ประธานศูนย์ "กำไลอีเอ็ม" ยันมีความมุ่นมั่นใช้ "กำไล" ต่อไปในปี 2563 แม้มีข้อสังเกต ง่ายต่อการทำลาย เผยมีศาล 166 แห่งใช้อุปกรณ์นี้ในปี 2562 รวม 9,033 ราย อยู่ระหว่างหลบหนีและติดตามตัวเพียง 141 ราย

กรณีมีข่าวในช่วงที่ผ่านมา ว่า อุปกรณ์ควบคุมการติดตามตัวผู้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว หรือกำไลอีเอ็ม ของส่วนราชการในกระบวนการยุติธรรม มีความชำรุดบกพร่อง ใช้การไม่ได้และง่ายต่อการทำลายจนมีข่าวลือว่าจะเลิกใช้กำไลอีเอ็มแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายปุณณพัฒน์ มหาลี้ตระกูล ผู้พิพากษาในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ควบคุมการปล่อยตัวชั่วคราวและบังคับตามคำสั่งศาลโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เผยว่า ศาลยุติธรรมมีความมุ่งมั่นต่อไปที่จะใช้อุปกรณ์กำไลอีเอ็มในปี 2563 และตลอดไป เพราะเป็นสิ่งที่ใช้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายผู้เสียหาย จำเลยที่ยากจนไม่มีเงินประกันตัวก็ขอใช้อีเอ็มได้ โดยไม่มีการเรียกเงินประกันเครื่อง คือฟรีทุกอย่าง

"กรณีที่ไม่ได้ประกันตัว ก็จะขาดโอกาสในการไปทำงาน เช่น คดีนักร้องสาว เคยอยากฆ่าตัวตายเพราะไม่มีเงินประกันตัวที่ศาลจังหวัดนนทบุรี หรือกรณีจำเลยต้องการประกันตัวไปหาพยานหลักฐานมาต่อสู้คดี หรือกรณีผู้ต้องหาหากถูกขังก็มีผลกระทบต่อจิตใจเพราะต้องเข้าเรือนจำ ส่วนผู้เสียหายก็ได้รับการคุ้มครองเพราะอุปกรณ์จะแจ้งเตือนถ้าจำเลยเดินทางมาใกล้ๆ จะมีการเตือน ในคดีทำร้ายร่างกาย และเตือนในคดีประมาท เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด หรือออกจากบ้านเวลากลางคืน ออกนอกพื้นที่ห้าม เป็นต้น"

นอกจากนี้ จำเลยที่มีฐานะดี เช่น คดีเสือดำ ก็ใส่อีเอ็ม เพื่อควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศได้ แม้ว่าสัญญาณขาดหายก็สามารถติดตามได้ 

นายปุณณพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้มีศาลถึง 166 แห่ง นำอุปกรณ์อีเอ็มไปใช้ ในปี 2562 รวม 9,033 ราย อยู่ระหว่างหลบหนี และติดตามตัวจำนวนเพียง 141 ราย ศาลอาญา คือศาลที่สั่งใช้อุปกรณ์มากที่สุด

ดังนั้น กำไลอีเอ็มจะลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งศาลยุติธรรมให้ความสำคัญสิทธิและเสรีภาพประชาชนตามนโยบายของ นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา