ข่าว
100 year

พระราชทานของเยี่ยม ร.10-ราชินี ทรงห่วงเหยื่อบึม

ไทยรัฐฉบับพิมพ์4 ส.ค. 2562 05:01 น.
SHARE

‘บิ๊กแป๊ะ’ ระดมทัพ นักสืบชั้นหัวกะทิ สางคดีป่วน14จุด ปัดข่าวแค้นทหาร

ในหลวง ร.10 ทรงห่วงใย พระราชทานดอกไม้และสิ่งของพระราชทานแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บเหตุระเบิดป่วนกรุง “แม่ทัพภาค 4”ยัน 2 มือวางระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นคน 2 สัญชาติ เพิ่งเดินทางมาจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อมาลงมือ ถือเป็นเหตุโดยเฉพาะ บช.ภ.9 รีดสอบ 2 ผู้ต้องหา รับเป็นคนลงมือวางระเบิดหน้า สตช.ตามภาพวงจรปิด แต่ลงมือจุดเดียว และไม่รู้ว่าเครือข่ายมีใครบ้าง เนื่องจากถูกตัดตอนเป็นส่วนๆ สรุปเหตุระเบิดทั้งหมด 14 จุด เพิ่มร้านขายตุ๊กตาในห้างดังย่านปทุมวันอีก 2 แห่ง วงจรปิดชัดคนร้ายเป็นวัยรุ่นแต่งตัวเหมือนนักศึกษา กรีดตุ๊กตาซุกระเบิดแล้ววางไว้บนชั้นที่เดิม ส่วนที่ศูนย์ราชการ ชุดสืบสวนตรวจพบภาพผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก 2 คน ใช้กระเป๋าสะพายซุกบึมไปวางจุดเกิดเหตุ “บิ๊กแป๊ะ” เซ็นคำสั่งตั้งชุดสืบสวนสอบสวนชุดใหญ่ระดมมือสืบสวนฝีมือดีเพียบ

กรณีระเบิดป่วนเมืองหลายจุด เริ่มตั้งแต่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร้านขายผ้าย่านประตูน้ำ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ และหน้าสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 5 คน หน่วยอีโอดีระบุระเบิดที่ใช้ก่อเหตุเป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบตั้งเวลา รัศมีทำการประมาณ 10-15เมตร เบื้องต้นชุดสืบสวนจับกุมผู้ต้องหา 2 คนได้ขณะนั่งรถทัวร์มุ่งหน้า จ.สงขลา แต่ถูกตำรวจดักจับได้ก่อนในพื้นที่ จ.ชุมพร ระบุผู้ต้องสงสัย 2 คน ที่เอาระเบิดไปวางที่หน้าป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติคือ นายลูไอ แซแง อายุ 23 ปี และนายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี ชาว จ.นราธิวาสทั้งคู่ ขณะนี้ถูกคุมตัวกลับไปสอบสวนยัง บช.ภ.9 เพื่อขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการป่วนเมืองครั้งนี้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ร.10 ทรงห่วงประชาชนบาดเจ็บ

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 3 ส.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงห่วงใยประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ พล.อ.ท.ภักดี แสงชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ นายเอกรินทร์ ยงสันเที๊ยะ อายุ 54 ปี ที่บาดเจ็บจากคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ จากนั้นเชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่นายชนะใจ เลาะหมุด อายุ 28 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บจากคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณลานจอดรถหน้าอาคารมหานครคิงเพาเวอร์ และ น.ส.ศศินิภา เพชรทองหลาง อายุ 39 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บจากคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณซอยพระราม 9-57/14 ที่โรงพยาบาลวิภาราม เสร็จแล้วเชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ น.ส.คิสนา ผ่องใสสี อายุ 46 ปี และนางสุนทร รอดเสียงล้ำ อายุ 56 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณซอยพระราม 9-57/14 ที่โรงพยาบาลสิรินธร โอกาสนี้ พล.อ.ท.ภักดี แสง-ชูโต ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยไปกล่าวกับประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ สร้างความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ประชาชนและครอบครัวที่ได้รับบาดเจ็บอย่างหาที่สุดมิได้

ตรวจเพลิงไหม้ประตูน้ำอีกครั้ง

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 3 ส.ค. พ.ต.ท.พนม เชื่อทอง รอง ผกก. (สอบสวน) สน.พญาไท พร้อมด้วย พ.ต.ท.เกษม พิพิธกุล สว. (สอบสวน) สน.พญาไท เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน และกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านค้าย่านประตูน้ำอีกครั้ง เริ่มจากตลาดไซด์วอล์ค ดีดี(Side walk DD) เป็นจุดแรกที่เกิดเหตุเพลิงไหม้กว่า 60 แผงค้าเสียหายทั้งตลาด เจ้าหน้าที่ตรวจจุดที่คาดว่า เป็นต้นเพลิงคือ ร้านขายปากกากลางตลาด เนื่องจากภาพวงจรปิดสามารถจับภาพเพลิงลุกไหม้บริเวณดังกล่าวได้ ส่วนจะเป็นต้นเพลิงหรือไม่อยู่ระหว่างตรวจสอบ จากนั้นเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริเวณร้านเจ๊ปุ้ย แฟชั่น ขายเสื้อผ้า ตั้งอยู่ชั้น 1 อาคารโฮฟวีไลน์ ใต้อาคารโรงแรมอินทรา รีเจนท์ และร้านฮอพ (Hop) ใกล้กับตึกใบหยก 3 ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้เข้าตรวจสอบพบว่า พบแผงวงจรไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับเพาเวอร์แบงก์ และใช้สารเคมีประกอบระเบิดเพื่อจุดชนวนทำให้เพลิงไหม้

