Thairath Logo
กีฬา

จากวังบูรพาภิรมย์ เผชิญชีวิตเสี่ยงตาย Ep.2 "เจ้าหญิงพเนจร" ลาจากน้องชายตลอดกาล

Share :
line-share-logo

“หลังจากดิฉันต้องห่างจากอกแม่แท้ๆ ไปตั้งแต่พระชันษา 4 ปี ขณะกำลังศึกษายังโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ก็มีโอกาสได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ที่วังเทวะเวสม์ และต้องใช้ชีวิตร่วมกับพี่น้องรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่ทางท่านแม่ได้อุปถัมภ์ไว้ คือ ม.จ.พันธุ์ภาณุ ภาณุพันธุ์ พี่ชายใหญ่, ม.จ.สุริยพันธุ์ ภาณุพันธุ์, ม.จ.พิพัฒน์พันธุ์พงศ์ ภาณุพันธุ์, ม.จ. อุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ รวมดิฉันด้วยเป็น 6 คน ต่อมาดิฉันได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนราชินี เหมือนๆ กับท่านหญิงองค์อื่นๆ ส่วนคณะท่านชายไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล”

ชีวิตเจ้าหญิงพเนจรของ "หม่อมเจ้าประภาพันธุ์ ภาณุพันธุ์" ร้อยเรียงเรื่องราวมาสู่ EP.2 ภายหลังประทานพระอนุญาตให้ นางสาวกันต์ปินัทธิ์ สถิรกุล เข้าเฝ้า ณ พระตำหนักริมน้ำส่วนพระองค์ ทรงถ่ายทอดเรื่องราว เผยแพร่ข้อมูลแก่ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ (จากวังบูรพาภิรมย์ พเนจรพลัดถิ่น EP.1 ชีวิตเจ้าหญิงวัย 4ขวบ หลังสิ้นเสด็จพ่อ)

เท้าความย้อนกลับไป “เพราะเหตุใดจึงต้องเสด็จออกจากวังบูรพาภิรมย์

"หลังจากที่ดิฉันให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ไปใน Ep.1 มีผู้คนต่างพากันสงสัยว่าเหตุใดกัน ภายหลังจากเสด็จพ่อสิ้นพระชนม์ ดิฉันมิสามารถอาศัยอยู่ในวังบูรพาภิรมย์กับท่านแม่และคนอื่นๆ ได้เหมือนเคย นั่นเป็นเพราะท่านแม่เป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดา พวกเราต้องถูกเลี้ยงดูอบรมโดยพี่น้องซึ่งมีหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์เป็นผู้อุปถัมภ์ตามธรรมเนียมประเพณี เหตุนี้เองดิฉันจึงต้องไปอยู่กับพระองค์เจ้าหญิงเฉลิมเขตรมงคล ตั้งแต่วัย 4 ขวบ"

ส่วนวังบูรพาภิรมย์ในช่วงแรกต้องปล่อยทิ้งร้าง และปล่อยให้โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งเช่าสถานที่ทำการต่อไป ยอมรับว่าทุกวันนี้ยังรู้สึกคิดถึง และเคยกลับไปเยี่ยมเยียนสถานที่แห่งนั้นเสมอ พร้อมกับนึกถึงภาพความทรงจำที่แสนงดงาม โดยเฉพาะรูปปั้นสิงโตที่วางไว้หน้าวัง สนามกว้างในวัยเยาว์เมื่อเราโตขึ้นวันนี้จึงดูแคบลงไปมาก อดไม่ได้ที่จะคิดถึงความสุขความอบอุ่นของครอบครัวเรา หากเสด็จพ่อยังอยู่ พวกเราคงได้ใช้ชีวิตและเติบโตพร้อมหน้าพร้อมตาพี่น้อง (จากวังบูรพาภิรมย์ พเนจรพลัดถิ่น EP.1 ชีวิตเจ้าหญิงวัย 4ขวบ หลังสิ้นเสด็จพ่อ)

ภาพดังกล่าว หม่อมเจ้าประภาพันธุ์ ภาณุพันธุ์" ได้ประทานให้ ทางทีมข่าวเจาะประเด็น นำมาเผยแพร่
ภาพดังกล่าว หม่อมเจ้าประภาพันธุ์ ภาณุพันธุ์ ได้ประทานให้ ทางทีมข่าวเจาะประเด็น นำมาเผยแพร่

