ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    คดี “บอส อยู่วิทยา” ต้องถึงศาล อาจารย์ปริญญาจี้คืนความเชื่อมั่น

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 ส.ค. 2563 05:20 น.
    SHARE

    ให้ไปถามค่ายเฟอร์รารี่ชี้ช่องความเร็วรถรื้อคดี ‘วิชา’ได้ฤกษ์ถกนัดแรก “ศตวรรษ หิรัญบูรณะ” หัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตร. เผยหากหลักฐานมัดสามารถแจ้งข้อหาเสพสารเสพติดกับ “บอส-วรยุทธ” ได้ อายุความยังไม่หมด หลายฝ่ายเดินหน้าเต็มสูบ ขอดูใบรับรองแพทย์ผู้รักษาใช้ยามีส่วนผสมโคเคน “ศรีสุวรรณ จรรยา” ดีเดย์ 3 ส.ค. หอบหลักฐานยื่น ป.ป.ช. เอาผิด ม.157 กับตำรวจ-อัยการ ขณะที่ “วิชา มหาคุณ” ประธานตรวจสอบชุดนายกฯตั้ง เรียกประชุมนัดแรกวันจันทร์นี้

    ยังเป็นที่จับตามองเกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรม หลังอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีบอส-วรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ ชนรถ จยย.ที่มี ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม สน.ทองหล่อ เป็นผู้ขับขี่ จนเสียชีวิตบนถนนสุขุมวิท เมื่อช่วงตีห้าของวันที่ 3 ก.ย.55 โดยที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ไม่ทำความเห็นแย้ง กระทั่งสำนักข่าวต่างประเทศเกือบทุกสำนักพร้อมใจนำเสนอข่าวอย่างครึกโครม ทำให้หลายหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งตำรวจ อัยการ ต่างตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ ทำให้เกิดประเด็นการพบสารเกี่ยวกับโคเคนในเลือดของนายวรยุทธ อยู่ระหว่างการหาข้อสรุปว่ามาจากการเสพสารเสพติดหรือไม่และเหตุใดจึงไม่มีการตั้งข้อหา ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

    อาจแจ้งข้อหาเสพถ้าหลักฐานมัด

    ความคืบหน้าเรื่องนี้ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ส.ค. พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กล่าวก่อนเข้าประชุมคณะกรรมการชุดทำงาน ว่า ในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นวันที่สี่ จะลงลึกในรายละเอียดให้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตำรวจที่ทำการสอบสวนในขณะนั้น อีกทั้งต้องเรียกแพทย์และพยานมาให้ปากคำอีกหลายปาก โดยเฉพาะในประเด็นพบสารโคเคนในเลือดของบอส-วรยุทธ อยู่วิทยา ที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเพราะเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ยังไม่ได้เชิญแพทย์มาสอบปากคำ แต่เป็นการแถลงข้อเท็จจริงตามคำให้การและบันทึกการตรวจร่างกายในสำนวนเก่า ซึ่งหากมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน อีกทั้งคดียาเสพติดยังไม่หมดอายุความ ยังสามารถแจ้งข้อหาเสพสารเสพติดได้ตามกฎหมาย

    ยังต้องตรวจสอบประเด็นอื่นต่อ

    พล.ต.อ.ศตวรรษระบุด้วยว่า กรณีที่พนักงานสอบสวนไม่แจ้งข้อหา ตั้งแต่ตรวจพบสารเกี่ยวกับโคเคนนั้น การแจ้งข้อหาขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวนในการดำเนินการ แต่ต้องพิจารณาว่าการใช้ดุลพินิจนั้นถูกต้องหรือไม่ ประเด็นนี้ ป.ป.ช. มีคำสั่งไปแล้ว ทั้งนี้คณะกรรมการชุดนี้ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นอื่นเพิ่มเติมอีก จะพยายามให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 15 วันตามกรอบที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กำหนด คาดว่าในวันที่ 5 ส.ค. อาจมีการแถลงผลความคืบหน้าในการดำเนินการของคณะกรรมการชุดนี้ ให้สังคมได้รับทราบอีกครั้ง

    “วิชา” เรียกประชุมนัดแรก 3 ส.ค.

