‘พล.ต.อ.สุพร’ ติดบ่วง เอี่ยวคดีแฟลตตำรวจ
ป.ป.ช.ลงมติเชือด “เทพเทือก-ปทีป” ชี้มูลความผิดคดีทุจริตโครงการก่อสร้างโรงพักตำรวจ 396 แห่ง ในพื้นที่ บช.ภ. 1-9 วงเงิน 5,800 ล้านบาท พ่วงคดีก่อสร้างแฟลตตำรวจ 163แห่ง อดีต ผบช.สกบ.ติดร่างแหเซ่นความผิด ระบุชัดสั่งเปลี่ยนวิธีประมูลแยกสัญญาก่อสร้างรายภาคมารวมศูนย์เป็นสัญญาฉบับเดียวเข้าข่ายทุจริตและประพฤติมิชอบ เร่งประกอบสำนวนภายใน 30วันส่งให้อัยการฟ้องอาญาทันที
หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช้เวลาไต่สวนตรวจคดีโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน หรือโรงพัก 396 แห่ง งบประมาณ 5,800 ล้านบาท ที่ฉาวโฉ่กลับกลายเป็นโรงพักร้างมาอย่างยาวนาน ล่าสุด ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้อนุมัติโครงการ และ ผู้เกี่ยวข้อง 2 ราย
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ในการประชุม ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ประชุมได้ลงมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) กรณีอนุมัติโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ (โรงพัก) ทดแทน 396 แห่ง ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค (บช.ภ.) 1-9 วง เงิน 5,800 ล้านบาท โดยจากการไต่สวนของ ป.ป.ช.พบว่า นายสุเทพในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในขณะนั้น ได้สั่งให้เปลี่ยนวิธีการประมูลการจัดสร้างโรงพักทดแทน จากเดิมที่ใช้วิธีแยกประมูลสัญญาเป็นรายภาค มาเป็นรวมศูนย์การประมูลเป็นแห่งเดียวในปี 2552 ทั้งที่เมื่อเสนอเข้า ครม.ไปแล้วถูกทักท้วงจาก ครม.ขณะนั้น โดยสั่งให้ไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณก่อน แต่นายสุเทพไม่ดำเนินการตามที่ถูกทักท้วง โดยยืนยันจะใช้วิธีการประมูลแบบรวมศูนย์ อ้างว่าเป็นไปตามระเบียบของกรมบัญชีกลางที่อนุญาตให้ทำได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ป.ป.ช.ยังชี้มูลความผิดคดีการอนุมัติโครงการก่อสร้างแฟลตที่พักข้าราชการตำรวจ 163 แห่งทั่วประเทศ ที่นายสุเทพเสนอขึ้นมาพร้อมกับคดีโรงพักทดแทนในลักษณะแพ็กคู่ เนื่องจากเป็นโครงการในลักษณะที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป โดยในส่วนคดีแฟลตที่พักข้าราชการตำรวจ 163 แห่งนั้น ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ และ พล.ต.อ.สุพร พันธุ์เสือ อดีตรอง ผบ.ตร. เป็นผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง (ผบช.สกบ.) ในขณะนั้น เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกับคดีโรงพักทดแทนคือ มีการเปลี่ยนวิธีการดำเนินการประมูลก่อสร้างจากแยกเป็นรายภาคมาเป็นวิธีการรวมศูนย์แห่งเดียว จนกลายเป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินจำนวนมากในภายหลัง เนื่องจากโครงการก่อสร้างไม่เดินหน้า โรงพักและแฟลตหลายแห่งถูกทิ้งร้างจำนวนมาก เห็นว่าพฤติการณ์นายสุเทพเข้าข่ายการทุจริตและประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ ให้ส่งเรื่องดำเนินคดีอาญากับนายสุเทพและผู้เกี่ยวข้องต่อไป ขณะนี้ ป.ป.ช.อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำสำนวนให้สมบูรณ์ภายใน 30 วัน หลังจากการลงมติเพื่อส่งให้อัยการดำเนินการต่อไป โดยเร็วๆนี้ ป.ป.ช.เตรียมจะแถลงข่าวเรื่องดังกล่าวให้สาธารณชนรับทราบต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีการก่อสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่ง หรือคดีโรงพักทดแทนนั้น มีที่มาเริ่มจากการที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย นำมาเปิดเผยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2555 ทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย มีการตรวจสอบที่มาโครงการพบว่าริเริ่มสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล สตช.ในขณะนั้นเป็นผู้ลงนามอนุมัติโครงการก่อสร้างวันที่ 9 มิ.ย.2552 วงเงิน 5,800 ล้านบาท โดยในสมัยที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. เสนอให้มีการทำสัญญาก่อสร้างแยกเป็นรายภาค 9 สัญญา แยกเป็นสถานีตำรวจในพื้นที่ บช.ภ.1-9 แต่ปรากฏว่าต่อมาอีก 5 เดือน วันที่ 18 พ.ย.2552 สมัย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เป็น รรท.ผบ.ตร.ได้เสนอให้ทำสัญญาใหม่จากการแยกเป็นรายภาค ให้รวมศูนย์เป็นสัญญาฉบับเดียว นายสุเทพเห็นชอบกับการแก้สัญญาดังกล่าว ให้บริษัทเอกชนเพียงแห่งเดียวเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้างโรงพักทดแทน เป็นต้นเหตุให้การก่อสร้างเกิดความล่าช้า การก่อสร้างโรงพักหลายแห่งถูกทิ้งร้าง นำไปสู่การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สมัยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ เข้ามาตรวจสอบ ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ กระทั่งมีการชี้มูลความผิดนายสุเทพในที่สุด