สู่วังเทวะเวสม์ ในความดูแลของแม่แท้ๆ กับชีวิตธรรมดาสุดเรียบง่าย

“เป็นระยะเวลากว่า 5 ปี ที่ดิฉันต้องย้ายไปอยู่ในความดูแลของท่านอา กระทั่งดิฉันกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมปีที่ 3 มาศึกษาต่อยังโรงเรียนราชินี ในทุกวันดิฉันนั่งรถสามล้อไปเรียน โดยมีตาจันทร์ เป็นคนถีบสามล้อไปส่ง รับประทานอาหารปิ่นโตซึ่งห้องเครื่องของวังจัดให้ตามเคย ตอนเย็นกลับโดยรถโรงเรียน ภายในรถก็มีเพื่อนๆ มากมาย พูดคุยกันสนุกสนานเฮฮาตลอดทาง ยังไม่ทันไรเผลอแป๊บๆ ถึงจุดหมายปลายทางเสียแล้ว”

จำได้ว่ามีความสุขเหลือเกินเนื่องเพราะมีเด็กๆ เยอะ หลานๆ ท่านแม่สายเทวกุลหลายคน ทุกวันเสาร์อาทิตย์โรงเรียนหยุดเด็กๆ จะมาวิ่งเล่นเต็มสนาม เล่นวิ่งเปี้ยว ไม้หึ่ง ตี่จับ โปลิศจับขโมย กระโดดเชือก ฯลฯ ส่วนเรื่องการเรียนตอนนั้นอยู่ในขั้นที่ว่าดีมาก ชอบศึกษาหาความรู้ในทุกๆ วิชาที่ครูสอนอย่างตั้งอกตั้งใจ

“พอขึ้นมัธยมก็ย้ายมาอยู่โรงเรียนราชินีบน (บางกระบือ) ขึ้นรถรางไปกลับไม่ต้องใช้เงิน เพราะเราใช้ตั๋วรถรางฉีกเป็นเล่มๆ เวลานั่งรถก็สนุกมากๆ มีเพื่อนนักเรียนหลายแห่ง ดิฉันยังคงได้เงินไปโรงเรียนวันละ 5 สตางค์เหมือนเดิม และทุกเย็นจะต้องเหลือเงิน 2 สตางค์มาซื้อเจ๊กหาบตือฮวนเข้ามาขาย ดิฉันชอบข้าวเหนียวตือฮวนมากๆ ร้านค้าจะเป็นเพียงม้านั่งรอบหาบตือฮวนเล็กๆ บางวันก็จะมีเจ๊กหาบเส้นหมี่ลูกชิ้นเนื้อวัวมาขาย เด็กๆ จะนั่งรออุดหนุนกันคนละชาม หากวันไหนไม่มา ก็เก็บเงินไปหยอดลงกระปุกออมสิน”

สอบได้เลขตัวเดียวจนจบมัธยม 8 ได้รางวัลเป็นเงิน 1 บาท

“ชีวิตนักเรียนที่โรงเรียนราชินีบน เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ชั้นมัธยม 1 - 8 ด้วยความที่เป็นเด็กเรียนดี ก็จะสอบได้เลขตัวเดียวเสมอ และหากเทอมไหนสอบได้ที่ 1 ก็จะได้รางวัลจากท่านแม่เป็นเงิน 1 บาท แต่ถ้าเทอมไหนผลสอบลำดับลดลงก็จะถูกตำหนิ ทุกวันหยุดท่านแม่จะให้พวกเรานั่งรอบๆ ท่าน ท่านเป็นผู้ออกโจทย์เลขต่างๆ ให้เราทุกคนได้คิด ใครคิดได้ก่อนให้วิ่งมากระซิบข้างหู สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเราเก่งเลขมากขึ้น”

ภาพวังเทวะเวสม์ (ขอบคุณเจ้าของภาพ)

