นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รับตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คนใหม่ ลั่น สานต่อภารกิจ "ปฏิรูประบบสุขภาพ" เร่งผลักดัน สรรหา คกก.สุขภาพแห่งชาติชุดใหม่ ในธ.ค.นี้
วันที่ 7 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง “เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” คนใหม่ ภายหลัง นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ได้ลาออกไปดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก
นพ.ประทีป กล่าวว่า งานต่อจากนี้ จะเป็นการสานต่อและต่อยอดงานที่อดีตเลขาธิการทั้ง 2 ท่านได้วางไว้ โดยเน้นให้สามารถจับต้องได้ง่ายและเป็นรูปธรรมมากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) มีอายุ 12 ปีแล้ว ในแง่ขององค์กร ผมถือว่าเติบโตและประสบความสำเร็จพอควร จึงต้องทำให้บ้านหลังนี้มีความพร้อม โดยยึดหลัก ‘การเติบใหญ่ สร้างบ้าน สร้างงาน’ และความเข้มแข็งของการสร้างเครือข่ายต้องเดินหน้าต่อ แต่คนของ สช. ก็ต้องทำงานด้วยความสุขมากขึ้นเช่นกัน
...
นพ.ประทีป ยังเสนอมุมมองว่า สช. มีภารกิจที่หลากหลายและกว้างมาก แต่อยู่ภายใต้การทำงานที่มีทรัพยากรและงบประมาณจำกัด จึงต้องจัดระบบเพื่อรองรับสิ่งเหล่านั้น
ทุกวันนี้ ปัญหาด้านสุขภาพของประเทศ มีเรื่องที่ต้องแก้ไขมากมาย สช. ต้องโฟกัสไปที่ปัญหาสุขภาพที่สอดคล้องกับบทบาทของตัวเองและสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด ที่สำคัญคือ ต้องเป็นปัญหาที่ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพแก้ไข บางเรื่องแม้มีความสำคัญ แต่ถ้ามองบริบทแล้ว สช. ไม่มีกำลังความเชี่ยวชาญ ก็ต้องให้องค์กรที่มีความสามารถมากกว่าทำหน้าที่แทน
ในส่วนของการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคีเครือข่ายระดับท้องถิ่น เพื่อเป็นเจ้าภาพของการแก้ปัญหา ตามเข็มทิศที่ สช. เดินมาตลอด 12 ปี นพ.ประทีป ชี้ว่า ในเชิงยุทธศาสตร์จะเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะภาคประชาสังคมในแต่ละพื้นที่ หากทุกองค์กรล้วนมีแนวทางที่เป็นตัวของตัวเอง จึงเป็นความท้าทายของ สช. ในการเชื่อมร้อยให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของปัญหาต่างๆ เป็นที่ตั้ง และสานพลังความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม ภาควิชาการ/วิชาชีพ ภาคราชการ และภาคธุรกิจในระดับจังหวัด โดยนำกระบวนการของ ‘สมัชชาสุขภาพ’ หรือ ‘การสุมหัวคิด’ มาใช้เป็นตัวกลาง รวมถึงเร่งสร้าง ‘ธรรมนูญสุขภาพ’ ในระดับตำบลเพื่อสร้างสุขภาวะชุมชนจากฐานราก
“สช. เป็นองค์กรที่เข้มแข็งในการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายภาคท้องถิ่น ประกอบกับมีเครื่องมือตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ เป็นจุดกลางเชื่อมประสานภาคส่วนต่างๆ ให้ละความขัดแย้ง เข้ามารวมตัวกัน โดยนำเรื่องสุขภาพ สุขภาวะ มาเป็นเครื่องมือช่วยสร้างความปรองดองของคนในสังคม”
นพ.ประทีป มองว่าปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาใหญ่ 3 เรื่อง คือ 1. ความขัดแย้งของกลุ่มคนที่ต่างความเห็นและแสดงออกทางการเมือง 2. ความเหลื่อมล้ำในทุกระดับชั้น และ 3. ความหวาดระแวงต่อความผันผวนด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่มาจากปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศ
ปัญหาสำคัญอีกประการคือ การปรับจูนแนวคิดและการทำงานขององค์กรด้านสุขภาพให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ซึ่งตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การปกครองระบบพิเศษ หลายองค์กรถูกสถานการณ์ที่ซับซ้อนดึงไปจนกลายสภาพเป็นระบบงาน “แบบราชการ” ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์เดิมของการก่อตั้งองค์กรสุขภาพในช่วงเริ่มต้นที่ต้องการเป็นหน่วยงานรัฐรูปแบบใหม่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดึงหลักคิดและแนวการทำงานแบบองค์กรรูปแบบใหม่กลับคืนมา เพื่อหนุนเสริมการบริหารประเทศให้มีความหลากหลายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นพ.ประทีป ยังเห็นว่า เรื่องเร่งด่วนที่ สช. ต้องผลักดันทันที คือ การสรรหาคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติชุดใหม่ แทนที่จะหมดวาระลงให้เสร็จภายใน ธ.ค. และการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 ธ.ค. 2562 นี้
งานสำคัญที่จะต้องเดินหน้าต่อ คือ “การปฏิรูประบบสุขภาพ” ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน ที่สลับซับซ้อนขึ้นทุกวัน โดย สช. พร้อมเดินหน้าปฏิรูประบบสุขภาพผ่านเครื่องมือตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ทั้งการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ส่งเสริมการใช้ธรรมนูญสุขภาพตำบลและสมัชชาสุขภาพจังหวัด เพื่อเชื่อมร้อยทุกภาคส่วนในการพัฒนานโยบายสาธารณะระดับพื้นที่ พัฒนาเครื่องมือประเมินผลกระทบด้านสุขภาพอันเกิดจากนโยบาย หรือโครงการพัฒนาทั้งของภาครัฐและเอกชน รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิการตายดี ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ
...
“การปฏิรูปยังควรขยายกำลังบุคลากรในระบบสุขภาพ สร้างแหล่งสนับสนุนงบประมาณใหม่ๆ ที่จำเป็น และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการแพทย์เพื่อสร้างข้อมูลสุขภาพรายบุคคล เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้ระบบสุขภาพกับความก้าวหน้าในโลกยุค 4.0 เดินไปได้สอดคล้องกัน” นพ.ประทีป กล่าว...