เมื่อวันหนึ่งมีคนตายอยู่ในบ้าน คืนและวันผ่านไป ศพที่อยู่ในบ้านเริ่มส่งกลิ่น รูปหน้าของศพเริ่มเปลี่ยนไป แมลงเริ่มบินฉวัดเฉวียนตอมศพไปทั่วทั้งบ้าน แต่คนที่อยู่ในบ้านก็ยังใช้ชีวิตเช่นเดิม กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน ราวกับว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

นี่ไม่ใช่ละคร แต่เป็นเรื่องจริง คนจริง ศพจริง และเกิดขึ้นจริงๆ ที่นครนายก ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ ไล่เรียงเหตุการณ์พิศวงให้คุณอ่าน ดังต่อไปนี้

  • ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งในนครนายก อดรนทนกลิ่นเหม็นเน่าที่โชยเข้ามาแตะจมูกถึงปากประตูบ้านไม่ไหว เพราะกลิ่นเหม็นเน่านี้ช่างพิลึกประหนึ่งซากศพ

  • เจ้าของบ้านเช่าต้องให้ลูกน้อง 4 คนช่วยกันค้นหาที่มาของกลิ่น หาอย่างไรก็ไม่พบว่ามาจากสาเหตุใด แต่สงสัยห้องเช่าอยู่ห้องหนึ่ง จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบให้ที

  • เมื่อตำรวจเดินทางมาถึง (16 ธ.ค.62) ก็เสาะหาต้นตอของกลิ่น จนพบว่า กลิ่นออกมาจากห้องเช่าห้องนั้นจริงๆ

  • ตำรวจเคาะประตูห้องเช่าเจ้าของกลิ่นเหม็นเน่าอยู่หลายครั้ง แต่ไม่มีใครเปิด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเปิดประตูบ้านเข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเอง และทุกสายตาที่มองเข้าไปในบ้านก็ถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด เพราะมีศพนอนอยู่หน้าประตู!

  • สภาพศพเป็นชาย ใส่เสื้อเชิ้ต สวมกางเกงขาสั้น และสวมผ้าอ้อมผู้ใหญ่อยู่ด้านใน นอนหงายอยู่บนฟูกบริเวณชั้นล่างของตัวบ้าน มีผ้าห่มให้อย่างดี สภาพดำคล้ำ มีแมลงบินตอม โดยรอบถูกโรยด้วยปูนขาว คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 7 วัน

...

  • สิ่งที่น่าแปลกใจ คือ บ้านหลังที่พบศพ มีคนอาศัยอยู่ในบ้านถึง 3 คน โดยมีหมอนวดแผนไทย 1 คน (คนในชุมชนบางคน เรียกว่า หมออ้อย) ผู้ช่วยหมอนวด 1 คน และคนที่เข้ามารับการรักษาอีก 1 คน (พิการ) ซึ่งทุกคนเป็นหญิงทั้งหมด

  • ชาวบ้าน ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ภาคฝ่ายต่างๆ สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ทำไมหมออ้อย และผู้ช่วยถึงไม่แจ้งความ ทั้งๆ ที่มีคนตายอยู่ในบ้านนานเกือบครึ่งเดือน

  • ต่อมา ตำรวจทราบชื่อผู้ตาย คือ นายสรวุฒิ เดชทวี อายุ 62 ปี 

ผู้เสียชีวิต
ผู้เสียชีวิต

  • ผู้ช่วยอาจารย์อ้อย เล่าว่า วันที่ 4 ธ.ค.นายสรวุฒ (ผู้ตาย) เป็นลมล้มในห้องน้ำ ทางหมออ้อยและตน จึงช่วยประคองมานอน

  • “ตอนแรกไม่รู้ว่าเขาเสียชีวิต เพราะเขายังมีลมหายใจ มีชีพจรเต้นปกติ ตัวนิ่ม ไม่แข็ง แต่มาสังเกตอีกทีคือเห็นว่า ใบหน้าเขาเปลี่ยนสี ถึงได้ไปจับดู ก็ได้รู้ว่าเขาเสียชีวิต” ผู้ช่วยอาจารย์อ้อย บอกเช่นนั้น

  • หมออ้อย อธิบายให้ตำรวจฟังถึงสาเหตุที่ไม่มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ว่ามีคนตายว่า เป็นความเชื่อทางศาสนา เชื่อในพลังของพระเจ้า พลังของพระเจ้าจะทำให้ผู้เสียชีวิตคนนี้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ และหมออ้อยจะกลับมาทำการรักษาให้กลับมาเหมือนเดิม

...

