"อนุทิน" วอนสภาพัฒน์เห็นใจ พร้อมให้ตัดงบโครงการอื่น ขอค่าตอบแทน อสม.คุมโควิดฯ ย้อนหน่วยงานอื่นต้นเหตุทำงบเกิน ยัน สธ.ชงใช้เงินตามเหตุผล ไม่ใช่โครงการเกินความจำเป็น
เมื่อวันที่ 27 ก.ค.63 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการเสนอให้รัฐบาลจ่ายค่าตอบแทนแก่ อสม.เดือนละ 500 บาท เป็นเวลา 19 เดือน ตั้งแต่ มี.ค.63-ก.ย.64 เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานแก่ อสม. ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวัง ส่งเสริมป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ว่า เรื่องนี้รัฐบาลควรจะให้การสนับสนุน และให้กำลังใจแก่ อสม. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ได้ผลดีเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับจากประชาชนทั่วไป และได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก
"บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ทุกคนคือด่านหน้าที่ทุ่มเทต่อสู้ป้องกันโรคโควิด-19 ผมจะสนับสนุนในทุกส่วนที่ทำได้ หากต้องตัดหรือปรับลดงบประมาณของ สธ.ในด้านอื่นที่อยู่ในลำดับท้ายๆ ก็จะทำ ผมยืนยันว่าข้อเสนอการเพิ่มค่าตอบแทนพี่น้อง อสม.จนถึง ก.ย.64 คือความสำคัญอันดับต้นๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำ ชาวสาธารณสุขและ อสม.ยังต้องทำงานเชิงรุก เพื่อไม่ให้โควิด-19 กลับมาได้อีก ซึ่งค่าตอบแทนคือขวัญกำลังใจ ที่เทียบไม่ได้กับความเสียสละของพวกเขา และเป็นโครงการที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย อีกทั้งเป็นข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนใหญ่ในการพิจารณารับรอง พ.ร.ก.เงินกู้ ด้วย" นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่เลขาธิการสภาพัฒน์ ชี้แจงเหตุที่ต้องตัดงบประมาณตอบแทน อสม.จาก 19 เดือน เหลือ 7 เดือน เพราะกระทรวงสาธารณสุขเสนอโครงการต่างๆ ที่จะใช้เงินกู้รวมแล้วเป็นเงิน 51,000 ล้านบาท เกินวงเงิน 45,000 ล้านบาท นั้น นายอนุทิน ยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุข เสนอโครงการขอใช้เงินกู้ จำนวน 43,900 ล้านบาท ส่วนที่เกินมานั้น เป็นโครงการที่หน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงอุดมศึกษาฯ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยต่างๆ เสนอ อีกประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งสภาพัฒน์ให้นำมารวมกับกระทรวงสาธารณสุข และให้กระทรวงสาธารณสุขเสนอเป็นก้อนเดียวกัน จึงทำให้งบที่เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข เกิน 45,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขมีวงเงิน ไม่เกิน 45,000 ล้านบาท
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ในชั้นกรรมการกลั่นกรองของสภาพัฒน์ ได้แจ้งให้กระทรวงสาธารณสุขยืนยัน และเรียงลำดับความสำคัญของโครงการที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอขอใช้เงินกู้ให้สภาพัฒน์พิจารณา ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขยืนยันไปว่าโครงการจัดสรรค่าตอบแทนแก่ อสม. มีความสำคัญเป็นลำดับที่ 1 และให้จัดสรรงบเต็มจำนวนตามที่เสนอขอใช้เงินกู้ คือ 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการทำงานของ อสม. 1,050,000 คน ให้ควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากสภาพัฒน์พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเป็นต้องตัดหรือลดงบประมาณการใช้เงินกู้ในโครงการอื่นๆ ก็สามารถทำได้ กระทรวงสาธารณสุขพร้อมพิจารณาปรับปรุงโครงการอื่นๆ และนำเสนอให้สภาพัฒน์พิจารณาอีกครั้ง แต่ขอให้คงงบค่าตอบแทน อสม. ไว้ตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอ
"ทุกโครงการที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอให้สภาพัฒน์พิจารณา อยู่ในกรอบวงเงิน 45,000 ล้านบาท แต่หากสภาพัฒน์ต้องการให้ปรับลด ปรับปรุงก็ให้แจ้งมา แต่ควรจะให้คนทำงานได้มีโอกาสชี้แจงการทำงานจริง ให้คณะกรรมการทราบด้วย และกระทรวงสาธารณสุขขอยืนยันว่าการเสนอขอใช้เงิน 43,000 ล้านบาท ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ก.เป็นการเสนอของคณะแพทย์ ที่มีการพิจารณากลั่นกรองมาแล้วอย่างมีเหตุผล เป็นไปตามหลักวิชาการสาธารณสุข การแพทย์ การควบคุมโรค ทุกประการ ไม่ใช่โครงการที่นำเสนอเกินจำเป็น" นายอนุทิน กล่าว
ส่วนที่มีการให้เหตุผลว่าต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ทั้ง อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองท้องถิ่นอื่นๆ ซึ่งได้รับค่าตอบแทนพิเศษถึงเดือน ก.ย.63 เช่นเดียวกันนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า อสม.มีสถานะจากบุคลากร และเจ้าหน้าที่ทุกกลุ่มที่นำมาอ้างถึงและเทียบเคียงกัน อีกทั้งการทำงานของ อสม.ก็แตกต่างจากบุคลากรทางการแพทย์ อสม.ไม่มีเงินเดือน ไม่มีเบี้ยเลี้ยง ไม่มีสวัสดิการ ได้รับเพียงค่าป่วยการในการทำงาน เมื่อมีการระบาดของโรคโควิด-19 อสม.ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงภัยมากขึ้น และมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น จากการเฝ้าระวังทุกบ้านทุกครัวเรือน
"กระทรวงสาธารณสุข จึงเสนอขอให้รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำงานแก่ อสม. คนละ 500 บาทต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่มากและเหมาะสมกับการทำงานที่เพิ่มขึ้น หากรัฐบาลเข้าใจการทำงานของ อสม. เชื่อว่าจะไม่ปฏิเสธและต้องสนับสนุน เพราะ อสม.ทุกคนกำลังทำงานให้รัฐบาลและสร้างความเชื่อถือศรัทธาให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีระบบควบคุมโรคโควิด-19 ดีที่สุดในสายตาคนทั้งโลก ทั้งนี้ อสม.มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่เพิ่มขึ้น ตามที่รัฐบาลมอบหมาย จึงควรแยกพิจารณา อสม.เป็นกรณีพิเศษ" นายอนุทิน กล่าว
สำหรับความเสี่ยงที่จะมีการระบาดรอบที่ 2 จะมากหรือน้อย ซึ่งสภาพัฒน์นำมาเป็นเหตุผลพิจารณาค่าตอบแทนแก่ อสม.นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า อสม.ทำงานในส่วนของการเฝ้าระวัง ส่งเสริม ป้องกัน ควบคุมการระบาด เป็นผู้ที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุด จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องได้รับการสนับสนุนเป็นลำดับแรก และหาก อสม.ทำงานได้เต็มที่ ก็มีโอกาสจะลดความเสี่ยงที่จะมีการระบาดรอบที่ 2 ได้มาก