    ด้านนายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดี บอส-วรยุทธ ทายาทธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง ขับรถสปอร์ตชนตำรวจเสียชีวิต ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีหนังสือแต่งตั้งให้เป็นประธานการตรวจสอบ เปิดเผยว่า เตรียมประชุมคณะกรรมการฯทั้งหมด ครั้งแรกในวันที่ 3 ส.ค. ทั้งนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นคณะกรรมการฯแต่ละท่านก่อน เพื่อสอบถามถึงประเด็นข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับคำสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ ก่อนจะเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลในประเด็นต่างๆให้ครบถ้วนตามอำนาจหน้าที่ที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้

    “ศรีสุวรรณ” จ่อเอาผิด ตร.-อัยการ

    นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า เตรียมรวบรวมหลักฐานไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งตำรวจและอัยการ ที่เกี่ยวข้องในการไม่สั่งฟ้องบอส-วรยุทธ อยู่วิทยา เพราะมีพฤติการณ์เคลือบแคลงสงสัยอาจเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ จนบางข้อหาถูกลบหายไป โดยคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาฯ ระบุคำชี้แจงของตำรวจที่ไม่สั่งฟ้องนายวรยุทธข้อหามีสารโคเคนในร่างกาย เพราะเป็นยารักษาฟันที่มีส่วนผสมของโคเคน ส่งผลให้ทันตแพทย์จำนวนมากออกมายืนยันไม่มีการใช้สารโคเคนรักษาผู้ป่วย การที่ตำรวจทำสำนวนเช่นนั้น ย่อมมีเจตนาพิเศษเกิดขึ้น แต่พอถูกจับได้ก็แถลงว่าเป็นแค่การเข้าใจผิด สะท้อนถึงความบกพร่องการทำสำนวนของตำรวจนับวันยิ่งชี้ชัดว่ามีอภินิหารทางสำนวน ถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปตำรวจ อัยการ แบบถอนรากถอนโคน ไม่เช่นนั้นกระบวนการยุติธรรมจะบิดเบี้ยว

    หอบหลักฐานยื่น ป.ป.ช. 3 ส.ค.

    “ด้วยเหตุนี้ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดี ตั้งแต่ชั้นตำรวจ จนถึงอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนั้น มีพฤติการณ์ หรือการกระทำใดของผู้ใดบ้างที่เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยกันของประชาชน อาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่และการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 หรือตามที่กฎหมายกำหนด จนข้อหาบางข้อถูกลบหายไป หรือภาษาชาวบ้านว่า “เป่าคดี” เพื่อนำไปสู่การไต่สวน สอบสวนเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบทั้งตำรวจและอัยการ โดยจะเดินทางไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. เวลา 10.00 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. จ.นนทบุรี” นายศรีสุวรรณกล่าว

    ชี้ไร้ใบรับรองใช้ยาผสมโคเคน

    นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย โฆษกคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีตำรวจระบุ กมธ.เข้าใจคลาดเคลื่อน บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา มีสารโคเคนในร่างกาย เนื่องจากการใช้ยารักษาฟันที่มีส่วนผสมโคเคน ว่าวันที่ กมธ.เรียกตำรวจเข้าชี้แจง ที่ประชุมได้สอบถามประเด็นที่ไม่มีการแจ้งข้อหาบอส-วรยุทธ เรื่องมีสารโคเคนในร่างกาย ตำรวจชี้แจงว่าการพบสารประกอบโคเคนอาจมาจาก 2 สาเหตุ คือ 1.มีการเสพโคเคน เมื่อไปผสมกับแอลกอฮอล์จึงเกิดสารประกอบโคเคนขึ้นมา 2.มาจากการให้ยาที่มีส่วนผสมโคเคนในการรักษาฟัน แต่ตำรวจไม่ได้แสดงใบรับรองจากแพทย์ที่เป็นผู้รักษา ว่าแพทย์คนใดเป็นผู้รักษา ให้ยาตัวใดและยาตัวนั้นมีส่วนผสมของโคเคนจริงหรือไม่ ไม่ยอมบอกว่ามีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่ามีการใช้ยาที่มีส่วนผสมโคเคนอยู่ในสำนวนหรือไม่ ขอให้ตำรวจไปเตรียมเอกสารตัวนี้ เพราะถึงอย่างไร กมธ.ชุดอื่นต้องขอดูหลักฐานนี้มีจริงหรือไม่ จะพิสูจน์ได้ว่าพนักงานสอบสวนมีหลักฐานรับรองจริงหรือเป็นการเชื่อเพียงคำพูดของแพทย์โดยไม่มีหลักฐานมายืนยัน