ท่านแม่น้ำพระทัยดี ในทุกคืนท่านแม่จะเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน ขณะเดียวกันดิฉันก็ถวายงานนวดบ้าง บางคราทรงให้เหยียบถวายเพื่อผ่อนคลายพระองค์ ยามที่พวกเราไม่สบายท่านทรงรักษาเก่ง ทำกับข้าวให้รับประทาน วัดปรอท เช็ดตัว ฯลฯ เพราะท่านเป็นอาสาสภากาชาด

"ขณะเรียนชั้น ม.1 มีเรื่องที่ลืมไม่ลง คือเกิดน้ำท่วมใหญ่ เราต้องพายเรือไปโรงเรียน ต่อมาเราต้องหยุด เรามีเรือบดเล็กๆ ก็หัดพายกันไป วันหนึ่งพายเรือบดไปหัวลำโพง มีเรือสำปั้นสวนมาลำใหญ่ชนพวกเราเด็กๆตกน้ำ และไม่มีใครว่ายน้ำเป็นเลยแม้คนเดียว ซึ่งน้ำสูงขึ้นมาระดับอกพวกเรารู้สึกตื่นตกใจมาก พอช่วยกันกู้เรือได้ก็รีบพายกลับบ้านในสภาพเปียกปอน"

เรียนชั้น ม.4 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินทิ้งระเบิด ศพลอยเต็มท่าน้ำ

"โรงเรียนหยุดยาวไม่มีการเรียนการสอน เครื่องบินทิ้งระเบิดตลอดทั้งวัน ซึ่งตอนนั้นประเทศไทยเข้าข้างประเทศญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเข้ามาในไทย ตรงกับช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 8 และหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป.พิบูลสงคราม) เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พวกเราต้องวิ่งหลบลงไปในหลุมหลบภัย เมื่อได้ยินเสียงหวูดเตือนเวลาเครื่องบินมาทิ้งระเบิด และเมื่อเครื่องบินโจมตีจนหมดรอบ เสียงหวูดก็จะดังขึ้นอีกครั้งให้สัญญาณว่าปลอดภัยแล้ว พวกเราจึงออกมาได้"

สงครามโลกครั้งที่ 2
สงครามโลกครั้งที่ 2

วันหนึ่งพวกเราไปเล่นน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ในบริเวณวังเทวะเวสม์ หันไปเห็นซากศพลอยเต็มแม่น้ำ หัวขาดบ้าง แขนขาดบ้าง เพราะเครื่องบินมาทิ้งระเบิดลงที่สะพานพระรามหก จากนั้นท่านแม่จึงตัดสินพระทัยนำพวกเราอพยพหนีสงคราม ไปอยู่บ้านริมคลองสามรังสิต พวกเราได้สัมผัสบรรยากาศอีกแบบโดยไม่รู้สึกว่ามันคือความยากลำบาก ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยทราบขณะพักอาศัยในวัง ต้องพายเรือไปเข้าห้องน้ำไกลจากบ้าน เห็นพ่อค้าพายเรือสวนกัน เอาลูกเป็ดลูกไก่มาขายน่าเอ็นดู พวกเราจึงซื้อมาเลี้ยงกันไว้ใต้ถุนบ้าน

"ชีวิตอพยพก็สนุกตามประสาเด็กๆ แต่ผู้ใหญ่กลับมีความกังวลใจมากเพราะเป็นห่วงพะวงวังที่ในกรุงเทพฯ เกรงว่าจะโดนระเบิด เมื่อเหตุการณ์เริ่มคลี่คลาย ท่านแม่ก็พากันพายเรือกลับเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง ถึงกระนั้นก็ตามที อยู่ที่วังได้ไม่นานต้องพายเรือพากันหนีไปหลบอยู่ที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบ้านที่ปลูกริมคลอง เช้าเล่นน้ำ เย็นวิ่งเล่นในทุ่งนา พวกเราช่วยกันเก็บข้าวที่ชาวนาเหลือทิ้ง มาให้เป็ดไก่ที่ทิ้งไว้ได้กิน ท้ายที่สุดท่านแม่เห็นว่าเราไม่ได้เรียนหนังสือกันนานมากจึงสนุกไปกันใหญ่ จึงส่งให้ไปเข้าโรงเรียนประจำ ซึ่งโรงเรียนราชินีก็ย้ายมาเปิดสอนชั่วคราวที่ อ.ผักไห่”

อยู่โรงเรียนประจำ ต้องมีวินัย จบม.8 สอบเข้าอักษรฯ จุฬาฯ

“กฎระเบียบของบ้านแต่ละหลังในโรงเรียนประจำ ต้องการฝึกให้ทุกคนมีระเบียบวินัย แต่ดิฉันถูกฝึกมาอย่างดีจึงไม่มีอะไรยากลำบาก พวกเราต้องตื่นเช้าเข้าแถวเข้าห้องน้ำ ปล่อยหนักและเบาที่ท่าแพปลาแขยงกินเรียบไม่เหลือ แต่สิ่งที่เป็นภาพติดตามาถึงวันนี้คือ นั่งเรียนหนังสือไป มองออกนอกหน้าต่าง เห็นพิธีเผาศพกองรวมกันกลางแจ้ง ล้วนแล้วเป็นศพคนตายจากการทิ้งระเบิดในสงคราม เป็นแบบนี้ทุกๆ วัน"

โรงเรียนราชินี ในอดีต

เรียนหนังสือที่นี่ดิฉันชอบมาก เรียนวิชาคำนวณเลขคณิต ชีวิตที่นี่มีความสุขตามประสาเด็กนักเรียนอีกเช่นเคย ในขณะที่ทหารไทยต้องออกไปสู้รบเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง สิ่งนี้ทำให้เราหยุดรู้สึกสงสารไม่ได้ เราสุขแต่ประเทศชาติต้องเหน็ดเหนื่อย ไม่นานนักสงครามสงบลงถาวร พวกเราต้องเดินทางกลับไปเรียนต่อที่โรงเรียนราชินี กรุงเทพมหานคร

“เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ดิฉันเลือกที่จะเรียนต่อ 7 และ 8 จึงเลือกเรียนสายศิลป์ต่อที่โรงเรียนราชินีบน และเมื่อจบ ม.8 ได้สอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนน้องตุ๊ หม่อมเจ้าสุริยพันธุ์ ภาณุพันธุ์ เมื่อเรียนจบ ม.8 ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ในใจของน้องตุ๊อยากเข้าเรียนเกษตร และสมัยนั้นมหา'ลัยที่ดีที่สุดคือ “แม่โจ้” แต่น้องตุ๊สอบไม่ติด จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านโดยนั่งรถไฟเพื่อหนีไปทำอาชีพเกษตรกรที่จังหวัดน่านโดยไม่บอกใคร”

"น้องตุ๊" หม่อมเจ้าสุริยพันธุ์ หนีหายไป คือครั้งสุดท้ายที่จากกันตลอดกาล

ในสมุดบันทึกของน้องตุ๊ ที่ดิฉันได้มีโอกาสอ่านในภายหลังแล้วน้ำตาไหล น้องตุ๊บันทึกเอาไว้ตั้งแต่วันออกเดินทาง น้องตุ๊ต้องแอบนั่งพรางตัวอยู่บนรถไฟ เมื่อเห็นผู้หญิงใส่ชุดนักศึกษาเดินผ่านมา ก็กลัวว่าจะเป็นดิฉันมาตามตัวกลับไป ซึ่งหากย้อนเวลากลับไปได้ ดิฉันอยากจะบอกกับตุ๊น้องรักว่า หาเราเจอกันก่อนที่น้องจะออกเดินทาง พี่จะไม่ห้ามปรามแต่อย่างใด แต่จะให้กำลังใจน้องไปเดินตามความฝัน

“ใครจะไปเชื่อว่า นั่นคือการจากลาครั้งสุดท้ายของดิฉันกับน้องชายอันเป็นที่รักยิ่ง เราไม่มีโอกาสได้ติดต่อกันเลย ไม่รู้ว่าน้องกินนอนอย่างไร มีมิตรสหายเป็นใครบ้าง แต่ในบันทึกของน้องระบุไว้ว่า ได้หนีขึ้นรถไฟไปพำนักอยู่ในป่าลึก เริ่มจากการเลี้ยงไก่ 1 คู่ จากนั้นได้ขยายออกไปเป็นร้อยๆ ตัว แต่ช่างโชคร้ายเหลือเกินที่ยุงป่าได้กัดน้องจนเป็นไข้นอนห่มผ้าป่วยอยู่หลายวัน ประกอบกับช่วงนั้นเป็นเทศกาลสงกรานต์ ใครเดินผ่านไปมาต้องสาดน้ำอวยพร น้องตุ๊จึงป่วยหนักขึ้นไม่มีใครดูแลหาข้าวปลา หายาให้กิน กระทั่งเสียชีวิตในที่สุด”

