ข่าว
100 year

วิเคราะห์ ชะตากรรมคนไทย เจอแน่ โควิด-19 ระยะ 3 ปิดบางสถานที่ ทุกคนมีสิทธิ์ป่วย

ไทยรัฐออนไลน์29 ก.พ. 2563 18:27 น.
SHARE

ท่ามกลางเมืองใหญ่ ผู้คนเดินขวักไขว่สวนทางกันอยู่ทั่วทุกพื้นที่ แต่ใครเล่าจะรู้ว่า สักที่ใดที่หนึ่ง ในเวลาที่เหมาะเจาะ จะมีคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกัน ได้แพร่เชื้อไวรัสด้วยการไอจาม แพร่เชื้อจากการแตะสัมผัสราวบันได แพร่เชื้อร้ายที่ไม่มีใครอยากเป็น ให้ติดต่อจากคนหนึ่งสู่คนสอง คนสองสู่คนห้า สู่คนสิบ สู่คนร้อย จนสุดท้ายกลายเป็นเรื่องยากที่จะสกัดยับยั้ง...

ตุกติก ปิดข้อมูล “โควิด-19” มีโทษหนัก ปรับสูงสุด 5 แสน

ล่าสุดวันนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง "ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563" โดยประกาศให้ "โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019" หรือ "โรคโควิด 19" เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 จะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (1 มี.ค.) เป็นต้นไป

แม้ราชกิจจานุเบกษา จะเผยแพร่ประกาศให้โรค “โควิด-19" เป็น “โรคติดต่ออันตราย" แต่ก็มิใช่เรื่องควรที่จะตื่นตระหนก เพราะการประกาศดังกล่าวนั้น เป็นการปูทางให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว และยืดระยะเวลาที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาดให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

โดย ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสพูดคุยกับ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งทีมข่าวจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับข้อดี หลังจากที่มีการบังคับใช้ประกาศดังกล่าว โดยมีนื้อหาใจความ ดังต่อไปนี้

  • ในกรณีที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาด หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง มีโอกาสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 และบุคคลท่านนั้นๆ มีอาการไข้ มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

    บุคคลท่านนั้นๆ ต้องให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการซักประวัติ หากไม่แจ้งจะมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
  • พาหนะที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตควบคุมโรคจากต่างประเทศ ต้องจอดอยู่ในสถานที่ที่กำหนดไว้เท่านั้น หากฝ่าฝืนมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท

  • ผู้ที่เป็นโรคติดต่ออันตราย หรือเข้าข่ายต้องสงสัย หรือมารับการตรวจรักษา ต้องเข้าสู่การแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกต ในสถานที่ที่กำหนด จนกว่าจะพ้นระยะติดต่อ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท

หนีไม่พ้น! ไทยเข้าแน่ โควิด-19 ระบาดระยะ 3

ที่สำคัญ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงสาธารณสุขได้ออกมาให้ความเห็นอย่างเปิดเผยว่า ประเทศไทยคงหนีไม่พ้น “ระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19”

ทีมข่าวขออธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจเสียก่อนว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งแต่ละระดับมีความแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 แบ่งออกเป็น 3 ระยะ (ประเทศไทยอยู่ในระยะที่ 2)
ระยะ 1 : ผู้เดินทางจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และล้มป่วยลงด้วยโรคโควิด-19 ซึ่งในระยะนี้ ทางภาครัฐจะทำการคัดกรองที่สนามบิน เพื่อตรวจหาผู้ป่วยที่มีเกณฑ์ติดเชื้อ แต่เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถคัดกรองได้ทั้งหมด 100% เนื่องจากผู้เดินทางบางรายยังไม่แสดงอาการ และในระยะนี้ จำนวนผู้ป่วยจะยังมีไม่มาก

ระยะที่ 2 : เมื่อผู้เดินทางบางรายติดเชื้อมาแล้ว แต่ไม่แสดงอาการในช่วงแรก จนสามารถผ่านจุดคัดกรองที่สนามบินมาได้ จากนั้น ผู้เดินทางได้แพร่เชื้อให้กับคนไทย เช่น แท็กซี่, ไกด์, พนักงานบริการประเภทต่างๆ

ในระยะนี้ ทางเจ้าหน้าที่จะทราบที่มาของการแพร่โรคว่า ผู้ป่วยติดเชื้อมาจากใคร, ผู้ป่วยเดินทางไปที่ไหนมา และผู้ป่วยมีความเกี่ยวพันกับคนที่มาจากกลุ่มประเทศเสี่ยงหรือไม่

ระยะที่ 3 : เมื่อทางภาครัฐพบว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มที่เพิ่มจำนวนขึ้นนี้ ไม่ได้มีประวัติเดินทางไปในประเทศกลุ่มเสี่ยง และไม่สามารถสืบค้นได้ว่า ผู้ป่วยติดเชื้อมาจากใคร

ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยจะสูงขึ้น หรือลดลงนั้น ขึ้นอยู่กับประเทศนั้นๆ ว่าจะมีมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่เชื้อทั้งในส่วนบุคคลและสาธารณะได้เพียงพอหรือไม่

สิ่งที่คนไทยต้องเจอ...เมื่อโควิด 19 เข้าสู่การแพร่เชื้อระยะ 3

หลายคนคงนึกภาพไม่ออกว่า เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป...