    ต้องพิสูจน์หาคนหย่อนยาน

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กมธ.จะเรียกทันตแพทย์ที่เป็นผู้รักษานายวรยุทธมาให้ข้อมูลหรือไม่ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า กมธ.ยังไม่ทราบว่าแพทย์ผู้นั้น คือใคร ต้องรอข้อมูลจากตำรวจก่อน การประชุมในวันที่ 6 ส.ค. กมธ.จะเรียกอัยการมาให้ข้อมูล เพื่อให้เห็นภาพว่าฝ่ายใดหย่อนประสิทธิภาพ หลังจากนั้น กมธ.จะพิจารณาเรียกพยานอื่น อาทิ อาจารย์มหา-วิทยาลัยที่คำนวณความเร็วรถ แพทย์ ทันตแพทย์ ญาติตำรวจ สน.ทองหล่อผู้เสียชีวิตเข้าให้ข้อมูล

    เรียกวิญญาณ “จารุชาติ” กลับบ้าน

    ที่ จ.เชียงใหม่ เวลา 07.30 น. นางตา วังมูล แม่ของนายจารุชาติ มาดทอง พยานปากเอกคดีบอส-วรยุทธ ที่เสียชีวิตจากเหตุรถ จยย.ชนกัน เดินทางมาพร้อมญาติและนิมนต์พระ 4 รูป ไปที่จุดเกิดเหตุริมถนนห้วยแก้ว ในตัวเมืองเชียงใหม่ ทำพิธีสวดถอนดวงวิญญาณกลับบ้าน ตามความเชื่อประเพณีล้านนา โดยเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ประกอบด้วย สะตวงใบตอง 4 ใบ ก่อเจดีย์ทราย ปักเทียนและธงสีแดงพร้อมรูปการ์ตูนใช้แทนสัญลักษณ์ผู้ตายมาประกอบพิธี นางตาเปิดเผยว่า รู้สึกเสียใจ ลูกชายเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน ส่วนงานสวดศพไปทำที่บ้านเกิด อ.พาน จ.เชียงราย และฌาปนกิจในวันที่ 2 ส.ค.

    ลูกสาวเพิ่งรู้ว่าพ่อเป็นพยานคดีดัง

    ส่วนที่บ้านเลขที่ 225 หมู่ 15 บ้านวังชมภู ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย สถานที่จัดงานศพนายจารุชาติ มาดทอง พยานปากสำคัญคดีบอส-วรยุทธ ทั้งนี้ ลูกสาวของนายจารุชาติกล่าวว่า ทันทีที่คนที่บ้านบอกว่าพ่อเสียชีวิต ตอนนั้นรู้สึกวูบและงง เพราะเพิ่งรู้ว่าพ่อเป็นพยานคดีนี้เนื่องจากมีชื่อพ่อออกสื่อได้ไม่กี่วัน แต่พ่อไม่เคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับคดีให้ฟัง อยากรู้ว่าพ่อตายเพราะอะไร ส่วนเรื่องโทรศัพท์ของพ่อ ญาติบอกว่าตัวเครื่องแตกละเอียดไม่เห็นซิม อยู่ในเครื่อง มีผู้เอามาให้ที่ รพ.มหาราชเชียงใหม่ เป็นใครไม่มีคนรู้จัก ขณะที่ญาตินายจารุชาติกล่าวอีกว่า 1 เดือนที่ผ่านมานายจารุชาติพยายามเก็บตัวไม่ไปไหน เพราะมีคนเตือนว่าระวังจะมีการตัดตอน ไม่เข้าใจว่าทำไมคืนนั้นนายจารุชาติถึงออกจากบ้าน ส่วนเรื่องงานทราบว่านายจารุชาติไปอยู่กับทนายความคนหนึ่งใน จ.เชียงใหม่

