ข่าว
100 year

แจงปราม "บิ๊กโจ๊ก" ส่งสัญญาณคนอื่น

ไทยรัฐฉบับพิมพ์26 ม.ค. 2563 05:15 น.
SHARE

‘วิษณุ’ ให้เหตุผล น.ปัดไม่ได้ตัวยิงรถ!

“บิ๊กช้าง” รายงานตัว ศปก.ตร. รับหน้าที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารประจำวันเสนอ ผบ.ตร. เช่นเดียวกับ “บิ๊กต้อย-วิระชัย และบิ๊กโจ๊ก” เข้าทำเนียบฯรายงานตัวแล้วเช่นกัน ปลัดสำนักนายกฯเผย ในส่วนบิ๊กโจ๊ก ได้กำชับตามคำสั่งปรามในเรื่องจรรยาบรรณ-วินัยข้าราชการอย่างเคร่งครัด ด้านวิษณุชี้ ย้ายบิ๊กช้างเป็นเรื่องภายใน สตช.ไม่ต้องมีการสอบสวน ส่วนการย้ายรองวิระชัย ย้ายมาแค่ชั่วคราวเพื่อสะดวกต่อการสอบสวนข้อเท็จจริง ส่วนเหตุเตือน “บิ๊กโจ๊ก” ที่ต้องออกมาเป็นคำสั่ง เพราะเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องการส่งสัญญาณไปถึงหลายคนให้รับทราบไว้ ขณะเดียวกัน บช.น.ออกแถลงการณ์หลังเจอเฟกนิวส์สะพัดว่อนโซเชียลจับมือยิงรถโจ๊กได้แล้ว ยืนยันยังจับไม่ได้

จากข่าวสะเทือนยุทธจักรสีกากี หลัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ทำหนังสือเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เซ็นคำสั่งย้าย พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. เข้ากรุสำนักนายกรัฐมนตรี เหตุมีพฤติการณ์และการกระทำส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นประชาชนกระทบภาพลักษณ์ สตช. เป็นเหตุให้ราชการเสียหาย พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง นอกจากนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยังเซ็นคำสั่งย้าย พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. มือปราบชื่อดัง เพื่อนรักร่วมรุ่น นรต.36 เข้ากรุ ศปก.ตร. ก่อนเผยสื่อปมเด้ง พล.ต.อ.วิระชัย มาจากปมคลิปเสียงสนทนาคดีรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือโจ๊ก หวานเจี๊ยบ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกคนร้ายยิงเมื่อค่ำวันที่ 6 ม.ค. พื้นที่ สน.บางรัก ส่วนการย้าย พล.ต.อ.ชัยวัฒน์เป็นการย้ายเพื่อความเหมาะสม ตกเย็นวันเดียวกัน “บิ๊กตู่” ออกคำสั่งเตือนจรรยาบรรณ “บิ๊กโจ๊ก” ต้องไม่ประพฤติชั่ว ไม่กระทำข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน ฝ่าฝืนเจอโทษทางวินัย ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าหลังการเด้งฟ้าผ่า รอง ผบ.ตร. 2 นาย และกรณีนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งปรามอดีตนายตำรวจคนดังในเรื่องจรรยาบรรณ โดยเมื่อสายวันที่ 25 ม.ค. พล.ต.อ.พรหมธร ภาคอัต ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผอ.ศปก.ตร.กล่าวว่า พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร.ได้เข้ามารายงานตัวและลงบันทึกประจำวันตั้งแต่ช่วงก่อนเที่ยงวันที่ 24 ม.ค. แต่เนื่องจากเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ได้มอบหมายหน้าที่ให้รับผิดชอบด้านการติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพื่อจะได้เสนอ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ในการสั่งให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป โดย พล.ต.อ.ชัยวัฒน์จะเข้ามาลงชื่อการปฏิบัติราชการเช้าเย็น เหมือนตำรวจรายอื่นๆ แต่วันนี้เป็นวันหยุดราชการ ยังไม่ได้พูดคุยลงไปในรายละเอียดมากนัก คาดว่าในวันที่ 27 ม.ค.น่าจะชัดเจนมากขึ้น

ส่วนบรรยากาศในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีรายงานว่า ด้วยวันนี้เป็นวันหยุดราชการ ไม่มีผู้บังคับบัญชาระดับสูง และตำรวจหลายๆหน่วยเข้ามาทำงาน ยกเว้นในส่วนที่ต้องมาเข้าเวรยาม ถือเป็นเรื่องปกติในช่วงวันหยุด สอบถามตำรวจที่เข้าเวรยาม หลายคนเห็นตรงกันว่า การมีคำสั่งเด้งนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร. 2 นาย น่าจะมีเหตุผลเป็นไปตามที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์ ไปก่อนหน้า

วันเดียวกัน นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ได้มารายงานตัวกับตนเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงเย็นวันที่ 24 ม.ค. ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ทำเนียบรัฐบาล หลังมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีให้มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นการส่งตัวมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ส่วนการมอบหมายให้ พล.ต.อ.วิระชัย ปฏิบัติงานเรื่องใดจะหารือกับผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องเพื่อมอบหมายงานที่เหมาะสมให้ต่อไป ขณะที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาลงนามรับทราบคำสั่งแล้วเช่นกัน กำชับให้ปฏิบัติตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด หากมีกรณีไม่รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการเกิดขึ้น จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