เจ้าของร้านยันพบลูกค้ามีพิรุธ

สอบถามเจ้าของร้านฮอพ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 11.00 น. มีลูกค้า 5 คน เป็นหญิง 3คน และชาย 2 คน เข้ามาในร้านท่าทางมีพิรุธ เดินดูเสื้อผ้าสักพักแต่ไม่ซื้ออะไร ก่อนออกจากร้านได้ยินผู้หญิง 1 ใน 3 พูดว่า “ร้านนี้แหละ” ตนไม่ได้คิดว่าจะมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ ส่วน น.ส.สุปราณี คชสิทธิ์ อายุ 49 ปี เจ้าของร้านเจ๊ปุ้ยแฟชั่น เผยว่า ก่อนเกิดเหตุตอนตี3 ตนมาที่ร้านได้ยินเสียงคนตะโกนไฟไหม้ แต่ขณะเดียวกันร้านของตนมีกลุ่มควันและแสงเพลิงจำนวนมากเช่นกัน แต่ตนเรียกลูกน้องมาช่วยกันดับได้ทัน ร้านได้รับความเสียหายทั้งกางเกงและเสื้อผ้ากว่า 200ตัว มีรายงานข่าวระบุว่า จุดเกิดเหตุเพลิงไหม้ย่านประตูน้ำ 3 ใน 4 จุด ใช้ระเบิดเพลิงที่มีส่วนประกอบ ก้อนแบตเตอรี่คล้ายเพาเวอร์แบงก์พ่วงต่อกับปุ๋ยยูเรียสารเคมีที่ทำให้เกิดระเบิดประกายไฟ แบบเดียวกับที่เกิดเหตุระเบิดที่สยามสแควร์วันและห้างสยามพารากอน อยู่ระหว่างการหาความเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่

ชุดสืบสวนกำลังเร่งทำงาน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กำชับสั่งการให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.เร่งรัดเจ้าหน้าที่สืบสวน พิสูจน์ทราบกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุและติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว พล.ต.อ.จักรทิพย์ จึงมีคำสั่งตั้งทีมงานสืบสวนสอบสวนขึ้นมาโดยมี พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นคณะทำงานสืบสวนสอบสวนติดตามและจับกุมผู้ต้องหา ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและโปรดเชื่อมั่นการทำงานของเจ้าหน้าที่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนและเร่งรัดการทำงาน

จับ 4 อาชีวะคดีบึมพระราม 9

พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวต่อไปว่า จากการสืบสวนขยายผลเกี่ยวกับเหตุการณ์บริเวณถนนพระราม 9 ซอย 57/1 เขตสวนหลวง ทำให้พนักงานทำความสะอาดของ กทม.ได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเยาวชนชาย 4 คน เป็นนักเรียนช่างอุตสาหกรรมสถาบันแห่งหนึ่งสืบสวนสอบสวนทราบว่า กลุ่มเยาวชนดังกล่าวนำระเบิดปิงปองไปซุกไว้บริเวณถนนพระราม 9 ซอย 57/1 จริง ต่อมาเกิดเหตุระเบิดเมื่อพนักงานทำความสะอาดฯเข้าไปเก็บกวาดขยะ ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก ดำเนินคดี กรณีดังกล่าวเบื้องต้นพบว่า ไม่ใช่ระเบิดแสวงเครื่องที่มีแรงดันสูง อีกทั้งยังไม่พบถึงความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์อื่น แต่ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้งจะขยายต่อไป

สั่งทุก บช.เพิ่มความเข้มออกตรวจ

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวด้วยว่า ส่วนเหตุการณ์อื่นขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการเร่งรัดสืบสวนสอบสวนและติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ พร้อมกันนี้ ผบ.ตร.กำชับ บช.น. บช.ภ. 1-9 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บช.ทท. ให้วางแนวทางเพิ่มความเข้มออกตรวจตราป้องกันเหตุตามสถานที่สำคัญ แหล่งชุมชน การคมนาคม ศูนย์การค้า และสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้ประชาชนทุกพื้นที่ รวมทั้งบูรณาการด้านการข่าวกับหน่วยงานความมั่นคงกับสันติบาล บช.สตม. และ บช.ตชด.ให้เฝ้าระวังและติดตามข้อมูลตลอด เพื่อรายงานเหตุและเข้าแก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์ ผบ.ตร.ขอขอบคุณภาคส่วนประชาชนและที่เกี่ยวข้องช่วยกันแจ้งข้อมูลเบาะแส เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่เหน็ดเหนื่อยระดมกำลังออกทำงานเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยกับประชาชนและสังคมในห้วงนี้ หากประชาชนพบเบาะแสแจ้งที่หมายเลขสายด่วน 191 และ 1599 ตลอด 24 ชม.

2 มือบึมสารภาพแค่จุดเดียว

มีรายงานจาก บช.ภ.9 ว่า เจ้าหน้าที่สอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 คนให้การรับสารภาพว่า เป็นคนลงมือก่อเหตุที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจริง แต่ไม่บอกถึงสาเหตุหรือแรงจูงใจ ได้รับคำสั่งให้ก่อเหตุเพียงแค่จุดเดียว ไม่รู้เรื่องการก่อเหตุในจุดอื่น สอดคล้องกับเวลาที่เกิดเหตุขึ้นและแนวทางการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุแบ่งออกเป็นหลายชุด แต่ละชุดใช้คนทำงาน 2 คนและไม่รู้จักกัน เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่ผ่านไปมาเห็นพิรุธและสงสัย ขณะเดียวกันการเกิดเพลิงไหม้ในห้างสรรพสินค้าพารากอนพบว่า เหตุเกิดขึ้นก่อนที่ห้างเปิดทำการ หากดูจากแผนประทุษกรรมพบว่า สอดคล้องทั้งในเรื่องเวลาเกิดเหตุคือช่วงประมาณ 04.40 น. ลักษณะการก่อเหตุใช้ระเบิดแบบตั้งเวลา อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุมที่ บก.สส.บช.น. เวลา 21.00 น. เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีต่อไป

จนท.สรุปเหตุระเบิดทั้งหมด

มีรายงานว่า ชุดสืบสวนสรุปเหตุระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ มีทั้งหมด 4 ท้องที่ รวมทั้งสิ้น 11 เหตุการณ์ แบ่งเป็นลักลอบวางระเบิด 7 จุด เกิดเหตุระเบิด 5 จุด เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้ 2 จุด และเพลิงไหม้ 4 จุด มีดังนี้ 1.ท้องที่ สน.ปทุมวัน 1 จุดวันที่ 1 ส.ค.เวลา 16.00 น. พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เจ้าหน้าที่เก็บกู้ไว้ได้ 2.ท้องที่ สน.ทุ่งสองห้อง วันที่ 2 ส.ค.รับแจ้งเหตุระเบิด 4 จุด ภายในศูนย์ราชการฯ 1.เวลา 07.00 น. เกิดระเบิดบริเวณทางเข้าประตู 1 อาคาร B จุดที่ 2 เวลา 08.40 น. เกิดเหตุระเบิดทางออกประตู 1 อาคาร B จุดที่ 3 เวลา 09.00 น.เกิดเหตุระเบิดบริเวณริมรั้วกองบัญชาการกองทัพไทย และจุดที่ 4 ห่างจากจุด 3 ไป 50 เมตร แนวเดียวกันพบวัตถุคล้ายระเบิด เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้ 3.ท้องที่ สน.ยานนาวา 2 จุด วันที่ 2 ส.ค. เวลา 08.10 น. เกิดเหตุระเบิดบริเวณลานจอดรถด้านหน้าอาคารมหานครคิงเพาเวอร์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน และเวลา 08.36 น. เหตุเกิดระเบิดบริเวณพุ่มไม้ใต้สะพานลอยสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คนและรถยนต์เสียหาย 1 คัน

ประตูน้ำ 4 จุดดับทัน 1 จุด

ส่วนเหตุเพลิงไหม้ ท้องที่ สน.พญาไท 4 จุด เกิดขึ้นวันที่ 2 ส.ค.ได้แก่ 1.เวลา 05.00 น. เพลิงไหม้โกดังเก็บผ้าหน้าดีดีเฮ้าส์ ท้ายซอยเพชรบุรี 19 2.เวลา 05.00 น. เพลิงไหม้ตึกเช่าตรงข้ามตึกใบหยก 3 3.เวลา 05.00 น. เพลิงไหม้ร้านปุ๋ยแฟชั่น ใต้ตึกอินทรา สแควร์ และ 4.เวลา 05.30 น. เพลิงไหม้พาวเวอร์แบงค์บริเวณทางเดินในตลาดเฉลิมลาภใกล้แยกประตูน้ำ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระงับเหตุทัน เหตุที่เกิดไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนเหตุระเบิดด้านหลัง 13 เหรียญรีสอร์ต ถนนพระราม9 ซอย 57/1 เมื่อวันที่ 2 ส.ค. เวลา 08.30 น. มีพนักงานทำความสะอาดของ กทม.บาดเจ็บ 3 คน ชุดสืบสวนจับกุมนักศึกษาอาชีวะ 4 คนไปแล้วไม่เกี่ยวเหตุระเบิด แต่ชุดสืบสวนรวมเหตุระเบิดที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ท้องที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดและวางเพลิงป่วนกรุง รวมเป็นทั้งสิ้น 12 เหตุการณ์ แบ่งเป็นวางระเบิด 8 จุด ระเบิด 6 จุด เก็บกู้ได้ 2 จุด และวางเพลิง 4 จุด ดับเพลิงได้ทัน 1 จุด

สรุปคดีระเบิดรอบนี้ 14 คดี

มีรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดชุดสืบสวนสอบสวน บช.น. พบคดีคนร้ายก่อเหตุความไม่สงบเพิ่มเติมในพื้นที่ กทม.อีก 2 คดี ท้องที่ สน.ปทุมวัน คดีแรก เมื่อวันที่ 2 ส.ค. เวลาประมาณ 04.45 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านสินค้ามินิโซ ชั้น 3 ห้างสยามสแควร์วัน จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในร้านตอนเวลา 15.38 น. วันที่ 1 ส.ค. พบผู้ต้องสงสัยชายแต่งกายชุดนักศึกษาผูกเนกไท สวมหน้ากากอนามัย ใส่หมวกสีดำ สะพายเป้ ก้มหยิบตุ๊กตาก่อนใช้ของมีคมกรีดตุ๊กตาแล้วยัดวัตถุลักษณะคล้ายแผงวงจรเข้าไปข้างในแล้ววางตุ๊กตาไว้ที่เดิม กระทั่งเกิดเพลิงไหม้ ยังไม่ทราบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องหรือไม่ แต่ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่บริเวณที่คนร้ายนำแผงวงจรไปซุกไว้ในตุ๊กตา อีกคดีเกิดเหตุร้านขายตุ๊กตาบีมายแบร์ ห้างสยามพารากอน ทำให้คดีคนร้ายวางระเบิดและวางเพลิงใน กทม. รวมเป็น 13 คดี และท้องที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 1 คดี รวมเป็น 14 คดี

