ข่าว
100 year

รับ 144 คนไทยกลับ พักสัตหีบดูอาการ 14 วัน (คลิป)

ไทยรัฐฉบับพิมพ์4 ก.พ. 2563 05:30 น.
SHARE

ในหลวง-ราชินี พระราชทานยาไปให้ ‘ชาวอู่ฮั่น’ หมอชี้อันตรายถ้าซื้อยากินเอง ยอดพุ่ง 362 ศพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีพระราชทานเวชภัณฑ์ ของใช้จำเป็นในการดำรงชีวิตและการป้องกันโรคให้ประชาชนชาวจีนสู้ภัยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ โดยขนไปพร้อมเจ้าหน้าที่ไปรับคนไทย 144 คน ในอู่ฮั่นกลับประเทศ ทัพเรือเตรียมที่พักสัตหีบอยู่ชั่วคราว ขณะที่อธิบดีกรมการแพทย์ยืนยันไทยกับจีนใช้สูตรยาเดียวกันในการรักษาผู้ป่วย ต่างที่ปริมาณยา เตือนอย่าซื้อมากินเองเพราะมีผลข้างเคียงมาก ส่วนการระบาดของเชื้อไวรัสในจีนยังลุกลาม ยอดผู้ป่วยติดเชื้อพุ่งกว่า 2 หมื่นคน ตาย 361 ศพ ไม่รวมฟิลิปปินส์ น่าตระหนกพบผู้อยู่ในข่ายเฝ้าระวังทะลุ 1.5 แสนคน

นับตั้งแต่จีนพบการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรงในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย มาร่วม 2 เดือน ปรากฏว่าขณะนี้สถานการณ์ก็ยังน่ากังวล เมื่อยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่องทั้งในจีนและหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงผู้ป่วยเสียชีวิตหลังติดเชื้อไวรัสมรณะก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

เปิด รพ.โหวเซินซานรองรับผู้ป่วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ก.พ. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โรงพยาบาลสนาม “โหวเซินซาน” (หุบเขา เทพเจ้าแห่งไฟ) ขนาด 1,000 เตียง ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 8 วัน เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย เริ่มเปิดใช้รักษาผู้ป่วยได้ตามกำหนดแล้ว หลังระดมคนงาน วิศวกรและอื่นๆ มากกว่า7,500 คน เริ่มงานก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา กระทั่งเสร็จเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ป่วยคนแรกถูกส่งเข้ารักษาตัวที่โหวเซินซานเมื่อเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่ รพ. “เล่ยเซินซาน” (หุบเขาเทพเจ้าแห่งสายฟ้า) โรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ขนาด 1,600 เตียง ที่สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน มีกำหนดสร้างเสร็จในวันที่ 5 ก.พ.นี้

ไอซียู 30 ห้อง–ใช้หุ่นยนต์ช่วย

แยงซี เดลี นสพ.ของรัฐบาลจีน รายงานว่าพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของ รพ.โหวเซินซาน ขนาด 2 ชั้น ที่สร้างบนเนื้อที่ 60,000 ตร.ม. ถูกสร้างเป็นห้องคนไข้แยกเป็นเอกเทศ มีห้องรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน (ไอซียู) 30 ห้อง มีระบบถ่ายเทอากาศทำขึ้นเป็นพิเศษ ห้องผู้ป่วยกับช่องทางเดินระหว่างอาคารโรงพยาบาลถูกสร้างให้มีช่องทางเชื่อมต่อเป็นพิเศษ เพื่อให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจัดส่งยาหรืออาหารให้โดยไม่ต้องเข้าไปในห้องผู้ป่วย ทีมแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ซึ่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ส่งมาปฏิบัติงาน 1,400 คน สามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญภายนอกผ่านระบบวิดีโอลิงก์ ด้าน นสพ.เดอะ เปเปอร์ในนครเซี่ยงไฮ้รายงานด้วยว่า รพ.โหวเซินซานได้รับบริจาค “หุ่นยนต์การแพทย์” จากบริษัทแห่งหนึ่งของจีนเพื่อใช้จัดส่งยา และทำการทดสอบตัวอย่างทางการแพทย์ด้วย