นายแพทย์ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้คำตอบกับไว้ได้อย่างน่าสนใจ โดยทีมข่าวจะไล่เรียงให้ผู้อ่านเข้าใจใจง่ายๆ ดังต่อไปนี้

  • “ไม่ว่าอย่างไร เราก็หนีการเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาดไม่พ้น” นายแพทย์ขจรศักดิ์ กล่าว

  • ประเทศไทยจะเข้าสู่ระยะที่ 3 ก็ต่อเมื่อ ภาครัฐได้พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 แต่กลับมีข้อมูลว่า ผู้ป่วยรายนั้นๆ ไม่ได้เดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยง, ผู้ป่วยรายนั้นๆ ไม่มีความเกี่ยวพันกับผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อ หรืออธิบายง่ายๆ คือ ไม่รู้ว่าผู้ป่วยติดเชื้อมาจากไหน

  • ภายหลังจากที่มีการประกาศเข้าสู่ระยะที่ 3 สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปก็คือ ทุกคนในประเทศไทยมีโอกาสที่จะติดเชื้อโควิด-19 ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นพาหะ(ตัวนำเชื้อโรค) และทุกคนพร้อมจะระบาดไปยังบุคคลใกล้ชิด

  • ผู้ที่มีไข้ มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ต้องมารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งทุกคนจะถูกตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า ป่วยด้วยโรคโควิด-19

  • งานของบุคลากรทางการแพทย์จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะต้องตรวจระดมตรวจเสมหะผู้ป่วย ระดมเอกซเรย์ปอด และแยกโรค ซึ่งผู้ป่วยจะไม่ใช่หลักสิบหลักร้อยอีกต่อไป แต่จะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนหลักแสนคนต่อวัน

  • นายแพทย์ขจรศักดิ์ ระบุว่า “เมื่อไหร่ที่คนไทยเป็นพาหะได้ เมื่อไหร่ที่ทุกคนไปหาหมอด้วยไข้ไอ ทุกคนจะถูกตรวจหาโควิด-19 ฉะนั้น จากวันที่บุคลากรทางแพทย์เคยตรวจผู้ป่วย 40-400 คนต่อวัน ในวันที่สถานการณ์เลวร้าย จะกลายเป็นหมื่นเป็นแสนคนต่อวัน และหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก”

  • สถานพยาบาลต้องสำรองยา บางโรงเรียนบางสถานประกอบการอาจจะต้องปิดชั่วคราว แต่อาจปิดเป็นบางชั้น ปิดเป็นบางตึก เช่น บริษัท A พบผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชั้น 5 บริษัท A ก็จะทำการปิดชั้น 5 และชั้นใกล้เคียงที่ผู้ป่วยเดินไปใช้งาน ซึ่งระยะเวลาในการปิดทำการจะนานเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับผู้สัมผัส หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อได้รวดเร็วเพียงใด

  • ข้อสันนิษฐานของผู้เชี่ยวชาญหลายท่านในแวดวงสาธารณสุข ระบุว่า การเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาดโควิด-19 จะอยู่ในช่วงประมาณปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน 2563 หากพ้นระยะนี้ไปได้ และพบว่าผู้ป่วยลดลง ก็จะไม่เข้าสู่ระยะวิกฤติ

  • “แม้จะบอกว่า สถานการณ์ไม่วิกฤติแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยจะไม่เข้าสู่ระยะที่ 3 แต่การเข้าสู่ระยะที่ 3 ของประเทศไทย อาจพบผู้ป่วยจำนวนไม่มาก และการแพร่ระบาดไม่เยอะ” นายแพทย์ขจรศักดิ์ กล่าว

  • “อย่าไปตระหนกมากครับ สิ่งที่เราต้องทำและสามารถทำได้เลยก็คือ หากเราเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศเสี่ยง เราต้องสังเกตอาการป่วยอยู่ในที่พักจนครบ 14 วัน นับจากวันที่กลับ หลีกเลี่ยงการไปที่สาธารณะที่มีคนอยู่หนาแน่นโดยไม่จำเป็น สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น งดใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น หมั่นล้างมือบ่อยๆ กินร้อน ช้อนกลาง หมั่นทำความสะอาดห้องน้ำ ชักโครก ลูกบิดประตู ด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เสื้อผ้า และหากภายใน14 วัน มีไข้ร่วมกับไอ จาม ให้รีบมาพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง” นายแพทย์ขจรศักดิ์ ทิ้งท้าย.
อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19ไวรัสโคโรนาไวรัสโคโรน่าไวรัสอู่ฮั่นโควิด-19 ระยะที่ 3ข่าวันนี้ข่าวร้อนข่าวทั่วไป

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้