เจ้าของร้านตุ๊กตาให้ภาพคนร้าย

มีรายงานแจ้งว่า เมื่อวานนี้ (2 ส.ค.) เจ้าของร้านมินิโซ (Miniso) ร้านขายตุ๊กตาจากประเทศญี่ปุ่น ชั้น 3 ห้างสยามสแควร์วัน ที่ถูกคนร้ายวางระเบิดนำหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านเข้าแจ้งความพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน มูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ช่วงเวลา 15.30 น. วันที่ 1 ส.ค. บันทึกภาพชายต้องสงสัย 1 คน แต่งกายคล้ายนักศึกษา สวมหน้ากากอนามัย และสวมหมวกสีดำปิดบังใบหน้า เดินเข้ามาภายในร้านวนไปมาก่อนไปยังชั้นวางตุ๊กตา ก้มลงไปหยิบตุ๊กตาตัวที่วางอยู่ชั้นล่างสุด ใช้ของมีคมกรีดด้านหลังตุ๊กตาและเอาวัตถุสี่เหลี่ยมคล้ายแผงวงจรยัดเข้าไปแล้วนำตุ๊กตากลับไปไว้ที่เดิมก่อนออกจากร้านไป จากนั้นเวลาประมาณ 04.40 น. วันที่ 2 ส.ค. เกิดมีประกายไฟจนเพลิงลุกไหม้และระเบิดขึ้นภายในร้าน

อีโอดี–พฐ.ตรวจร้านตุ๊กตา

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ขณะที่วันนี้ร้านมินิโซปิดให้บริการชั่วคราว นำข้อความมาปิดแจ้งที่กระจกหน้าร้าน ระบุว่า “ทางร้าน miniso ปิดให้บริการ เป็นการชั่วคราว ขออภัยในความไม่สะดวก” เมื่อช่วงเช้าเจ้าหน้าที่เก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) และตำรวจ สน.ปทุมวัน เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้งเพื่อเก็บหลักฐานการเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบอุปกรณ์ต้องสงสัยเป็นวัตถุสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำมาจากพลาสติกมีสายไฟปะปนอยู่ แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สรุปว่าวัตถุที่พบคืออะไร เพราะชิ้นส่วนถูกทำลายจนเกือบหมด

ได้ภาพ 2 มือระเบิดศูนย์ราชการฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบภาพวงจรปิดบริเวณศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ อาคารบี ที่เกิดเหตุระเบิด 2 จุด เจ้าหน้าที่พบภาพชายต้องสงสัย 2 คน คนแรกอายุประมาณ 20-30 ปี สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีน้ำตาล รองเท้าผ้าใบสีดำ สวมหน้ากากอนามัย ใส่หมวกแก๊ปสีขาว สะพายกระเป๋าสีดำคาดที่ลำตัว และกระเป๋าสีเขียวคล้องที่ไหล่ซ้าย ส่วนภาพกล้องวงจรปิดบริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพไทยห่างจากจุดระเบิดอาคารบี ประมาณ 200 เมตร พบชายต้องสงสัยอายุประมาณ 20-30 ปี สวมหน้ากากอนามัย เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงสีเทาดำ รองเท้าผ้าใบสีดำ สะพายกระเป๋าสีดำที่หลัง และยังถือกระเป๋าสีส้มอีก 1 ใบ ฝ่ายสืบสวนเชื่อว่าเป็นมือระเบิดที่นำเอากระเป๋าบรรจุ ระเบิดสีเขียวและสีส้มไปวางก่อนเกิดเหตุระเบิด

ผบช.น.เยี่ยมเหยื่อคนเจ็บ

ที่ รพ.วิภาราม พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. เดินทางไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดเขตสวนหลวง ที่ประสบเหตุถูกระเบิดปิงปองได้รับบาดเจ็บในซอยพระราม 9-57/1 นางศศินิภา เพชรทองหลาง อายุ 38 ปี มีอาการแก้วหูแตก และผู้บาดเจ็บ ระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี เบื้องต้นอาการดีขึ้น แพทย์ผ่าตัดนำสะเก็ดระเบิดออกแล้ว พล.ต.ท.สุทธิพงษ์กล่าวว่า วานนี้ (2 ส.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สั่งการ ให้หน่วยงานความมั่นคงและตำรวจทุกโรงพักคอยเฝ้าระวังสังเกตการณ์สิ่งผิดปกติตามจุดสุ่มเสี่ยง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหากมีเบาะแสผู้ก่อเหตุ หรือพบวัตถุต้องสงสัยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าตรวจสอบ สำหรับตัวนายลูไอ แซแง อายุ 23 ปี และนายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี ชาวนราธิวาส ที่นำ ระเบิดมาวางหน้าป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังอยู่ ในแนวทางการสืบสวน ไม่สามารถเผยรายละเอียดได้

มือระเบิดบึม 2 ห้างดังปทุมวัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากหลักฐานภาพวงจรปิดที่มีคนร้ายนำวัตถุคล้ายระเบิดไปวางในร้านค้าของห้างสยามพารากอน แต่งกายชุดคล้ายนักศึกษาจะเป็นการเชื่อมโยงให้เข้าใจว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุมีแนวโน้มอายุน้อยลง เป็นการปลูกฝังหรือสร้างแนวร่วมทาง การเมืองในหมู่คนรุ่นใหม่หรือไม่ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ ตอบว่า ตนมองว่ายังไม่ไปถึงขั้นนั้น อีกทั้งคดีเก่าๆที่เคยเกิดขึ้น เช่น เหตุระเบิดที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2558 มีคนร้ายอายุไม่มากร่วมอยู่ด้วย ตอนนี้ ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดถึงข้อสังเกตดังกล่าว คดีระเบิดป่วนเมืองยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนของชุดคลี่คลายคดี แต่ในส่วนกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะประชุมติดตามความคืบหน้าคดีระเบิดที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เวลาประมาณ 21.00 น.

รมว.ยุติธรรมเข้าเยี่ยมเหยื่อบึ้ม

ที่โรงพยาบาลสิรินธร นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม พร้อมตัวแทนจากศูนย์ช่วยเหลือสังคม เข้าเยี่ยมพนักงานเก็บขยะเขตสวนหลวง นางสุนทร รอดเสียงล้ำ อายุ 55 ปี กระจกตาขวาถลอก แก้วหู ทะลุทั้ง 2 ข้าง มีแผลถูกสะเก็ดระเบิดที่คอด้านขวา และ น.ส.คริสนา ผ่องใจดี อายุ 46 ปี มีอาการกระจกตาถลอกทั้ง 2 ข้าง ถูกสะเก็ดระเบิดที่แก้มและคางด้านขวา เหตุเกิดในซอยพระรามเก้า 57/1 นายสมศักดิ์ กล่าวว่า จากเหตุที่เกิดขึ้นกระทรวงยุติธรรมมีกองทุนคุ้มครองสิทธิ์และเสรีภาพผู้ได้รับบาดเจ็บ ครอบคลุมการคุ้มครองการดูแลค่ารักษาพยาบาล รวมถึงการฟื้นฟูร่างกายและชดเชยรายได้ที่สูญหายตามค่าแรงงานขั้นต่ำไม่เกิน 1 ปี ทาง รพ.สิรินธรจะดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล เบื้องต้นตอนนี้มีบาดเจ็บจากเหตุระเบิดทั้งหมด 4 คน แบ่งเป็น รพ.สิรินธร 2 คนและ รพ.วิภารามอีก 2 คน ยธ.จะดูแลเยียวยาทั้งหมด หากมีใบเสร็จค่าใช้จ่ายสามารถนำไปยื่นขอเบิกจ่ายได้

อาจเกี่ยวกับผู้ก่อความไม่สงบ

“ส่วนประเด็นเรื่องความมั่นคงทราบว่า หน่วย งานที่เกี่ยวข้องติดตามสืบสวนและมีความคืบหน้าไปมาก กลุ่มผู้ก่อเหตุมีลักษณะเชื่อมโยงกับคดีที่เกิดขึ้นในภาคใต้ อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดน แต่เป็นในรายละเอียดใดตนไม่ทราบแน่ชัด คาดว่าอาจเป็นความเชื่อมโยงทางผลดีเอ็นเอที่กรมนิติวิทยาศาสตร์จัดเก็บไว้ แต่ขอให้สบายใจกับการทำงานของรัฐบาลได้ คดีดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะต้องรับช่วงไปจัดการต่อ แต่จะคอยประสานข้อมูลกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อประกอบการทำงานสืบสวนสอบสวนต่อไป อย่างไรก็ตาม การก่อเหตุนี้มุ่งหวังให้เป็นเรื่องดิสเครดิตรัฐบาลหรือไม่ยังไม่ชัดเจน แต่มองว่าเป็นการอาศัยจังหวะทางการเมือง หลังจากนั้น รมว.ยุติธรรม พร้อมคณะเดินทางไปที่ รพ.วิภาราม เพื่อเยี่ยมเหยื่อระเบิดอีก 2 คน คือ นางศศินิภา เพชรทองหลาง อายุ 38 ปี มีอาการ แก้วหูแตก และผู้บาดเจ็บระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี เบื้องต้นอาการผู้บาดเจ็บดีขึ้น โดยแพทย์ได้ผ่าตัดนำสะเก็ดระเบิดออกมาแล้ว” รมว.ยุติธรรมกล่าว

รองโฆษก ตร.เตือนสื่อเรื่องข่าว

สำหรับกรณีสื่อบางสำนักรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คนที่จับกุมตัวยอมเปิดปากรับสารภาพแล้วจนทราบว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุอีก 8 คน ทุกจุดคนร้ายต้องการมุ่งวางระเบิดจริงทั้งหมด ส่วนสาเหตุสำคัญที่คนร้ายขึ้นมาก่อเหตุ เนื่องจากต้องการแก้แค้น เพราะก่อนหน้านี้กองทัพภาค 4 คุมตัวแนวร่วมไป สอบสวนแล้วเสียชีวิตในค่ายทหาร พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ขอเรียนว่าไม่เป็น ความจริง อีกทั้งยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว ตำรวจยังคงอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนขยายผล ขอเวลาให้ทำงานให้ครบถ้วน ถึงสามารถชี้แจงต่อสังคมได้ พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำชับมายัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ตลอด ให้ทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพยึดหลักกฎหมายระเบียบข้อบังคับตรวจสอบได้ เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ขอเตือนไปยังสื่อที่นำเสนอข่าวรูปแบบที่สร้างความสับสนแก่ประชาชน ก่อให้เกิดความเสียหายในภาพรวมและความน่าเชื่อถือขององค์กร โปรดรับข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ หรือหน่วยงานของรัฐเพื่อเผยแพร่เป็นสำคัญ ป้องกันการรับข่าวสารที่ทำให้เกิดความสับสน ก่อให้เกิดการตื่นตระหนกและสร้างความเกลียดชัง ตลอดจนขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นและมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รับฟังข่าวสารจากทางราชการเท่านั้น

“บิ๊กแป๊ะ” ตั้งคณะสืบสวนชุดใหญ่

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีหนังสือคำสั่ง ตร.ที่ 459/2562 ลงวันที่ 2 ส.ค. เรื่องแต่งตั้งพนักงานสืบสวนสอบสวนใจความว่าด้วยเมื่อวันที่ 1 ส.ค.2562 เวลาประมาณ 15.45 น. เกิดเหตุคนร้ายนำวัตถุต้องสงสัยคล้ายวัตถุระเบิดมาวางด้านหน้าป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และวันที่ 2 ส.ค.2562 เกิดเหตุระเบิดบริเวณสถานที่ราชการ แหล่งชุมชน และพื้นที่สาธารณะ เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารของเอกชนหลายแห่งท้องที่ สน.พญาไท ทุ่งสองห้อง หัวหมาก ปทุมวัน ยานนาวา และ สภ.ปากเกร็ด เกิดเหตุในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ประชาชนบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย เนื่องจากเป็นเหตุอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในวงกว้าง จึงแต่งตั้งพนักงานสืบสวนสอบสวน นำโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จตช. พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. และนักสืบมือดีอย่าง พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. และ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภ.9