ยอดตาย–ติดเชื้อในจีนพุ่งไม่หยุด

ด้านคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติของจีนแถลงยอดผู้เสียชีวิตและติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ณ วันที่ 3 ก.พ.ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น เป็น 362 คน รวมผู้เสียชีวิต 1 คน ที่ฟิลิปปินส์ ส่วนผู้ติดเชื้อในจีนอยู่ที่ 17,205 คน ในจำนวนนี้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว 475 คน นอกจากนี้ ยังมีตัวเลขที่น่ากังวลไม่น้อยนั่นคือ มีผู้ต้องสงสัยติดไวรัสมรณะมากถึง 21,558 คน และมีผู้ต้องถูกเฝ้าระวังอาการกว่า 152,700 คน ขณะที่ปัญหาที่โรงพยาบาลในมลฑลหูเป่ยต้องเผชิญในขณะนี้คือความแออัดของผู้ป่วย และเริ่มขาดแคลนเวชภัณฑ์ หนึ่งในนี้คือ รพ.เด็กอู่ฮั่น ที่โพสต์ข้อความลงสื่อสังคมออนไลน์ร้องขอความช่วยเหลือเนื่องจากยาเริ่มขาดแคลน พร้อมมีคลิปวิดีโอหลายคลิปในสื่อสังคมออนไลน์ที่แสดงให้เห็นผู้คนเข้าแถวยาวเหยียดด้านนอกอาคาร เพื่อรอคิวเข้ารับการตรวจรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆในอู่ฮั่น ซึ่งผู้ชายคนหนึ่งระบุในคลิปวิดีโอด้วยว่า คนไข้รอคิวนานถึง 10 ชั่วโมงกว่าจะได้เข้าตรวจรักษากับแพทย์

พบผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มต่อเนื่อง

ส่วนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรคนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศอื่นๆอย่างน้อย 24 ประเทศ ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งในญี่ปุ่น 20 ราย สิงคโปร์ 18 ราย เกาหลีใต้ 15 ราย สหรัฐอเมริกา 11 ราย เยอรมนี 10 ราย ไต้หวัน 10 ราย มาเลเซีย 8 ราย ออสเตรเลีย 7 ราย เวียดนาม 8 ราย ฝรั่งเศส 6 ราย ยูเออี 5 ราย แคนาดา 4 ราย อินเดีย 3 ราย ฟิลิปปินส์ 2 ราย (เสียชีวิตแล้ว 1 ราย) รัสเซีย 2 ราย อิตาลี 2 ราย อังกฤษ 2 ราย เนปาล 1 ราย ศรีลังกา 1 ราย สวีเดน 1 ราย สเปน 1 ราย กัมพูชา 1 ราย ฟินแลนด์ 1 ราย รวมกันแล้วสูงกว่า 170 รายแล้ว

นานาชาติผวาติดเชื้อเร่งอพยพคน

ด้านสหรัฐฯเตรียมเที่ยวบินอพยพพลเมืองของตนออกจากเมืองอู่ฮั่นอีกโดยเร็ว หลังอพยพชุดแรกแล้วกว่า 200 คน ส่วนฝรั่งเศสอพยพคน 254 คน จาก 30 ประเทศออกจากอู่ฮั่นแล้ว และการตรวจเชื้อผู้ต้องสงสัย 20 รายปรากฏว่าเป็นลบ คือไม่ติดเชื้อ ด้านออสเตรเลียอพยพคน 243 คน รวมทั้งเด็ก 89 คน ถึงเมืองเอ็กซ์มัธ ก่อนส่งทั้งหมดไปกักโรค 14 วันที่เกาะคริสต์มาส ที่ตั้งศูนย์กักกันผู้ลี้ภัยอันอื้อฉาว ขณะที่มาเลเซียส่งเครื่องบินไปอพยพพลเมืองของตน 141 คน ที่อู่ฮั่นเมื่อ 3 ก.พ. โดยนำถุงมือยาง 500,000 คู่ ไปมอบให้จีนด้วย ส่วนอินโดนีเซียอพยพพลเมือง 237 คน และชาวต่างชาติ 1 คน จากอู่ฮั่นแล้ว โดยจะนำไปกักโรค 14 วัน ที่เกาะนาทูนา ตั้งอยู่ระหว่างเกาะบอร์เนียวกับคาบสมุทรมลายู ขณะที่รัสเซีย ซึ่งมีพรมแดนติดกับจีนยาวถึง 4,300 กม. ส่งเครื่องบินไปอพยพคนชุดแรก 130 คน จากทั้งหมดกว่า 600 คน ออกจากมณฑลหูเป่ย เมื่อวันที่ 3 ก.พ. นายกรัฐมนตรีมิคาอิล มิชุสติน แห่งรัสเซีย ยังประกาศว่ารัสเซียมีแผนจะเนรเทศชาวต่างชาติที่ตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่นทั้งหมดออกจากรัสเซียด้วย ขณะที่สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ซึ่งในปี 2562 มีชาวจีนไปท่องเที่ยวกว่า 280,000 คน สั่งห้ามผู้ที่เดินทางไปจากจีนทั้งหมดเข้าประเทศเพื่อป้องกันไว้ก่อน แม้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ

ฮ่องกงประกาศปิดด่านเชื่อมจีน

ขณะที่นางแคร์รี แลม ผู้บริหารสูงของฮ่องกง เขตบริหารพิเศษของจีน แถลงในวันเดียวกันปิดช่องทางเชื่อมต่อจีนทางบกทั้งหมดเพื่อชะลอการระบาดของไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 ยกเว้นสะพาน 2 แห่ง คือ สะพานเชื่อมฮ่องกงกับนครเสิ่นเจิ้น และแห่งที่ 2 เป็นสะพานเชื่อมเมืองจูไห่กับเขตบริหารพิเศษมาเก๊า หลังก่อนหน้านี้ฮ่องกงสั่งปิดบริการเรือเฟอร์รี่และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน ซึ่งนางแลมไม่เห็นด้วยกับการปิดพรมแดนทั้งหมด เพราะเห็นว่าใช้ไม่ได้ผลจริงและกระทบเศรษฐกิจ ท่ามกลางการชุมนุมประท้วงของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในฮ่องกงที่ต้องการให้ปิดพรมแดนฮ่องกงเชื่อมจีนทั้งหมด ประกาศประท้วงต่อเนื่อง 5 วัน

องค์การอนามัยโลกค้านปิดกั้นโลก

อย่างไรก็ตาม ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงต่อที่ประชุมบอร์ดบริหารของ WHO ในนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ว่า ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรการแทรกแซงการเดินทางและการค้าระหว่างประเทศที่ไม่จำเป็นเพื่อพยายามยับยั้งการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เรียกร้องทุกประเทศดำเนินมาตรการที่ตั้งอยู่บนหลักฐานตามจริงและสอดคล้องกัน การเชื่อมโยงโลกเป็นจุดอ่อนในการระบาดของไวรัสก็จริงแต่ถือเป็นความแข็งแกร่งอันยิ่งใหญ่ของพวกเราด้วย พร้อมกันนี้ WHO ยังแถลงกำลังร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอินเตอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์รวมทั้งกูเกิล เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เพื่อจัดการการเผยแพร่ข่าวลวงหรือข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับการระบาดของไวรัส

ร.10 พระราชทานเวชภัณฑ์

ส่วนในไทย หลังมีการประกาศข่าวดีที่หาแนวทางในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่มีอาการรุนแรงจนอาการดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงพยาบาลราชวิถี เมื่อเวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวในการแถลงข่าวสถานการณ์โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ภายหลังเยี่ยมให้กำลังเจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยว่าขณะนี้มีรายงานผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อสะสม 19 ราย รักษาหายและออกจากโรงพยาบาลแล้ว 8 ราย ยังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล 11 ราย ทุกรายมีอาการดีขึ้น ส่วนการเตรียมการรับคนไทยจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศไทย ได้เตรียมพร้อมทุกอย่าง นอกจากนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานเวชภัณฑ์ ของใช้จำเป็นในการดำรงชีวิตและการป้องกันโรคให้กับประชาชนชาวจีน โดยจะนำไปพร้อมเที่ยวบินวันที่ 4 ก.พ.ด้วย