  • 17 ธ.ค. หนึ่งวันหลังตำรวจพบศพ หมออ้อย ให้สัมภาณ์ด้วยท่าทีนิ่งๆ ว่า “ทั้งหมดอยู่ที่ความเชื่อส่วนบุคคล ถ้ามีปัญญาน่าจะเข้าใจ คุณกลับไปเถอะ ไปหาความจริงในพระคัมภีร์ คุณไม่เข้าใจในคำพูดของพวกเรา ด้วยปัญญาของแต่ละคนจะเข้าใจกันเอง ทุกคนเรียนภาษาไทยก็ต้องรู้ ความเชื่อของพวกคุณมากน้อยแค่ไหน

  • หมออ้อย และผู้ช่วย ยังบอกอีกว่า “หากตำรวจไม่เข้าไปในบ้านและนำศพออกมานายสรวุฒิจะสามารถฟื้นขึ้นมาในอีก 2-3 วัน”

  • ทีมข่าวไทยรัฐ สัมภาษณ์บาทหลวง สุทัษน์ เภกะสุต บาทหลวงประจำวัดมารดาพระศาสนจักรนครนายก ได้รับคำตอบว่า ตามหลักศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก หรือที่เรียกว่า คริสตัง ไม่มีคำสอนว่า หากตายไปแล้ว และทำการสวดมนต์จะสามารถกลับคืนชีพ อีกทั้งยังเป็นไปไม่ได้

  • เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงที่ทราบข่าว เตรียมย้ายบ้านหนี เนื่องจากรู้สึกกลัวพิธีกรรมของหมออ้อยและวิญญาณคนตาย

  • หญิงพิการที่รักษาตัวอยู่ในบ้านหลังของหมออ้อย เล่าว่า การรักษาจะมีบทสวดให้ท่องทุกวัน โดยไม่ต้องกินยา ซึ่งตนก็เห็นว่า นายสรวุฒ (ผู้ตาย) นอนอยู่ แต่คิดว่า นอนหลับ และอีกไม่นานก็คงจะฟื้นขึ้นมา กระทั่งศพเริ่มแห้ง จึงได้มีการโรยปูนขาวไว้ และลูกชายของผู้ช่วยหมออ้อย ก็รักษาด้วยวิธีการนวดและสวดมนต์เช่นกัน

...

ภรรยาของผู้เสียชีวิต
ภรรยาของผู้เสียชีวิต

  • ภรรยาของนายสรวุฒ วัย 55 ปี ปรากฏตัวต่อสื่อ และเล่าว่า สามีของเธอป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต ได้พาไปรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ หลายแห่ง แต่ไม่หาย จนได้มารู้จักหมออ้อย สามีของเธอจึงตัดสินใจมารักษากับหมออ้อย ด้วยวิธีจิตบำบัด

...

  • 3 ธ.ค. (1 วันก่อนผู้ตายเสียชีวิต) ภรรยาโทรศัพท์พูดคุยกับสามี แต่เธอรู้สึกว่า เสียงของสามีดูอ่อนล้า พูดเหมือนเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา และหลังจากวันนั้น เธอก็ไม่สามารถติดต่อสามีได้อีกเลย รวมถึงติดต่อหมออ้อย และผู้ช่วยไม่ได้อีกด้วย

  • จนกระทั่ง 17 ธ.ค. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์มาหา และแจ้งว่าสามีของเธอได้เสียชีวิตแล้ว ส่วนเรื่องคดีความนั้น ตนไม่ติดใจ ปล่อยให้เป็นไปตามหน้าที่ของตำรวจ

  • พ.ต.อ. กล้าหาญ โชคพิพัฒน์ไพบูลย์ ผกก.สภ.เมืองนครนายก ยืนยันว่า ยังไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหากับหมออ้อยได้ เนื่องจากหมออ้อยไม่ได้เป็นผู้ทำร้ายและไม่ได้อำพรางศพ ส่วนกรณีไม่แจ้งว่ามีคนตายจะมีโทษเพียงแค่เสียค่าปรับ

  • เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบประวัติของหมออ้อยและผู้ช่วย ก็พบว่า ทั้งคู่ไม่เคยมีประวัติการรักษาทางจิตเวช รวมไปถึงประวัติการถูกดำเนินคดีอาญา.