"สิ่งที่คิดว่าตัวเองพลาดและตัดสินใจผิดที่สุดในชีวิตก็คือการซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้ลูก ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมดเลย ทั้งพฤติกรรม การเล่าเรียน การเลือกคบเพื่อน เหมือนเขาเอาเวลาไปใช้อยู่กับรถคันนี้ไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่มันสำคัญกว่า จนนำมาซึ่งความเจ็บช้ำของเราเองซึ่งเป็นพ่อ ถ้าเลือกได้วันนั้นคงไม่ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้เขาเด็ดขาด เพราะลูกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ"
นี่คือความรู้สึกของผู้เป็นพ่อ ที่ผ่านเหตุการณ์เสียความรู้สึกกับลูกชายแท้ๆ ภายหลังตัดสินใจซื้อรถมอเตอร์ไซค์คันแรกในชีวิตให้ลูกเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ถึงแม้ว่าวันนี้ลูกชายจะผ่านวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เข้าสู่วัยทำงานหันหลังให้ชีวิตวัยรุ่นอย่างถาวร แต่กลับกลายเป็นความทรงจำที่ฝังใจของบุคคลที่เรียกตัวเองว่า "พ่อ" มิเคยลืมเลือน
ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ พ.ต.ท.ภานุภัทร กิตติพันธ์ สารวัตรกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนขับรถบิ๊กไบค์กลุ่มแรกๆ ของประเทศไทย และเคยเลือกที่จะใช้ชีวิตวัยรุ่นเหมือนชายหนุ่มปกติในช่วงหนึ่งของชีวิต ทว่าวันนี้ความคิดอ่านเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
"สมัยนั้นก็ถือได้ว่าผมเองเป็นกลุ่มแรกของประเทศไทยเลยที่เลือกขับบิ๊กไบค์ ทุกคนซื้อเงินสดกันหมด ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้ขายแบบเงินผ่อนเกลื่อนขนาดนี้ การขับรถบิ๊กไบค์ของผมก็จะใช้ความเร็วตามความเหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของตัวเอง ไม่ได้ขับแข่ง ขับเร็วเอาความเท่ หรือต้องเจ๋งกว่าใครเพื่อน ซึ่ง ณ จุดนั้น พอเราลองย้อนกลับไปดูก็ถือว่าเสี่ยงพอสมควรนะ" พ.ต.ท.ภานุภัทร เล่าให้เราฟัง
...
หัวใจ ความรู้สึกของคนขับบิ๊กไบค์ ก็มีความรู้สึกคล้ายๆ กันคือ "สนุก ควบคุมรถได้ เร่งความเร็วได้" โดยมองข้ามไปถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง คิดไปเองว่าขับขี่อยู่ทุกวันรู้สึกชิน และน่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถึงที่สุดแล้วมันก็เกิดขึ้นกับคนรอบตัวเราให้เห็นกันไม่น้อยเลย
"ตัวผมเองเคยเกิดอุบัติเหตุมาทั้งหมด 7 ครั้ง เจ็บทุกครั้งแต่ไม่เคยเข็ดสักครั้ง ถึงแม้ว่าผู้ใหญ่จะเตือนแล้วว่ามันอันตราย วันนั้นเราก็ไม่เชื่อนะ ฟังผ่านหูไป กระทั่งถึงจุดอิ่มตัวก็รู้ว่าไม่ไหวแล้ว เลิกขับบนถนนสัญจรไปไหนมาไหนดีกว่า เพราะมันเสี่ยงและอันตรายไม่น้อยเลย เมื่อเปรียบเทียบกับการขับขี่บนพื้นสนามแข่งรถ ซึ่งปลอดภัยกว่ามาก รถบิ๊กไบค์ และความเร็ว ความแรงของรถ ถูกออกแบบมาให้ขับบนพื้นสนามแข่ง ไม่เหมาะกับการขับขี่บนพื้นผิวจราจรโดยสิ้นเชิง อุบัติเหตุมันเลยเกิดขึ้นบ่อย"
หากลองเปรียบเทียบการขับบนพื้นสนามแข่ง กับพื้นผิวจราจรบนถนนทั่วไป จะรู้ถึงความแตกต่างในการเกาะถนนของรถ สภาพถนนในเมืองไทยไม่เหมาะโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการจราจรที่หนาแน่น หมาวิ่งตัดหน้า คนเดินข้ามถนน รวมไปถึงพื้นผิวถนนที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานให้สอดคล้องกับความแรงของรถแข่งในสนาม จึงเป็นไปได้ยากมากที่อุบัติเหตุจะไม่เกิดขึ้นเลย
"ส่วนตัวผมตอนนี้เลิกขับไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าตัวเองผ่านช่วงเวลานั้นมาได้อย่างไร เรียกง่ายๆ ว่า ไม่รู้ผ่านความตายมายังไง นั่งย้อนนึกถึงมันก็น่ากลัวมากนะ แม้ว่าผมจะไปขับตามต่างจังหวัดที่ถนนโล่งๆ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ หากเลือกได้จะไปเช่าสนามขับดีกว่า เพราะปลอดภัยกว่ามาก ความรู้สึกแตกต่างกันสิ้นเชิง"
พร้อมกันนี้ พ.ต.ท.ภานุภัทร ได้ทิ้งท้ายฝากเป็นอุทาหรณ์ไว้กับนักบิดทุกๆ คนว่า "อยากให้ขับรถอย่างระมัดระวัง อย่าตามเพื่อน อย่าคิดว่าความเร็วคือความเท่ ต้องรู้ถึงความสามารถของตัวเองด้วยว่ามีศักยภาพในการขับขี่มากแค่ไหน ขับเร็ว ขับนำ หรือขับแล้วเกาะกลุ่มกับเพื่อน ไม่ใช่ว่าจะเจ๋งหรือดูดี มันเสี่ยงอันตรายเสียด้วยซ้ำไป จึงอยากให้ขับขี่ด้วยความระมัดระวังให้มากที่สุด เพราะที่พูดๆ มาถือว่าเป็นคำแนะนำในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ในด้านการขับขี่บิ๊กไบค์มาพอสมควร"