มีผู้กล่าวว่า...“คนไทยเหมือนไก่อยู่ในเข่ง” จิกตีกันร่ำไปทั้งๆที่จะถูกนำไปเชือดหมดทุกตัว แต่ถึงจะจิกตีกันจนเลือดตกยางออกหรือล้มตายก็ออกจากเข่งไม่ได้เพราะ “เข่ง” คือโครงสร้างอันแน่นหนา

ราษฎรอาวุโส อาจารย์หมอประเวศ วะสี บอกว่า คนไทยติดอยู่ในโครงสร้างอะไรที่เปรียบประดุจ “เข่ง” ที่กักขังคนไทยไว้ให้จิกตีกัน ที่สังคมไทยขัดแย้งดิ้นรนต่อสู้กันมาเป็นเวลาเกือบ 1 ศตวรรษคือ...อาการของความพยายามจะหาทางให้ “บ้านเมืองลงตัว” ซึ่งถ้าลงตัวก็สงบสันติและพัฒนาไปสู่ความเจริญได้อย่างแท้จริง

แต่...ก็ยังไม่พบวิธีที่จะทำให้บ้านเมืองลงตัวจึงขัดแย้งกันเรื่อยมา โดยปะทุเป็นความรุนแรงหลายครั้งหลายครา ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันหาให้พบว่า จุดที่จะทำให้บ้านเมืองลงตัวที่เห็นร่วมกัน คืออะไร

ถ้าหาจุดนี้ได้...ทุกฝ่ายก็จะมีเป้าหมายร่วมและร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่ความลงตัวของบ้านเมือง

ปัญหาใหญ่และยากที่สุดของโลกในขณะนี้คือ “ความเหลื่อมล้ำ” ที่มากอย่างสุดๆ อะไรที่เหลื่อมล้ำมากก็เสียสมดุล เมื่อเสียสมดุลก็ปั่นป่วนวุ่นวายรุนแรงทำนองเดียวกับการเกิดฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด อันเกิดจากการเสียสมดุลของพลังความเหลื่อมล้ำเกิดจากปัญหาทางโครงสร้างหลายอย่างที่ถักทอกันอย่างแน่นหนา...

ที่แม้แต่ประเทศที่เป็นต้นแบบของ “เสรีภาพ” และ “ประชาธิปไตย” อย่างอังกฤษ...สหรัฐอเมริกา ก็ยังเอาไม่อยู่ เพราะทั้งสองประเทศก็เกิดความเหลื่อมล้ำสุดๆ มีปัญหาต่างๆตามมา รวมทั้งปัญหาทางการเมืองอย่างยังไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร เพราะเคยเชื่อว่าระบอบ “ประชาธิปไตย”... “ทุนนิยมเสรี” เป็นคำตอบสุดท้าย

...

“ประเทศไทย” ก็เช่นเดียวกันที่พัฒนาไปพัฒนามาบัดนี้สังคมไทยได้ชื่อว่ามีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นที่ 1 หรือที่ 3 ในโลก...ความเหลื่อมล้ำกับการขาดความเป็นธรรมอยู่ในกันและกัน “ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ถ้าขาดความเป็นธรรมผู้คนจะไม่รักกันและไม่รักส่วนรวม”

การสร้างความเป็นธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชาติ ดังพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จ
พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อแรกเสด็จขึ้นครองราชย์ที่ว่า...

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

แผ่นดินเราต้องมีธรรมครองหรือมีความเป็นธรรม ประโยชน์สุขของชาวสยามหรือคนไทยทั้งมวลจึงจะบังเกิด...การสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ จึงควรเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ

สร้างเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจ ซึ่งอาจเรียกว่า “หัวใจของความเป็นมนุษย์” ที่เห็นใจในความทุกข์ยากของผู้อื่นและต้องการช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ เมล็ดพันธุ์แห่งความดีนี้อาจถูกกลบฝังลึกอยู่ในหัวใจด้วยความคิด ความเชื่อ หรือการให้คุณค่าแก่สิ่งอื่นๆเหนือกว่าเช่นกฎหมายกฎระเบียบลัทธิอุดมการณ์

หรืออะไรอื่น...แต่มาบัดนี้เมื่อสังคมก้าวเข้าสู่ความซับซ้อนและในความซับซ้อนนี้เกิดความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง...

การคิดแบบเป็นข้าง เป็นขั้ว หรือลัทธิอุดมการณ์ใดๆไม่มีพลังที่จะฝ่าความยากของความซับซ้อนออกมาได้ แต่กลับทำให้ขัดแย้งและรุนแรงมากขึ้น

ถึงเวลาที่คนไทยจะต้องทำความเข้าใจว่า การจะออกจากโครงสร้างอันซับซ้อนและยังต้องใช้ใจนำ นั่นคือหัวใจของความเป็นมนุษย์ ลัทธิอุดมการณ์การแบ่งเป็นข้างเป็นขั้วทำให้ถูกขั้วตรงข้ามจับ ไม่มีพลังที่จะทะลุความยากไปได้ แต่หัวใจของความเป็นมนุษย์ก้าวข้ามการแบ่งแยกทุกประเภททำให้รวมใจกันได้

และ...จะนำไปสู่การรวมปัญญาเป็นปัญญาร่วม จึงจะฝ่าความยากไปได้...“ปัญญาของใครคนใดคนหนึ่งหรือพวกใดพวกหนึ่งไม่เพียงพอที่จะฝ่าความยากของสถานการณ์จริงที่ซับซ้อน”

