รีบสั่งให้ตรวจสำนวนด่วน ‘อินเตอร์โพล’ ถอนหมาย! กมธ.ตร.เรียกบิ๊กแป๊ะแจง

กมธ.ตร.สภาฯเชิญตัวแทน สตช.แจงคดี “บอส” 30 ก.ค.นี้ ขณะที่ “ศรีสุวรรณ” วอนศาลระงับถอน หมายจับ ชี้การกระทำของอัยการและตำรวจอาจเข้าข่ายความผิดทางวินัย-อาญาจ่อร้อง ป.ป.ช.สอบสวนเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ด้านรองโฆษก อสส.เผย อสส.เพิ่งรู้เรื่องสั่งไม่ฟ้องจากสื่อ สั่งให้ตรวจสอบสำนวนด่วน เปิดช่องตามหลัก กฎหมาย ไม่ตัดสิทธิ์ผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องเอง ด้าน พงส.สน.ทองหล่อยัน ตำรวจต้องทำเรื่องถอนหมายจับ ไม่เช่นนั้นจะผิดตามมาตรา 157 ส่วนเรื่องถอนหมายจับ จากศาล ต้องรอศาลเปิดทำการ ส่วนโฆษก สตม.แจง เพิ่งทำเรื่องถอนหมายจับไปเมื่อ 14 ก.ค. หลังตำรวจท้องที่ส่งหนังสือให้ เบื้องต้นพบออกนอกประเทศไป ตั้งแต่ เม.ย.60 ถึงตอนนี้ยังไม่กลับเข้าประเทศ

กรณีสำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่ข่าวอัยการสูงสุดประเทศไทย สั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทกลุ่มเครื่องดื่มกระทิงแดง ในข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หลังขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิตบนถนนสุขุมวิท เมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย.55 เป็นเหตุให้นายวรยุทธที่หลบหนีอยู่นอกประเทศพ้นผิด สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ โดย พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษก ตร. และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.ออกมาตั้งโต๊ะชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว จากนี้จะดำเนินการตามกฎหมายถอนหมายจับนายวรยุทธในไทยและให้ตำรวจกองการต่างประเทศประสานตำรวจสากลถอนหมายจับทั้งหมด และขอร้องอย่าสร้างวลี “คุกมีไว้ขังคนจน” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากตำรวจชั้นผู้น้อย และประชาชนทั้งประเทศ ขณะที่ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนฯเตรียมทำหนังสือเรียก ผบ.ตร.และอัยการสูงสุด เข้าชี้แจงตามที่เสนอข่าวไปนั้น

...

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ค. นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดเปิดเผยว่า ขณะนี้นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด (อสส.) เพิ่งทราบเรื่องการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา จากข่าวที่ปรากฏทางสื่อ เพราะอยู่ระหว่างตรวจราชการที่อัยการภาค 4 ทั้งนี้ อสส.สั่งการให้ตรวจสอบสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว โดยหลักกฎหมายแล้วคดีที่อัยการการสั่งไม่ฟ้อง ไม่ตัดสิทธิ์ผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องเอง และกรณีที่คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการในกรุงเทพมหานคร ถ้าไม่ใช่คำสั่งของ อสส.ต้องเสนอสำนวนให้ ผบ.ตร.พิจารณาทำความเห็นแย้ง ถ้าตำรวจเห็นพ้องกับอัยการจึงจะเป็นคำสั่งเสร็จเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม กฎหมาย ป.วิอาญายังบอกว่า หากมีพยานหลักฐานชิ้นใหม่ สามารถสอบสวนและดำเนินคดีอีกได้ในอายุความ
ที่ สน.ทองหล่อ พ.ต.ท.ธนาวุฒิ สงวนสุข รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ทองหล่อ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตามขั้นตอน เจ้าหน้าที่ได้ถอนหมายจับนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ในระบบประกาศสืบจับทั้งในระบบตำรวจสากล หรือหมายแดง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติหมดแล้ว ถือว่าไม่ใช่บุคคล ตามหมายจับ สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ แต่สำหรับการยื่นถอนหมายจับจากทางศาลนั้น จะต้องรอศาลเปิดทำการในวันพุธที่ 29 ก.ค. จึงจะทำหนังสือไปแจ้งให้ทราบตามขั้นตอนทางกฎหมาย เมื่อมีคำสั่งว่าอัยการสูงสุดไม่ยื่นฟ้องแล้ว ตำรวจต้องปฏิบัติตามหน้าที่คือการทำเรื่องถอนหมายจับ หากไม่ทำจะมีความผิดตามมาตรา 157 ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้สอบถามทางโทรศัพท์ไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรณีอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ จนต้องนำไปสู่การถอนหมายจับว่าจะดำเนินการอย่างไร โดย พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง ผบช.สตม. ในฐานะโฆษก สตม. กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า เรื่องระบบตรวจคนเข้าเมืองนั้นเมื่อมีเอกสารหมายจับมาไม่ว่าเป็นใครก็ตามก็ต้องนำเข้าระบบเฝ้าระวัง แต่เมื่อคดีสิ้นสุดแล้ว และมีหนังสือให้ถอนหมายจับมา เราก็ต้องถอนออกจากระบบ กรณีนี้ สตม.ได้รับหนังสือถอนหมายจับจาก สน.ทองหล่อ ลงวันที่ 10 ก.ค.63 และมาถึง สตม.ในวันที่ 14 ก.ค.63 โดย สตม. ได้ทำเรื่องถอนหมายจับออกจากระบบไปในวันเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจากการตรวจสอบยังไม่พบว่านายวรายุทธได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย พบแต่ข้อมูลเดินทางออกไปนอกประเทศล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เม.ย.60 และยังไม่พบเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกเลย

ผู้สื่อข่าวยังพยายามติดต่อไปหา พล.ต.ต.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ ผบก.กองการต่างประเทศเพื่อสอบถามกรณีกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสานกับตำรวจสากล เพื่อถอนหมายจับนายวรยุทธ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เมื่อติดต่อไปยังหน่วยงานที่คาดว่าน่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น ฝ่ายตำรวจสากล และประสานงานภูมิภาค 2 และ 3 แต่ทั้ง 2 หน่วยงาน แนะนำให้ประสานผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการชี้แจงกรณีดังกล่าว จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนในกรณีดังกล่าวว่ามีการถอนหมายจับเท็จจริงประการใด

ด้าน นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯมีมติให้เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง อาทิ ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. (คุมงานกฎหมาย) ตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และตัวแทนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เข้าชี้แจงและตอบข้อสงสัยตามกระแสสังคม หลังอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต เนื่องจากกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา หลายกระแส โดยจะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาชี้แจงในวันที่ 30 ก.ค.นี้

ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า แม้ข้อกล่าวหาต่างๆของนายวรยุทธจะหมดอายุความไปเกือบหมด แต่ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีอายุความ 15 ปี จะขาดอายุความปี 2570 ยังมีเวลาอีกหลายปีที่ตำรวจต้องนำคนผิดมาลงโทษ แม้อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องข้อหาดังกล่าว แต่มิได้หมายความว่าคดีจะจบโดยปริยาย เพราะการเพิกถอนหมายจับเป็นดุลพินิจของศาล ที่อนุมัติหมายจับใน 2 ข้อหา คือ ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และข้อหาไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร เพื่อความยุติธรรม ขอเรียกร้องศาลระงับการอนุมัติให้อัยการเพิกถอนหมายจับดังกล่าวไว้ จนกว่าคดีจะหมดอายุความในอีก 7 ปีข้างหน้า รอว่าวันหนึ่งภายใต้อายุความ เมื่อนายวรยุทธกลับมาประเทศไทย ประชาชนที่พบเห็นสามารถแจ้งตำรวจจับกุมนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป ส่วนที่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในทุกข้อกล่าวหา และตำรวจมิได้คัดค้าน การกระทำของอัยการและตำรวจอาจเข้าข่ายความผิดทางวินัยและอาญา จะนำความไปร้อง ป.ป.ช.ให้สอบสวนเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดสัปดาห์หน้า

...

เช่นเดียวกับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “เมื่อกระทิง (แดง) วิ่งชนรัฐบาล” ว่า อ่านข่าวอัยการสั่งไม่ฟ้องลูกเจ้าพ่อกระทิงแดง ที่ขับรถชนตำรวจตายขณะปฏิบัติหน้าที่ หลังเหตุการณ์ผ่านมาแล้วถึง 8 ปี อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆแล้วจะผ่านไปเฉยๆ สุดท้ายหากไม่มีคำตอบที่มีเหตุมีผล แรงสั่นสะเทือนนี้จะตกแก่รัฐบาลโดยปริยาย เพราะประชาชนมอบอำนาจให้รัฐบาลไปใช้อำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ให้รัฐบาลไปดูแลการบังคับใช้กฎหมาย ให้ทุกคนได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาคกัน ตามหลัก “ทุกคนเสมอภาคกันเมื่ออยู่ต่อหน้ากฎหมาย” หากรัฐบาลไม่ทำให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าเขาเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย ก็เหมือนปล่อยให้ฝูงกระทิงเปลี่ยววิ่งเข้าไปในที่ประชุม ครม. ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน

โพสต์ของนายนิพิฏฐ์ระบุอีกว่า คิดว่าเรื่องนี้ต้องลากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุด ออกมาอยู่ในที่โล่งแจ้ง อย่าให้อยู่ในที่มืดอีกต่อไป แล้วให้ ผบ.ตร.กับอัยการสูงสุดตอบข้อข้องใจของประชาชน เพราะประชาชนมีสิทธิเต็มร้อยที่จะถามและขอทราบคำตอบ อย่าลืมว่าความยุติธรรมเป็นเสาค้ำยันระบอบประชาธิปไตย หากเสานี้ล้มลงระบอบประชาธิปไตยก็ต้องล้มไปด้วย หากตอบคำถามไม่ได้ระบอบนี้อาจล้มลงเพราะคำวินิจฉัยของอัยการที่ไม่ฟ้องคดีก็ได้ คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่นายกฯ ผบ.ตร. และอัยการสูงสุดต้องตอบ ตัวนายกฯแม้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในระบบการบริหารราชการแผ่นดิน คงปฏิเสธที่จะตอบคำถามไม่ได้ จับเจ้ากระทิง (แดง) เข้ากรงเสียก่อน ก่อนที่มันจะวิ่งเอาเขาไปกระแทกกับหน้าอกใครต่อใครโดยไม่จำเป็น

ด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ต้องดูข้อเท็จจริงในสำนวนสอบสวนของอัยการสูงสุดก่อน ยังไม่เห็นรายละเอียดยังไม่สามารถพูดอะไรได้ ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบต่อความรู้สึกประชาชน ในส่วน กมธ.ป.ป.ช. มีอำนาจสามารถเรียกเอกสาร หรืออัยการสูงสุด มาสอบถามหรือให้ข้อมูลได้ เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจ ขอให้มีผู้มายื่นเรื่องร้องต่อ กมธ.ก่อน จึงจะมีอำนาจดำเนินการ เมื่อถามว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกมองว่าไม่ปกป้องตำรวจที่เสียชีวิต เนื่องจากไม่ยอมคัดค้านคำสั่งอัยการที่สั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ตอบว่า ประเทศไทยใครมีอำนาจ ใครมีเงิน หลายคดีเห็นกันอยู่ ใช้เงินใช้อำนาจปิดปาก เรื่องนี้อยู่ที่ผู้รับผิดชอบที่จะมีคุณธรรมมากน้อยแค่ไหน

...

เช่นเดียวกับ นพ.เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย กรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กมธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจในประเด็นที่เกิดขึ้น กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เช่น อาจเชิญผู้เกี่ยวข้อง เช่น อัยการสูงสุดมาสอบถามข้อเท็จจริง เพราะเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบค่อนข้างแรงในความรู้สึกของประชาชน ทำให้เกิดเรื่องความเหลื่อมล้ำสองมาตรฐาน ประชาชนรู้สึกว่ามีการดำเนินการในมาตรฐานที่แตกต่างกัน แต่ขณะนี้ กมธ.ยังไม่ได้ข้อมูลจากอัยการสูงสุด ต้องรอข้อเท็จจริงก่อน เพื่อหารือหาทางตรวจสอบในเรื่องนี้

ที่โรงแรมเรือนแพรอยัลปาร์ค อ.เมืองพิษณุโลก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า คงเป็นข่าวที่มีคนบางคน มีฐานะร่ำรวยในสังคม เมื่อกระทำความผิดกลับไม่ถูกดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยในความยุติธรรมของกระบวนการ เรียนว่ากระบวนการยุติธรรม เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าประชาชนหมดศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม ประชาชนก็จะไม่มีที่พึ่ง อันนี้เป็นเรื่องอันตรายมาก ถ้าใครจะใช้กระบวนการยุติธรรมมาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองจะทำให้ประชาชนหมดศรัทธา เราไม่เห็นด้วยกับวิธีการอย่างนี้ เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรม ตำรวจ ศาล ราชทัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญ ต้องกลับมาเอาหลักการนิติรัฐ นิติธรรมเป็นที่ตั้ง เอาความถูกต้องเป็นที่ตั้ง ไม่รับใช้ผู้มีอำนาจทางการเมือง ไม่รับใช้เจ้าสัว ไม่รับใช้คนที่มีสถานะพิเศษในสังคมคนไหน แต่รับใช้ความถูกต้องเป็นเสาหลักที่สำคัญของสังคม เพราะเสาหลักที่ชื่อว่าความยุติธรรมพังทลายไป สังคมจะเดือดร้อน