กลายเป็นคำถามคาใจสำหรับคนไทยหลายๆ คน เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมกำหนดให้ “ตะไคร้หอม” เป็นวัตถุอันตราย รวมถึงสมุนไพรอีก 12 ชนิด ได้แก่ สะเดา ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก ทั้งที่เป็นสมุนไพรธรรมดาๆ และหลายชนิดนำไปทำเมนูอาหาร มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรค ไม่น่าเป็นอันตรายกับมนุษย์และสัตว์ เทียบเท่ากับสารพิษ
- ปี 2552 กระทรวงอุตสาหกรรม เคยประกาศให้ตะไคร้หอม สะเดา ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก ซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เฉพาะที่นำไปใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช หรือควบคุมการเจริญเติบโตของพืช เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ต่อมาปี 2556 ประกาศให้สารสกัดจากสมุนไพรเหล่านี้ เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 อีกครั้ง
- ล่าสุด น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร จัดทำข้อมูลยกร่างเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย เตรียมปลดล็อกบัญชีพืชสมุนไพรทั้ง 13 ชนิด จากการเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 มาเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 โดยชนิดที่ 1 มีอันตรายหรือพิษน้อยกว่าชนิดที่ 2 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้นำสารธรรมชาติมาใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช
- เหตุผลที่สมุนไพร 13 ชนิด ถูกจัดเป็นวัตถุอันตราย เนื่องจากเป็นพืชที่เกษตรกรนำมาใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช ทดแทนการใช้สารเคมี และสารสกัดธรรมชาติจากสมุนไพรเหล่านี้ โดยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี มีความเสี่ยงเป็นพิษ จึงต้องใช้กฎหมายควบคุมทั้งผู้ผลิต นำเข้า และผู้ครอบครอง จะต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร
- ด้วยวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย มีการนำสมุนไพร 13 ชนิด มาใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช และไม่มีผลกระทบเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ปลดผง หรือสารธรรมชาติของสมุนไพรทั้ง 13 ชนิด จากการหมักบ่ม ตากแห้งบดเป็นผง ออกจากบัญชีวัตถุอันตราย และไม่ต้องขึ้นทะเบียนให้ยุ่งยาก ยกเว้นที่เป็นสารสกัด หรือเป็นน้ำ
น.ส.อิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุการขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรที่ผ่านมา พบว่าสารสกัดธรรมชาติจะแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก จากการสกัดจริง และไม่ผ่านการสกัด ซึ่งไม่สามารถปลดล็อกสารธรรมชาติจากการสกัด ออกเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ได้ เนื่องจากการสกัดจะได้สารออกฤทธิ์ในการกำจัดศัตรูพืช 100% มีความเป็นพิษมาก แต่หากไม่ผ่านการสกัด เช่น นำไปตากแห้ง บ่ม สับ และนำมาใช้เลย ไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียน ซึ่งจะสะดวกกับเกษตรกรที่จะนำไปใช้ หรือนำไปผลิตเพื่อจำหน่าย
น.ส.ทัศนีย์ วีระกันต์ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) กล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ว่า ที่ผ่านมามีการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนทำให้สังคมสับสนระหว่างสารสกัดโดยผ่านกรรมวิธีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี กับชิ้นส่วนสมุนไพร เบื้องต้นมองว่าเป็นการเลื่อนจากวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 มาเป็นชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นการลดระดับการเป็นวัตถุอันตรายลง ไม่ได้เป็นผลร้าย
นอกจากนี้ยังเป็นผลดีต่อเกษตรกรในการนำสารธรรมชาติจากสมุนไพรเหล่านี้ทั้งการตากแห้งบดเป็นผง หมักบ่ม มาใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช แทนการใช้สารเคมี ถือเป็นการช่วยเกษตรกร แต่สุดท้ายแล้วต้องมาดูเนื้อหาในการยกร่างของกรมวิชาการเกษตรอีกครั้ง ก่อนนำเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่ามีรายละเอียดอย่างไร.