ข่าว
100 year

รถไฟยุคกาสะลอง หนีไปกับหมอทรัพย์ กทม.-เชียงใหม่ "ไก๋ขนาด" วิ่ง 2 วัน

ไทยรัฐออนไลน์20 ก.ค. 2562 19:13 น.
SHARE

เนื้อหายิ่งเข้มข้นขึ้นสำหรับละคร “กลิ่นกาสะลอง” ละครพีเรียดแนวโศกนาฏกรรมความรักข้ามภพข้ามชาติ มีเนื้อหาเรื่องราวในอดีตปีพ.ศ. 2467 ปลายรัชกาลที่ 6 และในยุคปี พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะฉากสำคัญในเมืองเชียงใหม่ยุคอดีต หนึ่งในมณฑลการปกครองแถบเหนือของราชอาณาจักรสยามที่เรียกว่า “มณฑลพายัพ”

แต่ฉากหนึ่งในละครแสดงให้เห็นความเจริญของเมืองเชียงใหม่ เมื่อการคมนาคมขนส่งโดยรถไฟจาก กทม.ได้เชื่อมมาถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว โดยฉากนี้ได้ทำให้แฟนพันธุ์แท้ของละครเรื่องนี้ต้องลุ้นและสุดท้ายน้ำตาซึม เมื่อหมอทรัพย์ (เจมส์ มาร์) พยายามพากาสะลอง (ญาญ่า อุรัสยา) หนีตามกันทางรถไฟไปพร้อมกับคณะมิชชันนารี จากปัญหาความรักมีอุปสรรคมากมาย แต่ไม่สำเร็จเพราะนายแคว้นมั่ง (มนตรี เจนอักษร) สามารถตามหาจนเจอ กระชากลากถูลงจากรถไฟในที่สุด และต้องหนีตามกันอีกต่อไป

เรื่องราวรายละเอียดในละครทาง “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ได้พบว่าขบวนรถไฟที่เข้าฉากกลับเป็นรถไฟในยุคปัจจุบันขัดกับยุคสมัยปี 2467 พร้อมมีการสมมติสถานีรถไฟแห่งหนึ่งเป็นสถานีรถไฟเชียงใหม่ อาจด้วยเหตุผลบางประการของทีมทำละคร 

“วันวิสข์ เนียมปาน” หรือแฮม แฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย ซึ่งชื่นชอบรถไฟมาตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาล ระบุว่า ฉากดังกล่าวถ่ายทำที่สถานีรถไฟผาเสด็จ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ถูกเซตเป็นสถานีเชียงใหม่ ตั้งอยู่กลางเทือกเขาดงพญาเย็น ซึ่งเป็นสถานีรถไฟสำคัญในประวัติศาสตร์ของรถไฟไทย เพราะขณะสร้างทางรถไฟจากแก่งคอยไปโคราช พื้นที่ตำบลทับกวาง ได้อยู่ใจกลางป่ารกชัฏมีก้อนหินขนาดใหญ่ขวางทางรถไฟ ทำให้สร้างต่อไม่ได้ ด้านซ้ายก็หิน ขวาก็เป็นหุบเหวลงไป

พร้อมหยิบยกบันทึกของ มร.ลูอิส ไวเลอร์ เจ้ากรมรถไฟหลวงสายเหนือ ชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้างในขณะนั้น ระบุว่าครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ได้เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษและทรงช้างต่อมายังปลายรางรถไฟที่กำลังก่อสร้าง และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจารึกพระปรมาภิไธย จปร. และ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงจารึก พระนาม สผ. ไว้ที่ก้อนหินก้อนนั้น พร้อมข้อความ “ผาเสด็จพัก” ทำให้พื้นที่นี้ถูกเรียกว่า “ผาเสด็จพัก” ตั้งแต่บัดนั้น และมีการสร้างสถานีรถไฟผาเสด็จ ห่างจากก้อนหินใหญ่ราวๆ 300 เมตร

ปัจจุบัน “ผาเสด็จพัก” ยังเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว สามารถนั่งรถไฟขบวน 135 กรุงเทพ-อุบลราชธานี และขบวน 233 กรุงเทพ-สุรินทร์ ไปเที่ยวได้ หรือจะขับรถยนต์ไปตามถนนมิตรภาพ เมื่อพ้นโรงปูนตรานกอินทรีให้สังเกตทางเลี้ยวซ้ายเข้าผาเสด็จ มีป้ายบอกทางชัดเจน ขับเข้าไปประมาณ 2 กม. จะเจอสถานีรถไฟผาเสด็จ และขับต่อไปอีกจะเป็นผาเสด็จพัก ซึ่งมีพระบรมราชานุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 5 ดังนั้นหากใครต้องการตามรอยละครกลิ่นกาสะลอง สามารถมาเที่ยวชมสถานีผาเสด็จ ซึ่งมีความเงียบสงบมาก

“โลเกชั่นที่ถ่ายทำ แม้ไม่ได้ใกล้เคียงกับสถานีรถไฟเชียงใหม่ แต่ทางผู้กำกับละครอาจจะให้ดูเป็นภาคเหนือ เพราะมีป่าล้อมรอบ ซึ่งไม่ใช่ความผิด มันอยู่ที่การสื่อความหมายมากกว่า จึงเลือกมาถ่ายที่สถานีผาเสด็จ ไม่จำเป็นต้องถ่ายที่เชียงใหม่ อีกทั้งสถานีรถไฟเชียงใหม่ในปัจจุบันไม่เหมือนอดีตแล้ว เพราะเคยโดนระเบิดพังยับในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หรืออย่างละครเรื่องกรงกรรม ได้สมมติสถานีรถไฟบ้านโป่ง ให้เป็นสถานีรถไฟชุมแสง จ.นครสวรรค์ จากหลายๆเหตุผล”