อุบที่พัก 161 คนไทยจากอู่ฮั่น

“ผู้ที่เสียชีวิตหลายรายอาจไม่ได้เสียชีวิตจากโรคโคโรนา แต่เสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนที่ทำให้ไม่สามารถทนต่อเชื้อไวรัสได้ ดังนั้นจึงไม่อยากให้ตื่นตระหนก เพราะไทยมีการรักษาอย่างดี การไปรับคนไทยกลับมา ขณะนี้ในส่วนที่เป็นความพร้อมไทยพร้อมทุกอย่าง มีทีมแพทย์ 2 ทีม คือ จากกระทรวงสาธารณสุข โดยมี นพ.อภิชาต วชิรพันธ์ ผอ.สถาบันบำราศนราดูร นำทีมแพทย์ฉุกเฉิน แพทย์ระบาด และจิตแพทย์ และทีมแพทย์จากเหล่าทัพของ รพ.พระมงกุฎเกล้า และขอย้ำว่าคนไทยที่กลับมาจากอู่ฮั่นจะไม่แพร่เชื้อให้กับใคร ส่วนสถานที่ขอไม่บอกแต่จะเป็นสถานที่ที่ให้คนไทยทั้ง 161 ราย ได้มีความผ่อนคลาย” นายอนุทินกล่าว

จีนใช้สูตรเดียวกันต่างที่โดสยา

ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคนี้เป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ ดังนั้นยังไม่มีการรักษาที่เป็นการรักษามาตรฐาน เป็นเพียงการรายงานเคส โดยประเทศจีนมีการเปิดเผยผู้ป่วยชุดแรกประมาณ 40 กว่าราย ขณะนั้นจีนมีการรักษาโดยการใช้เฉพาะยาต้านไวรัสเอดส์ มีฤทธิ์ไปช่วยยับยั้งการขยายตัวของไวรัสในเซลล์ ดังนั้น ที่เมืองไทยจึงมีการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์เหมือนกัน 2 ชนิด คือ ยาโลพินาเวียร์ กับยาริโทนาเวียร์ โดยในรายที่มีปัญหาที่มาจากเมืองอู่ฮั่นและถูกส่งต่อมา รพ.ราชวิถี ด้วยอาการที่ไม่ค่อยดีนัก ทีมแพทย์จาก รพ.ราชวิถี ช่วยกันดูแล และได้มีการศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ร่วมในการรักษา ในส่วนของจีนที่มีการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่าจีนเริ่มมีการใช้ยารักษาไข้หวัดใหญ่คือ ยาโอเซลทามิเวียร์ ซึ่งใช้ก่อนไทยแต่เป็นการใช้โดสต่างกัน คือจีนให้ขนาด 1×2 แต่ของไทยใช้ขนาด 2×2 แต่ขอย้ำว่ายาทั้ง 2 กลุ่มไม่ใช่ยาใหม่ แต่เป็นยาที่มีใช้อยู่แล้ว

อย่าซื้อยากินเองให้ผลเสียมากกว่า

ด้าน นพ.พจน์ อินทลาภาพร หัวหน้างานโรคติดเชื้อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ยาต้านไวรัสเอดส์ เป็นยาที่ใช้รับมือกับไวรัสเอดส์ที่ดื้อยา ไม่ใช่ยาสูตรแรกๆ อยากเตือนประชาชนว่าการนำยาไปใช้เอง ถือว่าเป็นยาที่อันตราย ไม่ควรจะหามาใช้เอง เนื่องจากยาตัวนี้มีผลข้างเคียงมาก เช่น เมื่อไปขับผ่านตับก็จะไปลดการขับยาอื่นที่ตับ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่รับประทานยาลดความดัน ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษาไมเกรน ยารักษาสิว ยาลดไขมันในเลือด เป็นต้น ที่จะทำให้มีผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกิดขึ้น เป็นเรื่องอันตรายมาก

ยันยังไม่มีการรักษาที่แน่นอน

เมื่อถามว่าจะมีการนำยามาต่อยอดอะไรอีกหรือไม่ นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า มีการหารือกันถึงแนวทางการดูแลผู้ป่วย และมีการรีวิวการรักษาต่างๆ วิธีการรักษานี้ ก็จะถูกนำไปใช้อีกทางเลือกหนึ่ง เพราะขณะนี้ยังไม่มีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน และ รพ.ราชวิถีก็จะมีการใช้วิธีนี้ด้วยหากผู้ป่วยมีอาการหนัก วิธีที่ใช้ขณะนี้ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหากให้เปรียบคงเหมือนเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ทั้งนี้หากเก็บเคสมากขึ้นก็จะได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น

