ข่าว
100 year

ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ รุนแรงน้อยกว่า "ซาร์ส" ไม่มียาต้าน วัคซีนป้องกัน

ไทยรัฐออนไลน์27 ม.ค. 2563 17:29 น.
SHARE

ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบ แตกต่างและมีความรุนแรงมากกว่าหรือน้อยกว่าโรคซาร์ส และเมอร์ส อย่างไร? ทำให้ผู้คนบนโลกเสียชีวิต และการหลีกเลี่ยงไม่ให้ติดเชื้อจะทำอย่างไร หากยังต้องทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับคนในสังคม

  • โรคซาร์ส (SARS) ต้นตอมาจากมณฑลกวางตุ้งของจีนเมื่อปลายปี 2545 พบผู้ป่วยปอดบวม ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ โดยทางการจีนปกปิดข้อมูล กระทั่งระบาดข้ามปีไปทั่ว มีคนจีนเสียชีวิต รวม 349 ราย ส่วนทั่วโลกใน 29 ประเทศ มีผู้ป่วย 8,098 ราย เสียชีวิต 774 ราย

  • การติดเชื้อโรคซาร์ส ซึ่งเป็นเชื้อตระกูลไวรัสโคโรน่า มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส หรือมีอาการติดเชื้อที่ปอดและทางเดินหายใจ เช่น ไอแห้ง หรือหายใจลำบาก มีความรุนแรงจนทำให้เกิดอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 10% 

  • เมอร์ส (MERS) คำย่อของโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (Middle East Respiratory Syndrome: MERS) จากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า เกิดครั้งแรกในซาอุดีอาระเบีย เมื่อปี 2555 กระทั่งเกิดการแพร่ระบาดมีผู้ติดเชื้อ 2,500 คน ใน 27 ประเทศทั่วโลก และมีผู้เสียชีวิต 858 คน

  • อาการของโรคเมอร์ส เป็นไข้ ไอ หรือไอปนเลือด หายใจได้ลำบาก หายใจตื้น และกรณีรุนแรงนอกจากปอดบวม มีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และภาวะอวัยวะล้มเหลว โดยเฉพาะไตวาย หรืออาจช็อกจากการติดเชื้อ เป็นโรคมีความรุนแรงทำให้เกิดอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 30%

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิตและหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุ ไวรัสโคโรน่า เป็นไวรัสขนาดใหญ่ และเป็นกลุ่มใหญ่ ดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนคล้ายมงกุฎ พบได้ทั้งในคนและสัตว์จำนวนมาก แต่เดิมไวรัสโคโรน่าที่เกิดโรคในคนมี 6 ชนิด เป็นสายพันธุ์ที่พบดั้งเดิม ทำให้เกิดโรคหวัดและทางเดินหายใจประจำถิ่น ซึ่งมี 4 ชนิด และอุบัติใหม่ ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบแบบเฉียบพลันคือ "ซาร์ส" และ "เมอร์ส" ซึ่งเป็นโรคที่ค่อนข้างรุนแรง มีอัตราการเสียชีวิต 10% และ 30% ตามลำดับ ส่วนความรุนแรงของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่อยู่ที่น้อยกว่า 3%

สำหรับเชื้อ "ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่" หรือโรคปอดบวมอู่ฮั่น อุบัติใหม่ที่เมืองอู่ฮั่น ตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค. 2019 เป็นต้นมา โดยผู้ป่วยกลุ่มแรกที่พบส่วนใหญ่มาจากแหล่งตลาดสดที่มีการขายอาหารทะเลและสัตว์สิ่งมีชีวิต และวินิจฉัยได้หลังปีใหม่ ถอดรหัสพันธุกรรมสำเร็จในวันที่ 11 ม.ค. 2020 ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบ ทั้งแบบไม่มีอาการและมีอาการทางเดินหายใจอักเสบแบบเฉียบพลัน จนถึงปอดบวมและโรคแทรกซ้อน โดยระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2 ถึง 7 วัน ซึ่งในทางปฏิบัติการเฝ้าสังเกตอาการหลังสัมผัสโรค หรือมาจากแหล่งระบาดของโรค ต้องใช้ 2 เท่า คือ 14 วัน

“อาการต้องสงสัยมีไข้ และอาการระบบทางเดินหายใจ เช่นมี น้ำมูก ไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก ในรายที่รุนแรงจะมีปอดอักเสบหรือปอดบวม ทำให้ระบบหายใจล้มเหลวถึงกับเสียชีวิตได้ สามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้ จึงเกิดการแพร่กระจายได้ และผลการวินิจฉัย จำเป็นต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจหาพันธุกรรมของไวรัส ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อย ไม่ได้เป็นปอดบวมทุกราย ดังนั้นผู้ป่วยจึงสามารถเดินทางไปได้ไกล สามารถแพร่โรคทำให้เกิดการระบาดในวงกว้างได้ทั่วโลก”

นอกจากนี้เชื้อไวรัสโคโรน่า เมื่อเป็นโรคใหม่ ไม่มียาต้านไวรัสใช้รักษา และไม่มีวัคซีนในการป้องกัน ซึ่งทุกคนไม่มีภูมิต้านทาน จึงมีสิทธิ์ที่จะติดเชื้อได้ทุกคนถ้าสัมผัสโรค ส่วนความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับอายุ โดยในเด็กความรุนแรงของโรคจะน้อยกว่าในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ส่วนการระบาดของโรคจะหยุดเมื่อมีการติดเชื้อไปจำนวนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับอำนาจการกระจายของโรค

"ถ้าอำนาจการกระจายของโรค เท่ากับไข้หวัดใหญ่ หรือ 1 คนกระจายไปได้ 2 คน เมื่อมีผู้ติดเชื้อหรือมีภูมิต้านทานแล้วอย่างน้อย 50% โรคจะสงบ และหลังจากนี้จะเป็นโรคประจำถิ่น หรือตามฤดูกาล อย่างไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ระบาดมา 10 ปี ก็ยังไม่หยุด ยังมีการระบาดในนักเรียนอยู่เป็นระยะๆ ในประเทศไทย"

สิ่งหลีกเลี่ยงไม่ให้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือปอดบวมอู่ฮั่น

  • หลีกเลี่ยงสัมผัสกับผู้ป่วย การล้างมือจะป้องกันการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” ยังใช้ได้เสมอในการป้องกันโรคที่ติดต่อจากฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย

  • การเดินสวนกันไปมา ไม่ทำให้เกิดการติดโรคนี้ แต่การพูดคุยหรือจาม มีฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายกระเด็นมาถูกบริเวณใบหน้า จะทำให้เกิดการติดโรคนี้ได้ ดังนั้นต้องหมั่นล้างมือ

  • ผู้ที่ไม่สบายเป็นโรคทางเดินหายใจทุกราย ควรใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค สำหรับคนปกติต้องการป้องกันโรค การใช้หน้ากากอนามัยชนิด N95 จะต้องใช้ให้ถูกวิธี

  • ในภาวะปกติที่โรคยังไม่ระบาด ควรดำเนินชีวิตแบบปกติ รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ หากมีโรคประจำตัวให้หมั่นดูแลรักษา
อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสโคโรน่าไฮไลต์ไวรัสโคโรน่าโคโรน่าไวรัสไวรัสโคโรน่ารุนแรงน้อยกว่าซาร์สไวรัสอู่ฮั่นอาการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าข่าวร้อนการศึกษา

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้