มทภ.4 เผยไม่รู้ประเด็นล้างแค้นทหาร

พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงกรณีรายงานข่าวว่า 2 ผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดรับสารภาพว่า ร่วมกับพวก 8 คนขึ้นมาจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อเหตุเพื่อแก้แค้น เนื่องจากไม่พอใจกองทัพภาคที่ 4 ที่เคยคุมแนวร่วมไปสอบสวนจนเสียชีวิตภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานีว่า เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานคำรับสารภาพ หากพาดพิงถึงกองทัพภาคที่ 4 ขอให้สื่อมวลชนไปสอบถามคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่มีกว่า 30 คน ตั้งมาสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ เพื่อความโปร่งใส มีทั้งแพทย์ คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี เพราะตนไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากเกรงข้อครหาว่าให้ข้อมูลที่เข้าข้างเจ้าหน้าที่รัฐ ยืนยันว่าเรื่องการสอบสวนผู้ต้องสงสัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทหารมีหน้าที่เป็นเพียงคนกลางดำเนินการควบคุมตัวไปให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องสอบสวนเท่านั้น คดีนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ เสียชีวิต ผู้ใต้บังคับบัญชายืนยันว่าไม่ได้กระทำผิด หากพบว่าทำผิดจริงไม่เลี้ยงไว้แน่นอน

ระบุผู้ต้องหาระเบิดมี 2 สัญชาติ

พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 เผยระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฝึกผสมระหว่างกองทัพบกไทย-กองทัพบกออสเตรเลียที่ จ.สุราษฎร์ธานีด้วยว่า 2 ผู้ต้องหาเดินทางมาจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถสแกนทะเบียนประวัติได้ เนื่องจากมีบัตรประชาชน 2 สัญชาติ หากไม่เคยถูกออกหมายจับมาก่อนจะไม่มีประวัติ ดังนั้น ต่อไปนี้ต้องตรวจสอบที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น บุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัยต้องมีทะเบียนประวัติตรวจสอบได้ และเพิ่มความเข้มงวดตรวจตราให้มากยิ่งขึ้น รายงานจากชุดสืบสวนแจ้งว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนวางแผนว่า หลังก่อเหตุขึ้นรถโดยสารกลับไปยังพื้นที่ชายแดนภาคใต้ให้เร็วที่สุด เพื่อหลบหนีออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านตามเดิม หากหลุดออกไปได้จะตามตัวได้ยากขึ้น เป็นพฤติการณ์ของผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

ญาติวอนขอความเป็นธรรม

ขณะที่นายมาหะมะ ซอเล็ง อายุ 55 ปี อาของนายอูไล แซแง 1 ใน 2 ที่ถูกจับเปิดเผยที่บ้านใน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาสว่า ไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริง แต่เมื่อหลานตกเป็นผู้ต้องหาแล้วต้องว่าไปตามกฎหมายบ้านเมือง ผิดหรือถูกว่ากันตามพยานหลักฐาน แต่ขอให้เจ้าหน้าที่ทำตามกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ใช่บังคับหรือใช้กำลังทำร้ายร่างกายเพื่อให้ผู้ต้องหารับสารภาพ นายฮาลีนา พ่อของนายลูไอ เป็นห่วงเรื่องนี้มาก เพราะที่ผ่านมาหลังจากที่นายลูไอ เรียนจบที่สถาบันปอเนาะในพื้นที่แล้วอาสาไปสอนศาสนาให้กับเด็กที่มัสยิดในพื้นที่ตลอดทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ส่วนวันอื่นจะไปกรีดยางพารากับพ่อ ก่อนหน้าจะถูกจับนายลูไอเคยบอกกับตนว่า อยากไปเที่ยวพักผ่อนที่กรุงเทพฯกับเพื่อน เห็นว่าที่ผ่านมานายลูไอทำแต่งานและช่วยสอนหนังสือเด็กไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อนจึงไม่ห้ามปล่อยให้ไป

นายกฯขอบคุณ จนท.ขอเชื่อมั่น รบ.

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายความมั่นคงทุกท่านที่ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ รวมถึงสื่อมวลชนที่ช่วยกันเป็นกำลังสำคัญช่วยตรวจสอบข้อมูลความเป็นจริง และเป็นสื่อกลางในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ติดตามสถานการณ์เหตุระเบิดและผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่กระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย จากข้อมูลของผู้แทนไทยในต่างประเทศพบว่า มีเพียงการรายงานข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น ยังไม่มีการเตือนหรือห้ามประชาชนเดินทางมายังประเทศไทย ขณะเดียวกันนายกฯสร้างความมั่นใจแก่ผู้แทนต่างประเทศที่มาเยือนไทย เช่น ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป และรมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า รัฐบาลไทยควบคุมสถานการณ์ได้ ผู้แทนต่างประเทศต่างเข้าใจ ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน ยกระดับการรักษาความปลอดภัยตามจุดต่างๆอย่างเข้มงวด เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

รบ.ขอรอความชัดเจนคดีจาก ตร.

