รองเลขาฯ อย.เผยเตรียมนำกัญชาของกลางกว่า 30 ตันจาก ป.ป.ส.ไปตรวจสอบหาสารปนเปื้อน หากผ่านจะนำไปสกัดทำน้ำมันกัญชา รองรับการใช้ให้เพียงพอภายในประเทศ คาดรู้ผลภายในเดือนนี้ เผยมีผู้ป่วยจากผลข้างเคียงการใช้น้ำมันกัญชาแล้วหลายราย มีอยู่รายเหยาะใส่ใต้ลิ้น 40 กว่าหยดแล้วดื่มไวน์ตาม ทำให้ประสาทหลอน ต้องนอน โรงพยาบาล 2 วัน ด้านประธานมูลนิธิข้าวขวัญระบุระหว่างเดินรณรงค์ถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดว่าน้ำมันกัญชาในตลาดใต้ดินมีความเข้มข้นสูง อาจเกินขีดจำกัดของผู้ป่วยบางรายจะรับได้

เตรียมหาทางผลิตน้ำมันกัญชาใช้ให้เพียงพอภายในประเทศ โดยเมื่อวันที่ 23 พ.ค. นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลผู้มาแจ้งครอบครองกัญชา ขณะนี้รวมแล้วมีอยู่ประมาณ 2.2 หมื่นราย ในจำนวนนี้มี 2.1 หมื่นราย หรือร้อยละ 90 แจ้งว่า เป็นผู้ป่วย แต่ในจำนวนที่แจ้งนั้นป่วยเป็นโรคจำเป็นต้องใช้กัญชาจริงไม่ถึง 100 ราย ถ้ารวมกับผู้ป่วยกลุ่มอื่นก็มีอยู่ประมาณ 2-3 พันราย นอกจากนี้ผู้ติดกัญชาเราก็ถือว่าเป็นผู้ป่วยที่ต้องให้การรักษาเช่นกัน ส่วนประเด็นที่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตน้ำมันกัญชาได้เอง หรือมีไม่เพียงพอนั้น มาตรการที่จะทำเป็นอันดับแรกคือ นำกัญชาของกลางจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กว่า 30 ตัน ส่งไปตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่ามีสารโลหะหนักหรือยาฆ่าแมลงต่างๆปนเปื้อนหรือไม่ หากไม่มีหรืออยู่ในระดับที่รับได้ ก็จะให้หน่วยงานที่มีความสามารถนำไปสกัดน้ำมันออกมาใช้ มาตรการต่อมาคือ ขณะนี้ อย.ได้รับบริจาคน้ำมันกัญชามาจำนวนหนึ่ง และมีรายงานจากต่างจังหวัดว่ามีน้ำมันกัญชาของกลางอีกจำนวนหนึ่งอยู่ ทั้ง 2 มาตรการนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ ความปลอดภัย คาดเสร็จสิ้นภายในเดือนนี้

“กรณีที่ต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมันกัญชาจากต่างประเทศ ต้องพิจารณาว่าจะให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) หรือสภากาชาดไทยเป็นผู้นำเข้า เพราะ 2 หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่มีการนำเข้ายาจำเป็นต่างๆมาใช้ในประเทศอยู่แล้ว ส่วนที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าบริษัทต่างชาติจะเข้ามานั้นไม่จริง เพราะหากบริษัทยาต่างชาติจะเข้ามาขาย ต้องผ่านการอนุญาตของหน่วยงานรัฐที่มีหลายขั้นตอน” นพ.สุรโชค กล่าว

นพ.สุรโชคยังกล่าวถึงกรณีมีผู้ป่วยถูกหามส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเพราะเกิดผลข้างเคียง จากการทดลองใช้น้ำมันกัญชาว่า เป็นการรายงานด้วยวาจาจากกลุ่มแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ ยังไม่ได้รายงานอย่างเป็นระบบ จึงไม่ทราบจำนวนที่ชัดเจน อยู่ระหว่างประสานขอจัดเก็บข้อมูลและรายงานอย่างเป็นระบบ เตรียมรายงานต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการ อย. ทราบทันทีที่กลับจาก ประชุมองค์การอนามัยโลก