ผู้ติดเชื้อในไทยยังนิ่งที่ 19 ราย

ต่อมา นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวความคืบหน้าการควบคุมป้องกันโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 ว่าขณะนี้ยังมีจำนวนผู้ป่วยสะสม 19 ราย ในจำนวนนี้รักษาหายกลับบ้านแล้ว 8 ราย เหลือรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 11 ราย ส่วนผู้ที่เข้าข่ายเฝ้าระวังโรคมีเข้ามาเพิ่ม 103 ราย รวมผู้ป่วยเข้าข่ายเฝ้าระวังโรคตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.-2 ก.พ. รวม 485 ราย ในจำนวนนี้หายกลับบ้านแล้ว 97 ราย คงเหลือในโรงพยาบาล 388 ราย ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดตามฤดูกาลและโรคอื่นๆ และในวันที่ 4 ก.พ.นี้ จะมีการจัด Big cleaning Day ให้ความรู้กับประชาชน พร้อมประชุมทางไกลกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผู้อำนวยการ รพ.ทั่วประเทศ ส่วนกรมอนามัย มีการจัดพื้นที่เพ่งเล็งและให้ความสำคัญ 7 แห่งที่ต้องให้ความสำคัญในการดูแลป้องกันโรคคือ 1.สถานที่ราชการ 2.รถรับจ้างประจำทาง แท็กซี่ทั้งหลาย 3. รถขนส่ง ขสมก. หรือรถตู้โดยสารสาธารณะ 4.รถไฟฟ้าทั้งบนฟ้าและใต้ดิน 5.ร้านอาหาร 6.โรงแรม และ 7.ปั๊มน้ำมัน ซึ่งเป็นจุดแวะพักเติมน้ำมันและเข้าห้องน้ำ

กต.บูรณาการรับ 145 คนไทยจากอู่ฮั่น

ส่วนความคืบหน้าการอพยพคนไทยในอู่ฮั่นกลับไทยนั้น วันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่เอกสารถึงการนำหน่วยปฏิบัติการภารกิจแบบบูรณาการร่วมภาครัฐ-เอกชน เดินทางไปรับคนไทย ในนครอู่ฮั่นและมณฑลหูเป่ยกลับในวันที่ 4 ก.พ.ว่า ในวันที่ 4 ก.พ.กระทรวงการต่างประเทศจะนำหน่วยปฏิบัติภารกิจแบบบูรณาการภาครัฐ-เอกชน ประกอบด้วยกระทรวงสาธารณสุข กรมการกงสุล สายการบินไทยแอร์เอเชีย เดินทางไปรับคนไทยจานวน 145 คน กลับมาจากนครอู่ฮั่น ที่ได้แจ้งความประสงค์กับสถานเอกอัครราชทูตภายใต้ความสนับสนุนของหลายหน่วยงาน อาทิ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงกลาโหม เป็นต้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์ ซักซ้อมแผน และเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหารือขั้นตอนแนวปฏิบัติอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายจีน

ขาไปขนสิ่งของพระราชทานช่วยจีน

สำหรับเที่ยวบินที่จะเดินทางออกจากประเทศไทย จะนำสิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้แก่ อุปกรณ์ป้องกันตนเองสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชน เช่น เครื่องเวชภัณฑ์ หน้ากากอนามัย ถุงมือยาง เสื้อกาวน์กันน้ำ รวมทั้งความห่วงใย และปรารถนาดีจากประชาชนชาวไทยไปมอบแก่ประชาชนชาวจีน อันเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพที่ใกล้ชิดอันแน่นแฟ้นและยาวนานของ 2 ประเทศ รวมทั้งเป็นกำลังใจให้ประชาชนชาวจีนสามารถต่อสู้ฝ่าฟันสถานการณ์ครั้งนี้และฟื้นฟูประเทศได้โดยเร็วที่สุด

