ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ แม้ยังไม่มีการแพร่ระบาดในไทย ยกเว้นมีผู้ติดเชื้อที่เป็นคนจีนเข้ามาในไทย ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่ระดับต้นที่ 14 คน แต่รัฐบาลไทยไม่ควรประมาท เพราะยังมีนักท่องเที่ยวจีนหลงเหลืออีกจำนวนมากที่เข้ามาไทย บางคนอาจอยู่ในระยะฟักตัวจึงยังไม่แสดงอาการ นั่นคือสิ่งที่น่ากลัว ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรออกมาตรการที่ชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน


รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ว่า รัฐบาลไทยควรเปลี่ยนจากความ “ตระหนก” ให้เป็นความ “ตระหนัก” ในการออกมาตรการจัดการเชื้อ "ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่" เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากบุคลากรทางการแพทย์ของไทยที่มีความสามารถ ทำงานได้ดีจากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายเหตุการณ์ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ หากให้คะแนนในการรับมือการระบาดของเชื้อดังกล่าว ให้ 6 คะแนน จากเต็ม 10 แต่ต้องยกเครดิตให้บุคลากรทางการแพทย์ ส่วนฝ่ายการเมืองได้คะแนนครึ่งหนึ่งจาก 6 คะแนนเท่านั้น

“ถ้าไม่จัดการอะไรเลยก็ยิ่งถดถอย ขนาดยังไม่ระบาดยังเป็นแบบนี้ หากระบาด นึกภาพไม่ออกจะเป็นอย่างไร รัฐบาลต้องเปลี่ยนความตระหนกเป็นตระหนัก เชื่อว่าสู้ได้ แต่ต้องปรับปรุงระบบต่างๆ เพราะปัญหาใหญ่อยู่ที่นโยบายไม่ชัดเจน คิดหรือทำอะไรล่าช้า จนกระทบความเชื่อมั่น ตอนนี้รัฐบาลโฟกัสผิดที่ไปมุ่งเรื่องเฟกนิวส์ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของปัญหา มีการแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งไม่เป็นผลดี แทนที่จัดทีมพิเศษเร่งช่วยคนไทยในจีนให้ทันท่วงที ยึดหลักการประชาชนต้องมาก่อน หรือออกเกณฑ์จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวจีน กำหนดโควตาแต่ละช่วงเวลาในการเข้า-ออก นำข้อมูลโปรแกรมการท่องเที่ยวของแต่ละคณะมาวิเคราะห์ กำหนดโซน จัดเวลากิจกรรมของนักท่องเที่ยว ไม่ให้ตรงกับวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย”

สำหรับสิ่งที่จะเรียกความเชื่อมั่นได้ ควรยกระดับ "วอร์ รูม" ให้เกิดความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น มีข้อมูล ตัวเลขนักท่องเที่ยว หรือชาวจีนที่เดินทางเข้า-ออกแบบเรียลไทม์ ให้ชัดเจน จากสถานที่ที่มีความเสี่ยง เช่น สนามบิน สถานที่ท่องเที่ยว ออกทางสื่อมวลชน หรือไลฟ์ ทางโซเชียลมีเดีย และการขึ้นแถบข้อมูล (Infobar) บนหน้าจอสื่อตลอดเวลา รวมทั้งมีศูนย์ดาต้า ให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ตลอดเวลา

รวมถึงการวางแผนมาตรการป้องกันการกักตุน กว้านซื้ออุปกรณ์การแพทย์ เช่น หน้ากากอนามัย น้ำยาฆ่าเชื้อ ให้ทุกคนเข้าถึงได้ เช่น บัตรประชาชนไทย 1 ใบซื้อหน้ากากได้ 10 ชิ้นทุก 10 วัน โดยต้องให้สิทธิกับคนไทยก่อน เพราะขณะนี้มีนักท่องเที่ยวจีนได้กว้านซื้อไปหมด อาจต้องจำกัดการซื้อ รวมถึงสนับสนุนการผลิตอุปกรณ์ที่จำเป็นภายในประเทศ และใช้ AI ร่วมกับข้อมูลบิ๊กดาต้าของหน่วยงานต่างๆ มาวิเคราะห์สถานที่ซึ่งมีความเสี่ยง จุดเสี่ยง พฤติกรรมเสี่ยง ให้ข้อมูลกับประชาชนให้ระมัดระวัง ส่งเสริมให้คนเกิดความรู้สึกต้องป้องกันเพื่อความปลอดภัย เช่น รณรงค์การใส่หน้ากาก การล้างมือ การหลีกเลี่ยงแหล่งชุมชน จนกว่าการระบาดของเชื้อไวรัสจะหายไปกับธรรมชาติ

ขณะเดียวกันควรประสานความร่วมมือไปยังสถาบันการศึกษา บริษัททัวร์ หน่วยงานที่มีชาวจีนเรียน ทำงาน ท่องเที่ยวให้ช่วยรายงานข้อมูลตัวเลขชาวจีน เพื่อช่วยกันระมัดระวัง เพราะการคัดกรองในสนามบิน ทำได้เพียงระดับหนึ่งบางคนยังไม่แสดงอาการจะตรวจได้ยาก นอกจากนี้ควรมีหน่วยงานในการตัดสินใจที่ชัดเจน ข้ามหน่วยงานกันได้ มีศูนย์กลางและช่องทางในการรายงานข้อมูลที่รวดเร็วชัดเจน สั่งการได้อย่างมีเอกภาพและ “สื่อสารอย่างมีเอกภาพ” ไม่ให้ประชาชนเชื่อข้อมูลจากที่อื่น

...

สุดท้ายต้องมีตัวเลขจำนวนบุคลากรการแพทย์ เครื่องมืออุปกรณ์ พร้อมรับสถานการณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และร่วมมือกับจีนและองค์การอนามัยโลก ในการเรียนรู้ศึกษาและหาทางแก้ไข เพื่อเตรียมการหากเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ มีการระบาดเข้าสู่ประเทศไทย ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีการสำรวจพื้นที่ ชุมชนเพื่อสำรวจสุขลักษณะ และสร้างพื้นที่สะอาด หากเกิดการระบาด เพราะในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ไม่มีใครช่วยเราได้ดี.