ด้าน นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ อายุรแพทย์ผู้ เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจและหัวหน้าห้องฉุกเฉิน รพ.วิชัยยุทธ กล่าวถึงกรณีมีผู้ป่วยใช้น้ำมันกัญชาเกินขนาดมารักษาที่ห้องฉุกเฉินของ รพ.วิชัยยุทธ ว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวเป็นชายอายุ 28 ปี ภรรยาเป็นผู้เรียกรถฉุกเฉินมาส่ง มีอาการประสาทหลอน รวมทั้งคลื่นไส้อาเจียน พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ฟังไม่รู้เรื่อง หัวใจเต้นเร็ว จากการเจาะเลือด พบเม็ดเลือดขาวสูงกว่าคนปกติ 2 เท่า การรักษาเนื่องจากไม่มียาถอนพิษกัญชา จึงต้องรักษาตามอาการโดยให้น้ำเกลือ ผู้ป่วยรายนี้นอนรักษาตัวอยู่ 2 วันจึงหายเป็นปกติ ตรวจสอบประวัติพบผู้ป่วยรายนี้มีปัญหานอนไม่หลับ ดื่มไวน์เป็นประจำ จึงไปหาน้ำมันกัญชามาใช้ร่วมกับการดื่มไวน์ เป็นการเสริมฤทธิ์กัญชาในเรื่องของการหลอนประสาท ทั้งนี้ ผู้ป่วยเริ่มใช้ตอนประมาณเที่ยงคืนของวันที่เกิดเหตุ ใช้ประมาณ 1 หยดแต่ยังนอนไม่หลับ จึงเพิ่มไปอีก 2-3 หยดจนรู้สึกผ่อนคลาย ก่อนหยดใต้ลิ้นต่อไปเรื่อยๆ จนถึงตีสามรวมประมาณ 40 หยด เป็นการใช้เกินขนาด แต่การใช้มากขนาดนี้ยังไม่มี รายงานในโลกว่าน้ำมันกัญชาทำให้เสียชีวิต แต่เป็นสาเหตุอื่นที่ทำให้เสียชีวิต อาทิ ใช้ระหว่างขับรถ หรือทำงานกับเครื่องจักร

“ผมสอบถามหมอที่ทำงานในห้องฉุกเฉินทราบมีคนไข้ 3-4 คนมารักษาด้วยอาการผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันกัญชา คาดว่าโรงพยาบาลอื่นก็คงเจอเหตุการณ์นี้ เพราะมีการให้ข้อมูลผ่านโลกโซเชียลว่าสามารถรักษาได้ถึง 39 โรค ผมเป็นห่วงเพราะบางโรค ยังรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันได้ เช่น โรคเอดส์ แต่กลับทิ้งการรักษาไปใช้กัญชา ซึ่งยังไม่มีข้อมูลว่ารักษาได้ ทำให้ไวรัสเพิ่มจำนวนจนเป็นอันตราย สุดท้ายต้องใช้ยาสูตรใหม่ราคาแพงขึ้น ไปตลอดชีวิต หรืออย่างโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหลอดเลือดสมอง เมื่อหยุดยาจะทำให้เกิดอันตราย” นพ.มนูญกล่าว

ทั้งนี้ นพ.มนูญระบุด้วยว่า กัญชาเหมาะกับการรักษาโรคที่ยาแผนปัจจุบันรักษาไม่ได้แล้ว อาทิ มะเร็งระยะสุดท้าย เพื่อให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น เมื่อถึงเวลาก็จากไปอย่างสงบหรือโรคที่ยาแผนปัจจุบันใช้ไม่ได้แล้ว อย่าง 4 กลุ่มโรค เช่น ปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ปวดประสาท ลมชักในเด็ก คลื่นไส้อาเจียน จากเคมีบำบัด นอกจากนี้ การหยดน้ำมันกัญชาใต้ลิ้นแล้วล้มตัวลงนอน อาจทำให้สำลักน้ำมัน หรือน้ำมันอาจไหลลงหลอดลมและปอด โดยเฉพาะผู้สูงอายุจะทำให้เกิดการสะสมในปอดจนอักเสบ ทำให้หายใจลำบากและรักษาได้ยาก เป็นอันตรายที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ การใช้ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยเริ่มใช้จากปริมาณน้อยแล้วค่อยๆเพิ่มในระยะเวลาที่ห่างออกไป

...

วันเดียวกัน นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ผู้ริเริ่มคิดค้นและแจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาโรคมะเร็งร่วมกับตัวแทน 11 องค์กรและเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 200 คนเดินเท้ารณรงค์ถอดกัญชาพ้นบัญชียาเสพติด เพื่อผู้ป่วย โดยเดินจากวัดโพธิ์ไทรงาม ต.โพธิ์ไทรงาม อ.บึงนาราง จ.พิจิตร ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. ถึงวัดหนองแพงพวย อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ ก่อนขึ้นเวทีบรรยายพิเศษและเสวนาความรู้เรื่องอาหาร สมุนไพรและกัญชากับการพึ่งพาตนเอง นายเดชาเปิดเผยว่า เรื่องที่มีผู้รับน้ำมันกัญชาไปรักษาแล้วเกิดอาการวูบคลื่นไส้ ตามที่เป็นข่าวนั้น อาจเกิดจากน้ำมันกัญชาเข้มข้นเกินไป เพราะน้ำมันกัญชาที่ขายอยู่ตามตลาดใต้ดินมีความเข้มข้นสูงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนของตนเข้มข้นเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ ทานแค่พอให้หายเจ็บปวดไม่ใช่เกินขีดที่จะรับได้ของแต่ละคน