ในสถานการณ์ความเป็นจริงใหม่ที่ซับซ้อนและยาก เครื่องมือเก่าๆที่เคยใช้ได้ผลในสถานการณ์เก่า เช่น อำนาจเงิน วาทกรรม บริภาษกรรม หรือการใช้ความรู้สำเร็จรูปไม่ได้ผลแล้ว...เครื่องมือใหม่คือสังคมา-ปัญญานุภาพ หรือ...อานุภาพแห่งสังคมและปัญญาสังคม-ปัญญานุภาพ เกิดจาก กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง...การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด

...เพราะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกิดพลังทางสังคมและพลังทางปัญญาอย่างมหาศาลที่ทำให้ฝ่าความยากไปได้

“การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัตินี้ พอทำไปๆยิ่งรักกันมากขึ้นยิ่งเชื่อถือไว้วางใจกันมากขึ้น ยิ่งฉลาดมากขึ้น และฉลาดร่วมกันหรือถึงกับเกิดอัจฉริยภาพกลุ่ม พลังทางใจ ทางสังคม ทางปัญญาอันมหาศาลที่เกิดขึ้นทำให้ฝ่าความยากของโครงสร้างที่ถักทอกันอย่างซับซ้อนไปสู่ความสำเร็จได้และเกิดความสุขร่วมกันประดุจบรรลุนิพพาน”

โปรดอ่านข้อความในย่อหน้าข้างต้นช้าๆลึกๆ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานที่เกิดไม่ได้จากการต่อสู้เชิงปฏิปักษ์ แต่ก็มีคำถามต่อไปว่า...แล้วฝ่ายต่างๆที่ต่อสู้ขัดแย้งถึงขั้นมองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรูจะมาร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร...?

ดังที่ความพยายามเรื่องความ “ปรองดอง” และ “สมานฉันท์” ล้มเหลวมาตลอด

อาจารย์หมอประเวศ มองว่า เรื่องนี้เมื่อมาถึงบัดนี้ไม่ยากแล้วด้วยเหตุผลสองประการ...คือ วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองมาถึงทางตันแล้ว และ คนไทยได้สร้างทุนทางสังคมขนาดใหญ่รอไว้ล่วงหน้าเพื่อแก้วิกฤติครั้งนี้ ทุนทางสังคมที่ว่านั้นประกอบด้วย...การวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าไปสู่ความเป็นข้างเป็นขั้วหรือเกลียดชังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเมื่อถึงเวลาจะได้มีบทบาทช่วยสมานได้ ฝ่ายที่เป็นข้างเป็นขั้วไม่ชอบฝ่ายที่เป็นกลางเพราะอยากให้เข้าข้างตน หรือกล่าวหาว่าเป็นพวกฝ่ายตรงข้าม...ฝ่ายที่เป็นกลางต้องใช้ความ “อดทน” และการให้ “อภัย”

...

ถัดมา...พลังแห่งสันติวิธี ขับเคลื่อนเรื่องการก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำเพื่อประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ การสร้างฐานของประเทศให้แข็งแรงและมีภูมิคุ้มกัน...ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานสำคัญของประเทศ ถ้าฐานของประเทศแข็งแรงจะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง...ถึงระดับชาติจะวิกฤติอย่างไร ถ้าฐานของประเทศบูรณาการกันแข็งแรงก็ยังจะไม่เป็นไร หรือ...ฟื้นตัวขึ้นมาจากข้างล่างได้ตามแนวคิด “พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน”

แล้วก็ปลุกพลัง “ประชาคมจังหวัด” ในทุกจังหวัดมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ นำไปสู่ “พลังขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม” มีผลกระทบทุกอณูของสังคม แน่นอนว่านโยบายสาธารณะที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาวะของคนทั้งมวล แต่ก็เป็นเรื่องยากที่สุดเพราะ “อวิชชา” และ “ระบบผลประโยชน์”

การสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำเป็นนโยบายสาธารณะที่สำคัญที่สุด คงต้องฝากความหวังไว้กับ “เครือข่ายคนไทยถักทอพลังบวกขับเคลื่อนการสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ”

เนื่องจากวัตถุประสงค์มีคุณค่าสูงส่งใช้ “หัวใจ” คือการทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ (Heart)...ใช้ความรู้และปัญญา (Head) ไม่ใช้พละกำลังหรือความเกลียดชังประกอบด้วยการลงมือทำและการจัดการ (Hand) “เครือข่ายถักทอพลังบวก” ในสังคมไทยจะได้รับความศรัทธาและมีคนเข้าร่วมมากขึ้นๆ แม้เริ่มต้นฝ่ายที่ขัดแย้งกันจะยังไม่ถนัดที่จะเข้าร่วมก็ไม่เป็นไรแต่พลังบวกที่เติบใหญ่ในสังคมไทยจะไปลดพลังงานลบ หรือลดความเสียหายจากพลังลบ

และ...สามารถเปลี่ยน “ลบ” เป็น “บวก” ได้ในที่สุด

...

ท้ายที่สุดแล้วการถักทอ “พลังงานบวก” ในสังคมไทยด้วย “มัชฌิมาปฏิปทา” เมื่อขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่องจะไปคลายปุ่มต่างๆที่ผูกกันไว้เป็นโครงสร้างหรือ “เข่ง”...

ปลดปล่อย “คนไทย” ให้หลุดออกจาก “เข่ง” ได้ในที่สุด.