณีคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณากรณีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่มีนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ตามคำสั่งอัยการสูงสุด แถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ว่า เห็นพ้องบางส่วนกับคำแถลงอัยการสูงสุด เห็นพ้องว่า เวลานี้เกินขั้นตอนเกินมาตรฐานที่เรียกว่า มีพยานหลักฐานใหม่ปรากฏแล้ว ต้องดำเนินการสอบสวนกันใหม่ มันชัดเกินกว่าที่ใช้ปฏิบัติกันมาว่าพยานใหม่หมายถึงอะไร มีอะไร เมื่อนึกถึงคดีหนึ่งที่อัยการเคยสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาด ต่อมามีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ปรากฏชิ้นสองชิ้น ทำให้ครอบครัวนั้นต้องฟ้องคดีเองที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ อัยการต้องดำเนินการสอบสวนใหม่และสั่งฟ้อง

    ปิดช่องหมาลอดใต้ปีกยุติธรรม

    “ส่วนเรื่องนี้มันชัดตั้งแต่ต้นว่า มีพิรุธมากมาย จากหลักฐานเดิมที่เคยสั่งฟ้องไปแล้ว อัยการสั่งฟ้องขอหมายจับแล้ว จากนั้น 6-7 ปี กลับตาลปัตร พยานหลักฐานเดิมหายไปมีพยานแปลกๆเข้ามา เมื่อปรากฏต่อสาธารณชนอย่างนี้ถูกต้องแล้วที่อัยการคณะนี้เสนอให้สอบสวนใหม่” เมื่อถามว่า คดีนี้เกินขีดคำว่าพยานหลักฐานใหม่ แต่เป็นเรื่องการทำสำนวน เรื่องการสั่งคดีที่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายจรัญกล่าวว่า ใช่ครับ ปัญหาคดีนี้มันต้องสอบสวนกันใหม่ ต้องทำใหม่ให้ถูกต้อง ต้องดึงขวัญกำลังใจข้าราชการชั้นประทวนกลับคืนมา รวมถึงต้องเอาความเชื่อมั่นศรัทธากระบวนการยุติธรรมของประชาชนกลับคืนมาด้วย เราจะทำอย่างไรกับรูรั่วช่องทางหมาลอดใต้กระบวนการยุติธรรมที่เกิดให้เห็นเป็นครั้งคราว

    บี้ปฏิรูปยุติธรรมขจัดนักเป่าคดี

    นายจรัญกล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องทำคือ ยึดตามพยานหลักฐานที่แท้จริง คัดกรองเอาพยานหลักฐานเท็จ พยานหลักฐานปลอมออกไป ต้องเน้นให้ชัดคือ คนที่บิดเบือนกระบวนการยุติธรรมเรื่องนี้ต้องรับผิดชอบ ต้องตอบสังคม ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ในราชการ ต้องเจอข้อหาทุจริตคอร์รัปชันใช้อำนาจโดยมิชอบ ถ้าเป็นพยานต้องถูกดำเนินคดีฐานให้การเท็จ คนที่สร้างพยานหลักฐานเท็จต้องถูกดำเนินคดี อีกส่วนหนึ่งคือ ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างจริงจัง วางเรื่องแพ่งเรื่องรัฐธรรมนูญเรื่องปกครองไว้ก่อน มาเน้นปัญหากระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีช่องโหว่รูรั่วมากมาย ต้องอุดให้หมด ต้องสกัดคนเกเรอย่างจริงจัง อย่าให้แฝงตัวเป็นนักเป่าคดี นักวิ่งคดีในกระบวนการยุติธรรม

    ประธาน ก.อ.ทำบันทึกถึง อสส.

    ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ทำบันทึกข้อความถึงนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด หัวข้อเรื่องการแถลงข่าวผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ความว่า ตามที่คณะทำงานฯแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงการพิจารณาสั่งคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา เมื่อวันที่ 4 ส.ค. สรุปว่า คณะทำงานฯเห็นว่า ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่นเสียหายและมีผู้ถึงแก่ความตาย น่าจะมีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีตาม ป.วิอาญามาตรา 147 อันทำให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอีกครั้งภายในกำหนดอายุความ ควรแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาข้อหาเสพยาเสพติดประเภท 2 (โคเคน) ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ 2522 เพิ่มเติม ส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการผู้ที่เกี่ยวข้องการสั่งคดี ควรพิจารณาตามนัยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ 2553 ต่อไป และมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ 2547 แก้ไขเพิ่มเติมส่วนการร้องขอความเป็นธรรมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ทั้งหมด 6 ข้อ ใจความสำคัญอยู่ที่ข้อ 3-6 ความว่า

    สอบเพิ่มเติมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    3.กรณีตามคดีนี้ได้ความว่า การร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้งของนายวรยุทธ การร้องขอความเป็นธรรมในชั้นหลัง มีประเด็นพิจารณาถึงคำให้การ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม และรายงานพิจารณาศึกษาคณะกรรมาธิการกฎหมายกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ด้วยอัยการสูงสุด (ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร) สั่งให้ยุติการพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ต้องหาที่ 1 แล้ว ดังนั้นต้องถือว่าคำสั่งฟ้องที่สั่งไว้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย 4.หลังจากนั้นหากมีกรณีร้อง ขอความเป็นธรรมเข้ามาสู่การพิจารณาของพนักงานอัยการอีก การที่พนักงานอัยการคนใดจะหยิบยกเพื่อพิจารณาให้ความเป็นธรรมโดยสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมและมีคำสั่งใดๆใหม่ ต้องมีคำสั่งจากอัยการสูงสุด ก่อนจึงจะดำเนินการได้ เพราะอัยการสูงสุดวินิจฉัยไว้แล้ว ให้ยุติการพิจารณากรณีร้องขอความเป็นธรรม หากพนักงานอัยการผู้ใดหยิบยกการร้อง ขอความเป็นธรรมขึ้นพิจารณาอีก และมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมโดยมิได้ ขอความเห็นชอบจากอัยการสูงสุดก่อน ไม่น่าจะกระทำได้ และมีผลต่อการดำเนินการในขั้นตอนต่อๆมาไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบฯ ทำให้คำสั่งต่างๆรวมทั้งคำสั่งไม่ฟ้องไม่อาจมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

    รอง อสส.ไม่มีอำนาจสั่งสอบเพิ่ม

    5.กรณีรองอัยการสูงสุดหยิบยกการร้องขอความเป็นธรรมขึ้นพิจารณาอีกครั้ง ทั้งที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ยุติไปแล้วจึงมีนัยสำคัญที่ควรพิจารณาว่า เกิดผลตามที่กล่าวมาตามข้อ 4 หรือไม่ หากเป็นผลต้องถือว่าคำสั่งไม่ฟ้องยังไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบฯ การส่งสำนวนพร้อมความเห็นให้ ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. หรือผู้ช่วย ผบ.ตร. พิจารณาแล้วไม่แย้งคำสั่ง หาเป็นผลให้เกิดเป็นคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องที่ถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายไม่ คำสั่งฟ้องเดิมของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ต้องถือว่า ยังมิได้ถูกกลับและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายอยู่ 6.ในการพิจารณากรณีร้องขอความเป็นธรรมครั้งหลังจากที่อัยการสูงสุดท่านเดิม (ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร) มีคำสั่งให้ยุติการพิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมไปแล้ว ดังนั้นพนักงานอัยการผู้มีอำนาจพิจารณาดำเนินการสั่งคดีดังกล่าวได้อีกเฉพาะอัยการสูงสุดเท่านั้น รองอัยการสูงสุดที่ได้รับมอบหมายหรือ ปฏิบัติราชการแทนไม่มีอำนาจสั่งคดี

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1บอส อยู่วิทยาวรยุทธ อยู่วิทยาหมายจับบอสวิชา มหาคุณสิระ เจนจาคะข่าววันนี้ข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 24 กันยายน 2563 เวลา 19:06 น.