ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ข้อพิพาทดินแดนจีน-อินเดีย สถานการณ์อึมครึม แรงกระตุ้นสงครามรอบใหม่

    ไทยรัฐออนไลน์7 ก.ค. 2563 18:17 น.
    SHARE

    แม้อินเดียและจีนได้ตกลงยุติความตึงเครียด จากเหตุทหารของทั้ง 2 ฝ่ายตะลุมบอนต่อสู้กันโดยใช้มือเปล่า แท่งเหล็ก และหิน กลางหุบเขากาลวาน บนเทือกเขาหิมาลัย รอยต่อพรมแดนระหว่างทิเบตของจีนกับแคว้นลาดักห์ของอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่าง 2 ชาติ เมื่อคืนวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา จนเกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

    น.อ.สัมฤทธิ์ ทองอินทร์ ผู้เขียนหนังสือสงครามโลกครั้งที่ 3 ระบุ แม้จะไม่ใช่สงครามที่ต่างฝ่ายต่างยกกองทัพเข้าห้ำหั่นกัน แต่การที่ทั้งจีนและอินเดียต่างเร่งส่งทหาร รถถัง ปืนใหญ่ พร้อมเพิ่มทหารจำนวนมากเข้าแนวชายแดนที่เป็นข้อพิพาทมาหลายสิบปี ณ วันนี้อินเดียเร่งให้รัสเซีย ส่งมิกซ์ 29 และระบบขีปนาวุธ S-400 ทรงประสิทธิภาพอันดับ 1 ของโลกโดยด่วน สะท้อนว่าวันนี้อินเดียและจีนมีสัมพันธภาพที่ไม่ปกติอย่างแท้จริงแน่นอน

    หากย้อนไปเมื่อสิบปีเต็ม มิตรภาพที่ดียิ่งระหว่างจีนและอินเดียก่อนหน้านี้ เต็มไปด้วยการร่วมมือที่แสนวิเศษสุด แม้กระทั่งความร่วมมือทางวัฒนธรรมวิถีชีวิตของพลเมืองทั้งสองประเทศ มีการประสานกัน โดยด้านเศรษฐกิจ ฝ่ายอินเดียยอมทุกอย่างเพื่อให้จีนได้ลงทุนการค้าธุรกิจ ด้วยจำนวนเงินนับมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และผู้นำของสองประเทศผลัดกันเยือนกระชับมิตร จนทำให้โลกตะวันตกต่างอิจฉาตาร้อน

    แต่ด้วยความสำเร็จของจีนในการพัฒนาเศรษฐกิจที่รุดหน้ากว่าประเทศใดๆ ของโลก ทำให้ต้องระบายเงินทุนจำนวนมากออกนอกประเทศ ก่อให้เกิดการครอบงำเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอินเดียเป็นหนึ่งในนั้นที่จีนดำเนินการ จนกระทั่งอินเดียเสียเปรียบจีนในด้านเศรษฐกิจ เฉพาะการขาดดุลการค้ากระอักเต็มกลืน และจีนมีนโยบายและโครงการขยายเส้นทางและแผนพัฒนาเพื่อหาทางออกสู่มหาสมุทธอินเดียและเอเชียใต้ พร้อมเร่งฟื้นความรุ่งเรืองของเส้นทางสายไหม ทำให้อินเดียได้รับผลกระทบโดยตรงและเป็นรองจีนทุกด้าน 

    “ด้วยเหตุนี้ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา อินเดียจึงปรับปรุงยุทธศาสตร์เพื่อรองรับสู้กับอิทธิพลของจีนทุกด้าน เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือด้านการทหาร และต้องไม่ลืมว่าอินเดียก็มีปัญหากับปากีสถาน ซึ่งมีนิวเคลียร์เหมือนกัน”

    จุดชายแดนพื้นที่พิพาท ระหว่างจีนและอินเดีย กลางหุบเขากาลวาน

    ในส่วนชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ ทราบความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด จึงรีบฉวยโอกาสทันที ทั้งการเดินทางมาเยือนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพันธมิตรอย่างญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เพิ่มความร่วมมือกระชับมิตร ถึงขั้นมีการซ้อมรบร่วมกัน

    ส่วนการปะทะของทหารจีนและอินเดีย บริเวณชายแดนอันเนื่องมาจากการตะโกนด่ากันไปมา จนถึงขั้นนำกระบี่กระบองมาทุบตีจนถึงขั้นเสียชีวิตทั้งสองฝ่ายเฉียด 100 นาย จึงเป็นกุญแจที่เปิดประตูให้ทั่วโลกรู้ว่า มหาอำนาจทั้งรัสเซีย จีน สหรัฐฯ คงทำอะไรไม่ได้ เพราะอินเดียเป็นประเทศใหญ่มีประชากรมากและมีนิวเคลียร์ ยังไม่ชี้ชัดว่าจะยืนข้างใคร แต่ได้เร่งขายอาวุธและดึงมาเป็นมิตรที่แนบแน่นให้ได้

    “การปะทะครั้งนี้ ทำให้เป็นตัวเร่งแรงกระตุ้นให้อินเดียต้องพัฒนาศักยภาพทั้งหมดเพื่อสู้กับจีน จะเห็นได้จากการเตรียมพื้นที่ถึง 2 ล้านไร่ เพื่อรองรับชาติต่างๆ ที่จะถอนการลงทุนจากจีน นอกจากนั้นยังออกฎหมายห้ามทุนจีนเซ้งซื้อธุรกิจบางประเภท ซึ่งตอกย้ำความจริงจังของอินเดีย”

    นอกจากนี้การที่ปากีสถานและจีนจะแนบแน่นและใกล้ชิดกันมากขึ้น นั่นหมายความว่ารัสเซียพลอยได้รับประโยชน์ไปด้วย ส่งผลต่อนโยบายอื่นๆ ของชาติตะวันตกต่ออินเดียและปากีสถานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยอินเดียจำเป็นต้องเพิ่มอาวุธทุกอย่างให้ทัดเทียมจีน จึงไม่แปลกที่เร็วๆ นี้อินเดียทดลองยิงขีปนาวุธ และขณะนี้เร่งซื้ออาวุธจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายที่ชาติตะวันตก และซื้ออาวุธจากรัสเซียบางชนิด

    “โอกาสที่มิตรภาพอันหวานชื่นระหว่างจีนและอินเดีย จะกลับมาดังเดิมคงเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะจีนย่อมไม่เปลี่ยนเป้าหมายทั้งหมดตามที่กล่าวมาเดินหน้าอย่างเดียว บทสรุป นับจากนี้เอเชียใต้คือเป้าหมายหลักที่มหาอำนาจทั้งหมดต้องแย่งกันคุมอำนาจ หรือทำอย่างไรก็ได้ดึงอินเดียมาเป็นพันธมิตรให้ได้ แต่ก็ไม่ง่าย เพราะตลอด 30 ปี อินเดียมีนโยบายและกลยุทธ์ที่เป็นตัวของตนเองแบบเฉพาะไม่เหมือนใครๆ และนี่ก็คือพายุลูกใหม่ที่มีผลต่อดุลอำนาจของโลก และอิทธิพลที่ซับซ้อนจริงๆ”.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สงครามโลกจีนปะทะอินเดียสงครามโลกครั้งที่ 3ชนวนสงครามครั้งใหม่ข้อพิพาทจีนอินเดียเหตุปะทะบนเทิอกเขาหิมาลัยจีนสู้รบอินเดียข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo