ผบช.สตม.แถลงผลงาน ตร.ตม. ปิด 4 คดี จับผู้ต้องหาชาวต่างชาติ โดยคดีแรกตามหมายจับประเทศจีนจับหนุ่มฉ้อโกงคาสนามบิน ต่อมาจับชาวไนจีเรียเครือข่ายแก๊งโรแมนซ์สแกม คดีที่สามจับชาวปากีฯหลบหนีเข้าเมือง และสุดท้ายจับยากูซ่า เผาบ้านเพื่อนร่วมชาติแล้วขู่ฆ่านักธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทย
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 9 ก.ค.62 ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง รรท.ผบช.สตม. พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม. พร้อมเจ้าหน้าที่ ตม. แถลงข่าวรวมผลจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับฉ้อโกงคนจีน คดีแก๊งโรแมนซ์สแกม และผลการกวาดล้างชาวปากีสถานผิดกฎหมาย
พล.ต.ท.สมพงษ์ เปิดเผยคดีแรกจับกุม นายสี่ซิงหยิง (MR.XU Xingyin) อายุ 35 ปี ชาวจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับประเทศจีน ในคดีฉ้อโกงอสังหาริมทรัพย์ จับกุมบริเวณสนามบินดอนเมือง โดยนายสี่ อ้างตัวเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเหอเป่ยหลินหูพร็อบเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้ง และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ ทำการขายที่พักอาศัย 2 อาคาร เมื่อปี 2557 และมีผู้เสียหายจ่ายเงินดาวน์ไป 18 เดือน มูลค่า 10 ล้านบาท แต่นายสี่ไม่สามารถโอนอาคารให้แก่ผู้ซื้อได้ ตำรวจมณฑลเหอเป่ย ของประเทศจีน จึงออกหมายจับตั้งแต่ปี 2561 กระทั่งนายสี่ได้หลบหนีเข้าประเทศไทยมาตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. และถูกจับกุม
คดีที่สอง จับกุม นายยูเชนนา โจเซฟ อามูจิโอคู (MR.UCHENNA JOSEPH AMUJIOGU) ชาวไนจีเรีย อายุ 40 ปี และ น.ส.วาสนา กรรเจียก อายุ 36 ปี สามีภรรยา ผู้ต้องหาเครือข่ายแก๊งโรแมนซ์สแกม จับกุมที่บ้านพักในพัทยา โดยเจ้าหน้าที่สืยทราบว่า ช่วง พ.ค.-มิ.ย. ในพื้นที่ จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี มีคนร้ายตระเวนกดเงินตามตู้เอทีเอ็ม โดยมีการเปลี่ยนชุดและอำพรางใบหน้า และขอออกหมายค้นศาลจังหวัดพัทยา ในพื้นที่ สภ.พลูตาหลวง และจับกุมผู้ต้องหา
...
น.ส.วาสนา สารภาพว่า รับบัตรกดเงินสดจากนายยูเชนนา เพื่อไปกดเงินสดได้ส่วนแบ่ง 5% รวมถึงเงินค่าเปิดบัญชีครั้งละ 10,000-20,000 บาท โดยได้ก่อเหตุมานานกว่า 2 ปี ได้เงินประมาณ 2 ล้านบาท มีผู้เสียหายกว่า 12 ราย แจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตัวเป็นผู้อื่น, นำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ มีไว้เพื่อใช้และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดนมิชอบ” และแจ้งข้อหา “หลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ต่อนายยูเชนนา นำตัวส่ง สภ.หนองปรือดำเนินคดี
และคดีสุดท้าย ระดมกวาดล้างชาวปากีสถานผิดกฎหมาย อาทิ หลบหนีเข้าเมือง ไม่มีหนังสือเดินทาง และหนังสือเดินทางหมดอายุ รวม 48 ราย หลังจากนี้จะประสานไปทางองค์การข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ตรวจสอบคุณสมบัติของการเป็นผู้ลี้ภัย ให้อยู่ในสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมปลอดภัย เพื่อจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์ การล่วงละเมิดทางเพศ การกดขี่แรงงานต่างด้าวต่อไป
ต่อมา พล.ต.ท.สมพงษ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ ตม.ร่วมแถลงข่าวจับกุม นายคาซึฮิโกะ ยามาซากิ (MR.KATSUHIKO YAMAZAKI) สัญชาติญี่ปุ่น อายุ 62 ปี สมาชิกแก๊งยากูซ่า อิกานาว่า ผู้ต้องหาหนีหมายจับศาลจังหวัดอากิตะ คดีวางเพลิงเผาทรัพย์ ลงวันที่ 28 มิ.ย. 62 จับกุมใกล้ห้างดิโอลด์สยามพลาซ่า ถนนพาหุรัด เขตพระนคร กทม. ของวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา
พล.ต.ท.สมพงษ์ เปิดเผยว่า ทางการไทยรับการประสานจากทางการญี่ปุ่น ว่า นายคาซึฮิโกะ เป็นสมาชิกแก๊งยากูซ่าอิกินา ผู้ต้องหาตามหมายจับที่ทางการญี่ปุ่นต้องการตัว คดีวางเพลิงเผาทรัพย์ หลบหนีอยู่ในประเทศไทย จึงทำการตรวจสอบ พบว่าเข้ามาในไทยครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.62 ใช้วีซ่านักท่องเที่ยว จึงทำการสืบสวนจนสามารถจับกุมตัวได้ ก่อนทำการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาญาจักร พร้อมประสานทางการญี่ปุ่นมารับตัวกลับไปดำเนินคดี
ด้าน พล.ต.ต.พนัญชัย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบประวัติ นายคาซึฮิโกะ เป็นสมาชิกระดับกลางของแก๊งยากูซ่าอิกินา เป็นแก๊งขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มีความโหดเหี้ยมระดับต้นๆ ของแก๊งยากูซ่าในประเทศญี่ปุ่น เคยถูกดำเนินคดีในประเทศญี่ปุ่นกว่า 12 คดี มีทั้งทำร้ายร่างกาย และข่มขืน คดีสิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ปี 2549-2550 โดยล่าสุด มีการข่มขู่นักธุรกิจสมุนไพรชาวญี่ปุ่นในประเทศไทย เรียกเงิน 20,000 บาท แต่นักธุรกิจทราบว่าผู้ต้องหาเป็นแก๊งยากูซ่า จึงไม่ยอมให้เงิน ทำให้ผู้ต้องหาข่มขู่จะเผาบ้านนักธุรกิจที่ญี่ปุ่น กระทั่งลงมือเผาจริง ซึ่งขณะที่ผู้ต้องหาบินกลับไปญี่ปุ่น ยังข่มขู่ญาติของนักธุรกิจคนดังกล่าว หลังจากนั้นจึงกลับเข้ามาในไทย ข่มขู่นักธุรกิจคนเดิมอีกครั้ง โดยครั้งล่าสุดผู้ต้องหาบอกกับนักธุรกิจว่า ตนป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เดี๋ยวก็ตาย หากไม่ยอมอีกจะทำร้ายและฆ่า ทั้งนี้คนร้ายเข้าออกประเทศไทย ตั้งแต่ช่วง ก.พ.- ก.ค. 13 ครั้ง ใช้วีซ่านักท่องเที่ยวอย่างถูกกฎหมาย.
...