ต่อมาเวลา 15.20 น.ที่เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.)ว่า คำสั่งในส่วนของ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์เป็นเรื่องภายใน สตช. เป็นการใช้อำนาจของ ผบ.ตร. เรื่องของความเหมาะสม ไม่ได้มีการสอบสวน ส่วน พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. เป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นการมาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว มีระยะเวลาไม่นาน เพื่อให้สะดวกต่อการสอบสวนที่มีอยู่ขณะนี้ เว้นแต่จะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น เป็นการอาศัย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ เป็นอำนาจของนายกฯพิจารณาไม่ต้องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และไม่ต้องโปรดเกล้าฯ และยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ถือว่าเป็นการมาแค่ตัวแต่ยังรับเงินเดือนที่สังกัดเดิม พล.ต.อ.วิระชัยรับทราบคำสั่งแล้ว

นายวิษณุกล่าวต่อว่า ส่วนคำสั่งนายกรัฐมนตรีกำชับให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ เป็นการเตือนและปรามไว้ก่อน เนื่องจากมีเรื่องร้องเรียนแต่ยังไม่ชัดเจนมากพอ และถ้ามีการร้องเรียนที่ชัดเจนเป็นหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีสอบสวน ดังนั้น คำสั่งจึงเป็นการเตือนและปรามไว้ก่อนเท่านั้น ไม่ได้ลงโทษอะไร เจ้าตัวรับทราบแล้วต้องระวังอย่าทำผิดวินัย การที่คำสั่งต้องระบุอะไรหลายอย่างเพราะมีเรื่องร้องเรียนที่เข้าข่ายต้องเตือนให้รู้ตัว มีคำถามอีกว่าทำไมถึงไม่เตือนที่เจ้าตัว ทำไมต้องออกเป็นคำสั่ง เพราะเป็นเรื่องที่จำเป็น เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจที่อ้างตามกฎหมาย และต้องการส่งสัญญาณไปถึงหลายคนเพื่อให้รับทราบเอาไว้ ที่ผ่านมาเคยมีการเตือนในลักษณะนี้ แต่เป็นระดับอธิบดี ปลัดกระทรวงเตือน จึงไม่ได้รับความสนใจ ไม่เหมือนกรณีนี้เหมือนที่นายกฯเป็นผู้บังคับบัญชาต้องลงมาเซ็นเอง สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ไม่มีรถและเงินเดือนประจำตำแหน่ง ไม่มีสิทธิอะไร เมื่อมาอยู่ตรงนี้ปลัดสำนักนายกฯมอบหมายงาน โดยจะลดการมอบหมายลงไประยะหนึ่ง ส่วนจะคืนงานกลับให้หรือไม่ค่อยพิจารณาว่ากันอีกที

ด้านนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีมีกระแสที่ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. ถูกย้ายไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. มาจากการเปิดเผยเรื่องสัมปทานตู้ม้ามาจากคนมีสีชื่อ “นายช้าง” หรือไม่ ว่า ไม่ทราบชัดในเรื่องนี้ วันที่เกิดเหตุได้รับการแจ้งมาจากประชาชนให้ลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และพบตู้ม้าอยู่จำนวนมาก วันนั้นตรวจยึดได้ 5 ตู้ มีชาวบ้านในพื้นที่เปิดเผยข้อมูลว่าตู้ม้าดังกล่าวมีการสัมปทานจากคนมีสีชื่อ “นายช้าง” ตนเป็น ส.ส.ต้องดูแลประชาชนตามที่ได้รับร้องเรียน เรื่องที่เกิดขึ้นได้ยื่นต่อกระทรวงยุติธรรมเพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบไปแล้ว กำลังรวบรวมข้อมูลและรายละเอียดที่ประชาชนร้องมาส่งนายกฯตรวจสอบต่อไป

วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ทีมงานประชาสัมพันธ์ บช.น.ได้เผยแพร่เอกสารแจ้งข่าวกรณีมีสื่อจากโซเชียลมีเดียลงข่าวสะพัดตั้งแต่ช่วงเช้าว่า จับกุมมือปืนยิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้แล้วนั้น ตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.เมธี รักพันธุ์ ผบก.น.6 ระบุว่ากรณียิงรถดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิด ส่วนกรณีผู้ที่ให้ข่าวทางโซเชียลที่ไม่เป็นความจริง (Fake News) บก.น.6 อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินการต่อไป บช.น.จึงประชาสัมพันธ์ให้สื่อมวลชนได้รับทราบ เพื่อชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ หากมีความคืบหน้าจะได้แจ้งให้ทราบต่อไป

มีรายงานว่า เอกสารชี้แจงดังกล่าว บช.น.ลงรายละเอียดหน้าเฟซของสื่อมวลชนแห่งหนึ่ง เผยแพร่ข่าวคดีคนร้ายยิงรถบิ๊กโจ๊กในโลกออนไลน์ว่าจับคนร้ายได้แล้วและผู้ก่อเหตุซัดทอดถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันจำนวนมาก บช.น. ออกเอกสารแถลงการณ์เพื่อดับกระแสข่าวดังกล่าว

ขณะที่ พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.บางรัก เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีดังกล่าว หลังเกิดเหตุจนถึงขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานไปแล้ว 145 ปาก ส่วนการรวบรวมพยานหลักฐานนั้นต้องรอผลการตรวจพิสูจน์หัวกระสุนที่ตกอยู่ในรถที่เกิดเหตุ 7 หัว จากทางกองพิสูจน์หลักฐานก่อน ว่าเป็นชนิดใดเพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบสวนอย่างต่อเนื่อง ขอเวลาเจ้าหน้าที่ทำงานก่อน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บิ๊กโจ๊กวิระชัย ทรงเมตตารายงานตัวสำนักนายกรัฐมนตรีคำสั่งปรามจักรทิพย์ ชัยจินดาข่าวหน้า1

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้