น้ำท่วมกรุงเทพฯ

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ในตอนนั้นยังไม่ทราบว่าน้องตุ๊เป็นหม่อมเจ้า แต่พอทราบเรื่องก็ได้รีบเชิญพระศพไปไว้ที่วัดหลวงของจังหวัดน่าน แต่เหตุที่มาทราบเพราะเห็นเหรียญพระรูปทูลหม่อมปู่ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ห้อยอยู่ที่คอ จึงได้แจ้งมาที่ท่านแม่ เพื่อให้รับทราบ ท่านแม่จึงเดินทางไปจังหวัดน่าน แต่ไม่อนุญาตให้พวกเราไปด้วย การทำพิธีเผาศพทำอย่างเรียบง่าย

“ในสมัยเรียน น้องตุ๊เป็นคนเรียนไม่เก่ง คิดเลขช้า และมักจะถูกท่านแม่ตีอยู่เสมอ การทำเกษตรจึงเป็นอาชีพที่น้องจริงจังตั้งใจมาก สมุดบันทึกที่น้องทิ้งไว้เบื้องหลัง ดิฉันได้อ่านมันทุกบทตอน น้ำตาไหลเมื่อคิดถึงน้อง และจดจำน้องไว้ตลอดไป”

จบอักษรจุฬาฯ รับพระราชทานปริญญาจากในหลวง ร.9

“ดิฉันตั้งใจเรียน และชอบเล่นกีฬา ทำกิจกรรมทุกอย่าง เป็นเหตุให้ต้องกลับวังค่ำมืด จนท่านแม่ไม่พอพระทัย แต่เมื่อสำเร็จการศึกษา คือความภาคภูมิใจที่สุดของท่านแม่ เสด็จไปทอดพระเนตรดิฉันขึ้นรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

*** หลังจากนั้นหม่อมเจ้าประภาพันธุ์ ภาณุพันธุ์ ทรงต้องย้ายวังอีกครั้ง และเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ทว่าพระองค์ยังทรงจำเรื่องราวขณะพำนักอยู่ในวังเทวะเวสม์ได้ทุกบทตอน และความทรงจำที่ดีที่สุดของชีวิตคือ ทรงได้เป็นเพื่อนเล่นร่วมวังกับ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนราชินี ความประทับใจกับเรื่องราวทั้งหมดจะดำเนินต่อไปอย่างไร ติดตามอ่านกันใน Ep.3 ซึ่งเป็นตอนจบของเจ้าหญิงพเนจร

เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

- เรื่องเล่าประทับใจ "รอยแย้มพระสรวล พระราชอิริยาบถ รัชกาลที่ 10" ในความทรงจำท่านหญิง

- ร่าเริง อ่อนโยน เรียบง่าย "พระองค์ภา" เหลนคนโปรด ในสายพระเนตรคุณทวด

- จากวังบูรพาภิรมย์ พเนจรพลัดถิ่น EP.1 ชีวิตเจ้าหญิงวัย 4ขวบ หลังสิ้นเสด็จพ่อ

- จากวังบูรพาภิรมย์ เผชิญชีวิตเสี่ยงตาย Ep.2 "เจ้าหญิงพเนจร" ลาจากน้องชายตลอดกาล

- จากวังบูรพาภิรมย์ ลาออกฐานันดรศักดิ์ EP.3 เจ้าหญิงพเนจร สู่บั้นปลายที่เลือกเอง

อ่านเพิ่มเติม...
ประภาพันธุ์ ภาณุพันธุ์ประภาพันธุ์ กรโกสียกาจพเนจรพลัดถิ่นวังบูรพาภิรมย์ข่าวร้อน