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีมีการนำเสนอข่าวช่วงเช้าวันที่ 3 ส.ค.ว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุลอบวางระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 2 ส.ค.สารภาพแล้ว และโยงกระเด็นไปเรื่องต่างๆว่าข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ขณะนี้ทีมสอบสวนกำลังเร่งสืบสวนหาหลักฐานการกระทำผิด และจะได้แถลงผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อไป เพื่อป้องกันความสับสนและข่าวลวง และขอให้เชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานให้ครบถ้วน จึงจะสามารถแถลงผลการสอบสวน อย่างไรก็ตาม นายกฯ ได้กำชับ ผบ.ตร.ให้ทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพ ยึดหลักกฎหมายระเบียบข้อบังคับสามารถตรวจสอบได้และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

พท.จี้เร่งตรวจสอบเหตุระเบิด

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีเกิดเหตุวางระเบิดทั่วกรุงเทพฯหลายจุด ขอประณามผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและรู้สึกไม่ปลอดภัยกับสถานการณ์ในประเทศไทย ขอให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตาม ตรวจสอบอย่างใกล้ชิดโปร่งใสตรงไปตรงมา เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้ประชาชน ประเทศและนักลงทุน ทั้งนี้เหตุระเบิดเกี่ยวข้องกับปัญหาการทำงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ เป็นการสร้างสถานการณ์รับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่เดินทางไปเป็นประธานการประชุม ก.ตร.หรือไม่ รวมถึงการก่อเหตุบริเวณใต้ป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร หากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ปลอดภัย ประชาชนคงลดความวิตกกังวลในสถานการณ์นี้ได้ยาก และขอให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.เร่งสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ ลงไปควบคุมสั่งการอย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยปละละเลย

“สิระ” ให้ 1 แสนชี้เบาะแส

นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ตนเป็น ส.ส.ในพื้นที่ การก่อความไม่สงบไม่ว่าจะหวังผลเรื่องอะไร ผลที่ได้รับคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นี่คือสิ่งสำคัญที่ประชาชนต้องออกจากบ้าน เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในชีวิตประจำวัน กลายเป็นแพะที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด ตนไม่อยากจะออกมาประณามผู้ก่อเหตุ เพราะคนที่ทำชั่วไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นลุกขึ้นมาชี้หน้าว่า คุณทำชั่ว มนุษย์ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า การกระทำของตัวเองเรียกว่า ทำดีหรือทำชั่ว ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หากมีเบาะแสผู้ที่ลงมือขอให้แจ้งมาที่ตนที่บ้านเรือนไทยแจ้งวัฒนะ ตนมีสินน้ำใจให้ผู้ที่แจ้ง 100,000 บาท ขอให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีและคณะทำงานทุกฝ่าย ในฐานะคนไทยคนหนึ่งอยากเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมช่วยแก้ไขปัญหา ต้องการช่วยทางการจับคนชั่วทำร้ายประเทศมาดำเนินคดีเร็วที่สุด เพราะเมื่อรู้ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มใดจะทำให้ประชาชนปลอดภัยมากที่สุด

“ธนกร” จี้ ตร.เร่งจับคนร้ายโดยเร็ว

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเหตุระเบิดป่วนเมืองหลายจุดใน กทม.ว่า ขอประณามกลุ่มผู้ไม่หวังดีมาก่อเหตุสร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชน เชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์วุ่นวายให้ประเทศ อยากฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร่งจับกุมคนร้ายให้ได้โดยเร็ว ประชาชนต้องการความสงบสุข ที่ผ่านมาประชาชนมีความสุขมากที่บ้านเมืองสงบ ไม่น่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาอีก จะเกี่ยวข้องกับการดิสเครดิตรัฐบาลหรือไม่อย่าเพิ่งด่วนสรุป เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนอยู่ ทราบว่าจับกุมคนร้ายได้บางส่วนแล้ว คงจะทราบว่าเป็นฝีมือกลุ่มใด ที่บางฝ่ายระบุว่ารัฐบาลสร้างสถานการณ์ไม่ทราบว่าใช้สมองข้างไหนคิด ไม่มีใครคิดชั่วเอาชีวิตประชาชนมาเป็นตัวประกันเหมือนที่กล่าวหา นอกจากคนที่พูดเองอาจมีประสบการณ์หรือไม่ ที่สำคัญที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ทำให้บ้านเมืองสงบมา 5 ปีแล้วอย่ามาใส่ร้าย

“หมอระวี”เชื่อหวังดิสเครดิต รบ.

นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า ขอแสดงความห่วงใยประชาชนชาว กทม. ที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ขอประณามกลุ่มผู้ก่อเหตุที่ใช้ประชาชนและประเทศชาติเป็นเครื่องมือสร้างสถานการณ์ทางการเมือง ต้องการดิสเครดิตรัฐบาล นอกจากจะส่งผลกระทบความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแล้ว ยังกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวรายได้หลัก และความไม่มั่นใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวในไทย รวมไปถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในประเทศด้วย ขอให้เจ้าหน้าที่จับกุมคนร้ายและกลุ่มผู้ก่อเหตุระเบิดให้ได้โดยเร็ว ขอให้ประชาชนทุกคนดำเนินชีวิตตามปกติ อย่าได้ตื่นตระหนก เพียงแต่เพิ่มความระมัดระวังและพยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้บริเวณพื้นที่จุดเสี่ยงที่อาจเกิดเหตุได้

“อิสระ” เข้ม รปภ.ถกรัฐสภาอาเซียน

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขานุการประธานรัฐสภา ฐานะกรรมการอำนวยการจัดการประชุมใหญ่สมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) เผยว่า เมื่อวันที่ 2 ส.ค. มีการประชุมคณะกรรมการฯจัดประชุม AIPA ครั้งที่ 40 ระหว่างวันที่ 25-30 ส.ค. ที่โรงแรมแชงกรี-ลา กทม. มีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าแต่ละด้าน อาทิ ด้านพิธีกร ด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะ และด้านการรักษาความปลอดภัย

ในภาพรวมพร้อมมากกว่าร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ ที่ประชุมยังหยิบยกประเด็นเหตุระเบิดหลายจุดทั่วกทม.มาพูดถึงแนวทาง และมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยช่วงจัดประชุม พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร สมาชิก ส.ว. ฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัยและการแพทย์ให้ความมั่นใจต่อที่ประชุมว่า รัฐสภาร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมการเรื่องนี้อย่างรัดกุมรองรับสถานการณ์อย่างเต็มที่ จะทบทวนแผนการปฏิบัติกับทีมรักษาความปลอดภัยเพื่อยกระดับมาตรการต่างๆให้เข้มงวด จะแถลงความคืบหน้าวันที่ 7 ส.ค. นอกจากนี้ ในที่ประชุม นายชวนยังกำชับว่า นอกจากเรื่องเข้มงวดการรักษาความปลอดภัยแล้ว ให้ดูแลเรื่องทีมเเพทย์ฉุกเฉินให้มีความพร้อมด้วย

“ชวน” แนะสร้าง ตร.ด้านความมั่นคง

ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดหลายพื้นที่ใน กทม.ว่า รัฐบาลเร่งดำเนินการเป็นอย่างดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบต่อความปลอดภัยประชาชนและภาพลักษณ์ประเทศ เพราะอยู่ระหว่างการประชุมผู้นำและรัฐมนตรีอาเซียน รวมถึงกำลังจะประชุมผู้นำรัฐสภาอาเซียนเดือน ส.ค. ประกอบกับครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์ประชุมอาเซียนที่พัทยาพอดี ต้องรอฟังจากรัฐบาลว่า สาเหตุเกิดจากอะไร แต่ขอให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาในฐานะเจ้าของประเทศ ลำพังเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวยากจะตรวจสอบได้ทั้งหมด ขอเสนอไปยังรัฐบาลเร่งสร้างตำรวจมืออาชีพด้านความมั่นคงเข้ามาดูแลเพิ่มขึ้น เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมา บทบาทเรื่องนี้อยู่กับทหาร เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วทหารควรกลับกรมกอง ดังนั้นต้องเตรียมตำรวจด้านนี้ไว้ เพราะตอนนี้ตำรวจมีเครื่องมือพร้อม มีศักยภาพอยู่แล้ว ส่วนการดูแลความปลอดภัยรัฐสภา ล่าสุดสั่งการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย ส่วนที่นักการเมืองออกมาแสดงความเห็นไปในทางปัญหาทางการเมืองเข้าใจว่าเป็นเพราะความเป็นห่วง แต่ควรแสดงความเป็นห่วงด้วยการร่วมมือกันป้องกัน แม้จะเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาล แต่ทุกคนควรร่วมมือกัน

เตือนโรงประกอบวัตถุอันตราย

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เผยว่า นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) รายงานให้ทราบว่า กรอ.แจ้งเตือนไปยังโรงงานขนาดใหญ่กำลังเครื่องจักรเกิน 1,000 แรงม้า ที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯรวม 567 แห่ง ให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และแจ้งเตือนสถานประกอบการวัตถุอันตรายในกรุงเทพฯ 140 แห่ง ให้ระมัดระวังและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตรายเป็นพิเศษ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องให้ความสำคัญ และเข้มงวดเป็นกรณีพิเศษ เช่น โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานเคมีภัณฑ์ เป็นต้น

วัตถุต้องสงสัยแค่ขวดน้ำเกลือ

ช่วงบ่ายวันที่ 3 ส.ค. พ.ต.อ.เชษฐา สว่างสุข ผกก.สน.พหลโยธิน รับแจ้งพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดวางอยู่ข้างสำนักงานขายไอวอรี่ คอนโดรัชดา ซอยรัชดา 32 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม. รุดตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด ใช้เวลาเก็บกู้ประมาณ 10 นาที พบเป็นเพียงขวดน้ำเกลือล้างแผลถูกพันด้วยเทปกาว ไม่มีส่วนประกอบของวัตถุระเบิด

เปิดปากรับจ้างแกนนำต่างประเทศ

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า การสืบสวนสอบสวนเหตุระเบิดในพื้นที่ กทม.มอบให้ พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ร่วมทำงานของชุดสืบสวน บช.น. สืบสวนโรงพักที่เกิดเหตุคดีคืบหน้าไปได้ ขณะนี้ได้ตัวผู้ต้องสงสัย 2 คนที่ก่อเหตุนำระเบิดมาวางที่ด้านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังอยู่ในระหว่างควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่เพื่อสืบสวนสอบสวนขยายผล ทั้งสองให้การเป็นประโยชน์ มีรายงานว่าชุดซักถามของทหารตำรวจร่วมกันสอบสวนคนร้ายคือ นายลูไอ แซแง อายุ 23 ปี และนายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี รับสารภาพว่า ได้รับการติดต่อกลุ่มแนวร่วมก่อเหตุรุนแรงในประเทศเพื่อนบ้านให้มาก่อเหตุได้รับค่าจ้างจำนวนหนึ่ง ผู้ต้องหาทั้งสองเดินทางมาพบกลุ่มแกนนำเครือข่ายระดับสั่งการ มูลเหตุจูงใจผู้ต้องหาอ้างว่า ทำตามคำสั่งแกนนำในประเทศเพื่อนบ้าน เดินทางเข้าออกประเทศเพื่อนบ้านเพื่อตกลงรับงานก่อเหตุวางระเบิด วันที่ 31 ก.ค. เดินทางจาก จ.นราธิวาส มาที่ จ.ยะลา ก่อนขึ้นรถโดยสารมาลงที่สถานีขนส่งหมอชิต วันที่ 1 ส.ค. เรียกรถแท็กซี่จากขนส่งหมอชิตมาส่งที่ห้างสรรพสินค้าพารากอน เพื่อนำระเบิดมาวางหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังเกิดเหตุเดินทางกลับ แต่มาถูกตำรวจจับกุมที่ จ.ชุมพร รับจ้างลงมือก่อเหตุวางระเบิดเพียงจุดเดียว ส่วนเหตุระเบิดที่อื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ในหลวง ร.10พระราชทานดอกไม้ผู้ได้รับบาดเจ็บระเบิดป่วนกรุงมือวางระเบิดสำนักงานตำรวจแห่งชาติข่าวหน้า1

คุณอาจสนใจข่าวนี้