    เป็นคนขับรถให้อดีต ส.ว.เชียงใหม่

    ขณะที่นายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร อดีต ส.ว.เชียงใหม่ ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เปิดสำนักงานแถลงข่าวกรณีตายการของนายจารุชาติ ว่ารู้จักกับนายจารุชาติเมื่อเดือน ม.ค. มีเพื่อนเป็นเจ้าของร้านอาหาร ป.กุ้งเผาสุพรรณ พามาฝากหางานให้ทำ เพราะตนเป็นคนกว้างขวาง พรรคพวกเยอะ ประกอบกับตนเป็นประธานสโมสรเชียงใหม่ ยูไนเต็ด จึงรับไว้ให้ทำงานขับรถยนต์ให้ตนและดูแลหญ้าซ้อมของทีมฟุตบอล ที่ผ่านมานายจารุชาติทำงานเก่ง ขยัน เป็นคนดีมาก ทำงานได้ทุกอย่างที่สั่ง แต่ไม่รู้ปูมหลังของนายจารุชาติเลย จนมีข่าวเปิดชื่อพยานคดีบอส-วรยุทธ เห็นว่าชื่อนามสกุลตรงกัน เลยจะถามแต่กลับเสียชีวิตไปก่อน

    แต่ยอมรับรู้จักตระกูลอยู่วิทยา

    “สำหรับตระกูลอยู่วิทยา ผมรู้จักเมื่อปี 60 เพราะทำสโมสรฟุตบอล เลยไปขอสปอนเซอร์จากกระทิงแดง ได้ปีละ 3-4 ล้านบาท เขาก็ช่วยมาตลอด และเคยคุยกันเรื่องคดีที่เกิดขึ้นตามปกติ ไม่มีอะไรพิเศษ ระหว่างที่ผมทำงาน ส.ว. ก็ไม่เคยรับรู้เรื่องคดีนี้เลย สำหรับข้าวของของนายจารุชาติที่อยู่ที่บ้านพักที่ผมจัดให้ มีคนสนิทกับนายจารุชาติเอาไปส่งให้ครอบครัวผู้ตายที่โรงพยาบาล เรื่องรถชนที่เกิดขึ้นกับนายจารุชาติเชื่อว่าเป็นเรื่องอุบัติเหตุ เพราะผมก็เพิ่งทราบข่าวจากสื่อมวลชนเช่นกัน ส่วนเรื่องประกันสังคมที่นายจารุชาติทำกับบริษัททนายความที่มาเช่าที่ดินของน้องสาวผม ในส่วนนี้ผมไม่ทราบเรื่อง” นายชูชัยกล่าว

    ผบก.เชียงใหม่บอกเป็นอุบัติเหตุ

    พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ เปิดเผยถึงคดีนี้ว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆรวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดของชุดสืบสวนพื้นที่เกิดเหตุ เบื้องต้นสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ เพราะมีการตรวจสอบกล้องทุกจุด ตลอดเส้นทางที่ผู้เกี่ยวข้องในคดีขับรถ จยย.ผ่าน เริ่มต้นจากจุดที่นายจารุชาติ มาดทอง อายุ 40 ปี และนายสมชาย ตาวิโน อายุ 50 ปี ไปนั่งดื่มสุราที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ย่านถนนเลียบคลองชลประทาน แต่นั่งคนละโต๊ะกัน พอร้านปิดนายสมชายชวนผู้ตายที่เพิ่งรู้จักกันไปดื่มกินต่อที่ร้านย่านสันติธรรม ทั้งคู่จึงขับรถ จยย.ตามกันมาเป็นระยะทางกว่า 5 กม. ก่อนเฉี่ยวชนกันเองจนทำให้นายจารุชาติเสียชีวิต ซึ่งหากนายสมชายรับงานตัดตอนพยานมาระหว่างทางจะมีเส้นทางบางช่วงที่เปลี่ยวก็มีโอกาสลงมือ แต่เหตุกลับมาเกิดในเมือง ถือว่าไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด

    “ปริญญา” กระทุ้งคดีต้องถึงศาล

    ที่คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวในการเสวนาโต๊ะกลม คดีกระทิงแดงชนตำรวจ นักกฎหมายเห็น สังคมรู้สึก คำถามที่กระบวนการยุติธรรมต้องตอบ ว่าคดีนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยในกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทางเดียวที่จะคืนความน่าเชื่อถือสู่กระบวนการยุติธรรมไทย คือต้องทำให้คดีนี้ไปถึงศาล ในส่วนของคดีที่ขาดอายุความนั้น คนก็สงสัยกันมากว่าทั้งที่คดีอยู่ในมือตำรวจแล้ว ทำไมถึงปล่อยให้ขาดอายุความไปถึง 4 คดี คือ ขับรถขณะมึนเมา ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายและขับรถชนแล้วหนี ทำให้เหลือเพียงคดีเดียว คือขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขณะเดียวกันในเรื่องของความเร็วของรถนั้น ทำไมถึงไม่ไปถามทางเฟอร์รารี่ว่าความเร็วที่ทำให้รถเสียหายแบบนี้ได้จะต้องมีความเร็วเท่าใด ซึ่งจะถือเป็นหลักฐานใหม่ขึ้นมาได้เช่นกัน ส่วนเรื่องโคเคนที่ตรวจพบถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด จึงขอตั้งคำถามไปยังตำรวจว่า เมื่อตรวจพบโคเคนแล้ว ทำไมถึงไม่ตั้งข้อหา เป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ยืนยันต้องทำให้เรื่องนี้ไปถึงศาล เพราะมีเรื่องน่าสงสัยหลายประเด็น ที่สำคัญคดีนี้กำลังสั่นคลอนกระบวนการยุติธรรมของไทย

    “สมชาย” แนะตั้ง กก.พิสูจน์ความเร็ว

    นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้มีการตัดตอนกระบวนการยุติธรรมทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยทั้งตำรวจ อัยการ และศาลยุติธรรม ซึ่งควรนำเรื่องดังกล่าวกลับเข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรม เพราะเมื่อคดีกลับเข้าสู่ชั้นศาล ไม่ว่าจะพิจารณาอย่างไรคนไทยจะยอมรับ สิ่งที่ทำได้ในขณะนี้คือต้องไปตรวจสอบตำรวจสั่งคดีผิดหรือไม่ อาทิ เรื่องการใช้สารเสพติด ส่วนที่ต้องพิสูจน์ใหม่คือประเด็นความเร็วของรถที่มีข้อมูลออกมาแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีคณะกรรมการกลาง อาทิ ตัวแทนจากสภาวิศวกรและวิศวกรรมยานยนต์ โดยอาจไปร่วมศึกษาข้อเท็จจริงกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการสั่งฟ้องต่อศาล

    ชี้พยานที่ตายอาจนำไปสู่การรื้อคดี

    “ส่วนกรณีพยานบุคคลที่เสียชีวิตนั้น ผมขอเรียกร้องให้มีการผ่าพิสูจน์ศพ เพราะอาจมีนัยที่สังคมสงสัย เนื่องจากเป็นพยานปากสำคัญอาจจะนำไปสู่การรื้อคดีได้ ขณะที่การศึกษาข้อกฎหมายโดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ที่มีนายวิชาเป็นประธานนั้น น่าจะนำไปสู่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการปฏิรูปตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสอบสวน เพราะที่ผ่านมาเสียเวลามามากแล้วหรือรัฐบาลอาจเร่งนำเสนอกฎหมายปฏิรูปที่ค้างอยู่เข้าสู่ ครม. แล้วส่งให้รัฐสภาพิจารณา” นายสมชายกล่าว

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1บอส อยู่วิทยาคดีบอส อยู่วิทยาวรยุทธ อยู่วิทยาปริญญา เทวานฤมิตรกุลกระบวนการยุติธรรมข่าววันนี้ข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้