ตำรวจยันรถทุกประเภทวิ่งได้ตั้งแต่ 04.00 - 22.00 น. โดยไม่มีข้อกำหนดเรื่องติดเวลา จะมีผลไปถึง 30 เม.ย.นี้ ส่วนพวกผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีการเอาผิดกับคนที่มั่วสุมในบ้าน พบคืนเดียว 109 ราย

จากกรณีที่ราชกิจจานุเบกษาได้ออกประกาศ "ข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ว่าด้วยการห้ามรถบรรทุก 4 ล้อ 6 ล้อ และ 10 ล้อขึ้นไป เดินทางในเขตกรุงเทพมหานคร ในช่วงเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากมีการระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563" ซึ่งลงนามโดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ระบุว่า ใจความสำคัญของประกาศฉบับนี้ คือการอนุโลมให้รถทุกประเภทสามารถวิ่งได้ตั้งแต่เวลา 04.00 - 22.00 น. ส่วนรถบรรทุกสินค้าอุปโภคบริโภค สามารถวิ่งได้ 24 ชั่วโมง ตามที่ได้รับอนุญาตไปก่อนหน้านี้ โดยประกาศดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ไปถึง 30 เมษายน จึงจะมีการพิจารณาใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามในการประกาศยังมีข้อห้ามรถบรรทุกจอด 2 ฝั่งถนนตามข้อบังคับเดิม ส่วนการบริหารการจราจรในแต่ละจังหวัดยังให้แต่ละพื้นที่พิจารณา เช่น หากพบจุดใดมีการจราจรติดขัดสะสม ก็สามารถขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการในการปรับเวลาในการเดินรถ เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการดำเนินการทางธุรกิจ และขอให้หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางที่มีการก่อสร้างถนน เส้นทางรถไฟฟ้า ส่วนรถที่ได้รับการยกเว้นให้วิ่งในช่วงเวลาเคอร์ฟิว ก็ต้องมีเอกสารรับรองจากเจ้าของกิจการ เอกสารประจำตัวคนขับ เมื่อต้องขับผ่านด่านตรวจด้วย

ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอโฆษกตำรวจ ระบุว่า เรื่องการตั้งด่านเคอร์ฟิวทั่วประเทศ ปัจจุบันมีการตั้งด่านตรวจ 998 จุดทั่วประเทศ ซึ่งผลการจับกุมผู้ฝ่าฝืนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีการจับกุมไปมากกว่า 7,000 ราย แต่ยืนยันว่ามีแนวโน้มการจับกุมลดลงทุกวัน ส่วนการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อคืนนี้ มีการดำเนินคดี 929 คน แบ่งเป็นผู้ออกนอกเคหสถาน 820 คน มีการตักเตือนไป 172 คน ส่วนที่เหลือ 642 คน ถูกดำเนินคดี อีกกลุ่มหนึ่งเป็นประชาชนมั่วสุมในเคหสถาน ซึ่งมีการดำเนินคดีไป 109 คน ซึ่งตัวเลขนนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อไม่ให้มีการแพร่ระบาดของโรค ที่ต้องการให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทาง ไปทำกิจกรรม พบปะสังสรรค์ ให้เน้นการอยู่ในที่พักเป็นสำคัญ

...

นอกจากนี้นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยังพบมีสถานประกอบการฝ่าฝืนคำสั่งถูกดำเนินคดี รวม 62 ราย ร่วม 300 คน ในจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล, เชียงใหม่, ภูเก็ต, เกาะสมุย อย่างล่าสุดเช่นมีการดำเนินคดีกับนักท่องเที่ยวและเจ้าของกิจการที่ทำกิจกรรมมั่วสุมในโรงแรมที่จังหวัดเชียงราย และที่เกาะสมุย

อย่างไรก็ตามสำหรับกรณีที่ต้องมีการเดินทางออกนอกเคหสถานในช่วงที่มีการประกาศเคอร์ฟิว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดทำแบบฟอร์มกลาง เพื่อเป็นแนวทางในการออกหนังสือรับรองให้กับผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทาง ตามที่ได้รับการยกเว้นในประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาทิ แพทย์, พยาบาล, สื่อมวลชน, พนักงานที่เข้ากะกลางคืน ซึ่งหากต้องผ่านด่านตรวจก็ต้องมีเอกสารรับรอง รวมถึงบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อยืนยันตัวบุคคล และหากเป็นกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็น ก็จะพิจารณาอนุญาตเป็นรายกรณีไป.