ส่วนตู้รถไฟในฉากละครเป็นรุ่นในสมัยรัชกาลที่ 9 หลังปี 2500 เป็นแบบ 8 ล้อ ซึ่งความจริงแล้วในยุคนั้นช่วงปี 2467 ควรเป็นตู้รถไฟแบบไม้ผสมเหล็ก มีทั้งแบบ 8 ล้อ และ 4 ล้อ ซึ่งเป็นตู้รถไฟใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะตู้รถไฟ 8 ล้อ ทำให้รถไฟทรงตัวได้ดีขึ้น เพราะมีการกระจายน้ำหนัก ส่วนตู้รถไฟ 4 ล้อ ใช้สำหรับขนสินค้าและขนของ และเมื่อย้อนไทม์ไลน์ในอดีตรถไฟเริ่มวิ่งจากกทม.มาถึงเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2464 โดยเปิดใช้สถานีรถไฟเชียงใหม่เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2464 วันเดียวกับการเปิดทางลอดอุโมงค์ขุนตาล ซึ่งสมัยนั้นมีการเรียกสถานีเชียงใหม่ว่า “สถานีป๋ายทาง” เนื่องจากเป็นสถานีสุดท้ายที่รถไฟวิ่งมาถึง

ในฐานะแฟนพันธุ์แท้รถไฟ ยังเล่าอีกว่า ในอดีตรถไฟเป็นการคมนาคมหลักของคนสมัยนั้น ซึ่งเส้นทางรถไฟไปสายเหนือจาก กทม. เป็นการเชื่อมโยงการเดินทางทางน้ำ แตกต่างกับรถไฟสายใต้ลัดเลาะตามทะเล เริ่มจากการลัดเลาะตามแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อเนื่องไปตามแม่น้ำน่านใน จ.อุตรดิถต์ และลัดเลาะข้ามไปแม่น้ำยมที่ จ.แพร่ ต่อไปยังแม่น้ำวังใน จ.ลำปาง และสิ้นสุดที่แม่น้ำปิง จ.เชียงใหม่ ทำให้ผู้คนที่อาศัยตามแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ได้ใช้รถไฟในการเดินทางเป็นหลัก

“สมัยก่อนรถไฟยังไม่มาถึงเชียงใหม่ ผู้คนจะล่องน้ำปิงเดินทางไปขึ้นรถไฟที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ เพราะสมัยนั้นคนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ริมน้ำ อีกทั้งพื้นที่ภาคเหนือเป็นป่าไม้ป่าเขาลาดชัน จึงทำให้คนภาคเหนือนิยมเดินทางโดยรถไฟ”

ถังใส่น้ำฟืนหัวรถจักรไอน้ำ ตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟ

นอกจากนั้น ในอดีตรถไฟเป็นหัวรถจักรไอน้ำ ใช้เบรกแบบสุญญากาศ ซึ่งตู้รถไฟเป็นไม้ผสมเหล็ก ภายในมีการติดตั้งโคมตะเกียงเพื่อให้แสงสว่างและมีการประดับด้วยทองเหลือง ดูหรูหรามาก และการวิ่งจาก กทม. ไปเชียงใหม่ ต้องแวะเติมน้ำและฟืนตลอดเส้นทาง โดยวิ่งในเวลากลางวัน เนื่องจากสะพานข้ามรถไฟเป็นไม้ เพื่อป้องกันการระเบิดก่อวินาศกรรม ส่วนความเร็ววิ่งอยู่ที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเมื่อเจอทางลาดชัน จะวิ่งอยู่ที่ 20-45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งต้องระวังสัตว์ป่า จึงต้องมีเสียงหวีดรถไฟเสียงแหลม ใช้ขับไล่สัตว์ป่าต่างๆ

“การเดินทางไปเชียงใหม่ใช้เวลานานมาก ไม่ใช่ 1 วัน เพราะต้องแวะพักกลางทางในพิษณุโลก ก่อนเดินทางไปต่อในวันรุ่งขึ้น ดังนั้นผู้โดยสารต้องหาที่พักค้าง 1 คืน ทำให้มีโรงแรมรถไฟและบังกะโลไว้บริการ กระทั่งต่อมากรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงคนแรก พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ได้เริ่มเปิดวิ่งกลางคืน รถไฟไปเชียงใหม่มีเฉพาะรถเร็วและรถด่วน เท่านั้น จนมาถึงรัชกาลที่ 7 เริ่มนำเข้าหัวรถจักรดีเซล เริ่มวิ่งในชานเมือง ก่อนหมดยุคของตู้รถไฟไม้ในปี 2500 ช่วงรัชกาลที่ 8 และมาถึงยุครัชกาลที่ 9 ตอนต้น มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยรถไฟ เริ่มจากหัวหิน เป็นที่มาของโรงแรมรถไฟหัวหิน ถือได้ว่ารถไฟ เป็นการบุกเบิกความเจริญต่างๆ ให้ตามมา โดยไทย เป็นประเทศลำดับที่ 5 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เริ่มมีรถไฟ และได้พัฒนาจนกระทั่งปัจจุบัน”.

*ขอบคุณภาพ : ช่อง 3 /สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ /วันวิสข์ เนียมปาน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กลิ่นกาสะลองกาสะลองรถไฟยุคกาสะลองสถานีรถไฟเชียงใหม่รถไฟข่าวร้อนรถไฟไอน้ำข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้