คาดท่องเที่ยวเจ๊ง 3 แสนล้านบาท

สำหรับกรณีทางการจีนประกาศห้ามชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศในระยะนี้ เพื่อสกัดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 ทำให้การท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงนั้น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรม การท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ว่า ท.ท.ช.ได้ประเมินผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะสูญเสียไปสูงถึง 300,000 ล้านบาท ในกรณีที่ทางการจีนสามารถคุมการระบาดได้ภายในเดือน มี.ค.นี้ แต่กว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติของบรรยากาศท่องเที่ยว คนกล้าออกมาเดินทางเหมือนเดิม คงปลายเดือน ก.ค.2563 เท่ากับปีนี้เสียโอกาสไป 5 เดือน ทำให้เป้าที่เคยตั้งเอาไว้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็จะพยายามวิ่งไปให้ถึงให้ได้ โดยมีการเสนอ ครม.อนุมัติเงิน 500 ล้านบาทจากงบกลาง เพื่อมาช่วยพัฒนา ปรับปรุง และฟื้นฟูการท่องเที่ยวของปีนี้ โดยกระทรวงจะจัดทำแผนการใช้เงินและมาตรการฟื้นฟูท่องเที่ยวเสนอรายละเอียดให้สำนักงบประมาณพิจารณาอีกครั้ง

จีนจัดยาแรงกระเทือนถึงไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้จัดทำประมาณการผลกระทบของมาตรการที่จีนประกาศให้บริษัทนำเที่ยวในจีนหยุดดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ห้ามจำหน่ายแพ็กเกจท่องเที่ยวที่จัดการเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทย กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งสมมติฐานไว้ 4 ช่วง คือกรณีที่ 1 จีนห้ามเดินทาง ม.ค.-มี.ค.2563 จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลด 1.47-1.98 ล้านคน รายได้จะหายได้ 67,000-91,000 ล้านบาท กรณีที่ 2 จีนห้ามเดินทาง ม.ค.-เม.ย.2563 จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลด 2.16-2.83 ล้านคน รายได้จะหายได้ 99,000-130,000 ล้านบาท กรณีที่ 3 จีนห้ามเดินทาง ม.ค.-มิ.ย.2563 จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 3.23-4.37 ล้านคน รายได้จะหายได้ 148,000 -201,000 ล้านบาท และกรณีที่ 4 ห้ามเดินทาง ม.ค.-ก.ย.2563 จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 5.21-7.07 ล้านคน รายได้จะหายได้ 240,000-325,000 ล้านบาท

เพิ่มมาตรการป้องกันเชื้อไวรัส

ในส่วนการเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการสนามบิน นายกิตติพงศ์ กิตติขจร รองผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ รถโดยสารสาธารณะทุกประเภท หมั่นทำความสะอาดรถโดยสารและเคาน์เตอร์จุดให้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทภายในสนามบินสุวรรณภูมิ และเน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติงานสวมหน้ากากขณะปฏิบัติงานตลอดเวลา ขณะเดียวกัน ก็เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดตามจุดต่างๆในสนามบิน อาทิ ภายในห้องน้ำ รถเข็นกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร เคาน์เตอร์ให้บริการสายการบิน เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ รวมถึงเคาน์เตอร์ตรวจหนังสือเดินทาง ลิฟต์ ทางเดินเลื่อน ราวบันได พื้นที่พักคอย เป็นต้น

ขณะที่นายกาหลง ทรัพย์สอาด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานปฏิบัติการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ได้มีการประสานกับการไปรษณีย์จีน ป้องกันเชื้อไวรัสอู่ฮั่นด้วยการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ และถุงไปรษณีย์ที่ส่งออกไปยังปลายทางต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ไปรษณีย์ไทยก็ขอระงับการให้บริการคูเรียร์โพสต์ และบริการโลจิสโพสต์ระหว่างประเทศไปยังปลายทางเมืองอู่ฮั่นและเมืองอื่นๆ ในมณฑลหูเป่ยเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการแจ้งเปลี่ยนแปลง

กกร.ไฟเขียวคุม “หน้ากากอนามัย”

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 1/63 ว่า ที่ประชุมมีมติให้นำสินค้า 2 รายการคือ หน้ากากอนามัยและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต (เส้นใยโพลีโพรพิลีน หรือสปันบอนด์) รวมถึงเจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัย เข้าสู่บัญชีสินค้าและบริการควบคุม ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยจะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 4 ก.พ.นี้ พิจารณาเห็นชอบ หลังจากนั้นสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการจะออกประกาศเพื่อให้มีผลบังคับใช้ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ไม่เกินวันที่ 4 ก.พ.นี้ ซึ่งจะทำให้กระทรวงพาณิชย์สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายกำกับดูแลได้ทั้งปริมาณและราคา รวมถึงหากจะส่งออกหน้ากากอนามัยเกิน 500 ชิ้นขึ้นไปจะต้องขออนุญาตการส่งออกต่อกรมการค้าภายใน ส่วนสินค้าเจลล้างมือจะไม่เข้มงวดเรื่องการส่งออก เพราะไม่มีปัญหาเรื่องปริมาณ ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการ ไม่ปฏิบัติตามประกาศของ กกร.ในเรื่องดังกล่าว จะมีโทษจำคุก 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีไม่แจ้งราคาซื้อหรือขาย มีโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับครั้งละ 20,000 บาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน

กักตัวเทรนเนอร์มวยไทย 14 วัน

ขณะที่ จ.บุรีรัมย์ พบหนุ่มเทรนเนอร์มวยไทยชาว ต.สะแกซำ อ.เมืองบุรีรัมย์ ที่เพิ่งเดินทางกลับจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ได้ล้มป่วยลงโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื้องต้นแพทย์ได้ทำการกักตัวสังเกตอาการในห้องปลอดเชื้อ 14 วัน เกรงว่าจะมีอาการป่วยต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่น เพราะเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศจีน เทรนเนอร์มวยไทยดังกล่าวเริ่มมีอาการป่วยตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. ขณะที่ป่วยยังมิได้เดินทางไปไหน อยู่ในห้องพักที่เมืองเซี่ยงไฮ้ จากนั้นเดินทางกลับไทยเมื่อวันที่ 30 ม.ค. และเดินทางมา จ.บุรีรัมย์ โดยรถโดยสารปรับอากาศ กระทั่งวันที่ 31 ม.ค.เริ่มมีไข้ ปวดศีรษะ ไอ และน้ำมูกไหล ไปหาหมอที่โรงพยาบาล เมื่อแพทย์ซักประวัติทราบว่าเพิ่งเดินทางกลับจากจีนและมีอาการเข้าข่ายต้องสงสัยเลยต้องกักตัวไว้สังเกตอาการ ในห้องปลอดเชื้อเป็นเวลา 14 วัน

ร้านแม่กำปองยินดีต้อนรับชาวจีน

ขณะที่นายสุเทพ แสนมงคล นอภ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ พร้อมสาธารณสุขอำเภอแม่ออน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้ที่เกี่ยวข้องบ้านแม่กำปอง หมู่ 3 ต.ห้วยแก้ว ได้ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจในการป้องกัน การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หลังจากเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน เขียนข้อความงดให้บริการนักท่องเที่ยวชาวจีนและต่างชาติ เจ้าของร้านดังกล่าวเข้าใจแล้วและพร้อมให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยไมตรีจิตและดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคดังกล่าว ได้รับความชื่นชมจากนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นอย่างดี

ยันสถานการณ์ในไทยไม่รุนแรง

ต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงหลังเป็นประธานประชุมสรุปสถานการณ์ไวรัสอู่ฮั่นร่วมกับคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติว่าสถานการณ์ในขณะนี้ยังอยู่ในระดับไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจนายกฯ อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เรารับมือกันได้ดี ได้รับคำชมเชยจากหลายประเทศ ทั้งประเทศต้นทาง และในอาเซียน รัฐบาลจีนได้ขอบคุณไทยที่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ข้อสำคัญเราต้องไม่ตื่นตระหนกและขอให้เสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง ให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่บ้าง และยืนยันราคาหน้ากากอนามัยที่มีหลายคนออกมาบิดเบือนว่ามีราคาแพงและร้องเรียนไปที่กระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบแล้วไม่พบหน้ากากมีราคาแพงจนเกินไป

เผยในหลวงทรงห่วงใยทั้งคนไทย–จีน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ทรงมีความห่วงใยประชาชนคนไทยและคนจีน ในฐานะมิตรประเทศ สิ่งสำคัญคือเราต้องดูแลคนไทยและคนต่างประเทศที่อยู่ในเมืองไทย ทั้งนี้หากเราตื่นตระหนกมากเกินไปจะแก้ปัญหาไม่ได้ตื่นตระหนกมากขึ้น รัฐบาลไม่ปิดบังข้อมูล เราเปิดเผยว่ามีผู้ป่วยทั้งหมดกี่ราย และยังไม่มีผู้เสียชีวิต เพราะเราสามารถคัดกรอง ควบคุมในพื้นที่ควบคุมได้ เพื่อรักษาพยาบาลและรักษาหายไปแล้ว ฉะนั้นอย่าไปสร้างความตื่นตระหนก ทั้งเจตนาและไม่เจตนา ขอให้ประชาชนฟังสถานการณ์จากการแถลงของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ทั้งคำแนะนำทางการแพทย์และการป้องกันตัวเอง

“ดอน” ระบุยอดขอกลับล่าสุด 144 คน

ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือนำคนไทยในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน กลับประเทศไทยว่า จำนวนคนไทยที่แสดงความประสงค์ขอเดินทางกลับประเทศไทย ขณะนี้ปรับเปลี่ยนมาอยู่ 144 คน มีทั้งคนไทยที่อยู่ในเมืองอู่ฮั่น และในเมืองอื่นๆ อยู่ในมณฑลหูเป่ย

“อนุทิน” นำทีมแพทย์บินไปอู่ฮั่น

จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงสถานที่รองรับคนไทยที่จะไปรับกลับมาโดยเครื่องจะลงจอดที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาและจะใช้พื้นที่ในฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี เฝ้าสังเกตการณ์ว่า เราจะดูแลให้ดีที่สุดและที่ไม่อยากเปิดเผยสถานที่ เนื่องจากเป็นการกักกันโรค ไม่อยากให้คนตื่นตระหนก และคนที่กลับมาไม่ใช่คนป่วย ไม่อยากให้เขาตื่นตระหนก เราต้องการทำให้เกิดความปลอดภัย และมั่นใจ ทุกอย่างทำตามขั้นตอนมาตรฐานสากล ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ที่จะเดินทางไปรับด้วย มีจำนวน 15 คน บวกอีก 1 คน คือตนเอง ซึ่งจะใส่ชุดป้องกันโรคไป โดยจะไปรับในเมืองอู่ฮั่นทั้งหมด 144 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทางการจีนรายงานมาล่าสุด

ทร.จัดที่พักห่างชุมชนอาหารเพียบ

ต่อมา พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะโฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร.ยินดีให้การสนับสนุนกำลังพลและสิ่งอำนวยความสะดวก ช่วยเหลือคนไทยที่จะเดินทางกลับมาจากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเต็มความสามารถ เบื้องต้นได้เตรียมจัดตั้งกองอำนวยการร่วม เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดต่อ และพร้อมบริหารจัดการแก้ไขสถานการณ์ ที่โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ พร้อมจัดเตรียมอาคารรับรองสัตหีบ บริเวณอ่าวดงตาล เป็นพื้นที่ควบคุม จำนวน 5 อาคาร สามารถรองรับคนไทยที่เดินทางกลับมาจากเมืองอู่ฮั่น พร้อมเที่ยวบินที่จัดไปรับได้ทั้งหมดจนกว่าหมดภาวะแพร่กระจาย คือประมาณ 14 วัน ขอให้มั่นใจได้ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบกับการนำประชาชนคนไทยจากอู่ฮั่น มาพำนักเป็นการชั่วคราวในครั้งนี้ เพราะรอบบริเวณ อาคารรับรองสัตหีบ เป็นพื้นที่เฉพาะห่างจากชุมชนและกองทัพเรือได้จัดเขตป้องกันการเชื่อมต่อกับภายนอกไว้แล้ว ประชาชนไม่ต้องกังวลว่าคนไทยจากเมืองอู่ฮั่นจะไม่ได้รับการดูแล หรือจะมีใครรังเกียจคนไทยด้วยกันเอง เพราะกองทัพเรือไม่เคยคิดทอดทิ้ง และยินดีที่จะร่วมให้การช่วยเหลือ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสโคโรน่าข่าวหน้า1ไวรัสโคโรน่า 2019ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โคโรน่าไวรัสไวรัสอู่ฮั่นไฮไลต์ไวรัสโคโรน่าข่าวทั่วไป

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้