ไม่ใช่แต่เฉพาะคนมีอายุรุ่นพ่อรุ่นแม่ หรือปู่ย่าเราเท่านั้นที่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตจนกลายเป็นตำนานเล่าขานร่ำลือถึงความขยันอดทน จนรวยเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก เพราะวัยรุ่นวัยทำงานยุคสมัยนี้เขามีความทะเยอทะยานและวางเป้าหมายอนาคต มีบ้าน มีรถ มีธุรกิจที่เป็นของตัวเองอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องเดินไปกรอกใบสมัครงานเป็นลูกจ้างรับเงินเดือนใครที่ไหน แน่นอนว่าฝันสูงสุดของทุกคน อยากจะสร้างธุรกิจของตัวเองให้เติบโตไต่ระดับเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าในอนาคต บุคคลที่ขยันตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินเหล่านี้ จะมีชื่อชั้นรวยติดอันดับโลกก็เป็นได้
หลายคนฝันอยากมีธุรกิจส่วนตัว แต่ "เธอและเขา ไม่เคยฝัน" หากทว่าทำมันให้เกิดขึ้นจริงโดยไม่รีรอให้โชคชะตานำพาบุญมาหล่นทับ "ซัน" เด็กหนุ่มวัย 29 ปี เจ้าของร้านเนยเบเกอรี่ ปากน้ำ และ "หน่อย" working woman วัย 34 ปี เจ้าของร้านลูกชิ้นจัง ทั้งคู่เริ่มจากจุดเล็กๆ สานต่อความสำเร็จด้วยธุรกิจของตัวเอง จนวันนี้เดินมาถึงครึ่งทางแห่งความพึงพอใจ ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ นำเสนอเรื่องราวการดำเนินธุรกิจของทั้ง 2 ให้เป็นแนวทางใช้ชีวิตค่ะ
...
"เนย เบเกอรี่" ตำนานความอร่อย 30 ปี เปิดที่ปากน้ำ
น้องซัน หรือ คุณจามร แก้วกนกวิจิตร หนุ่มน้อยวัย 29 ปี กลับมาสานต่อกิจการครอบครัวเต็มตัวภายหลังเรียนจบจากประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความที่ตัวเขาเติบโตมาด้วยน้ำพักน้ำแรงร้านขายขนมปัง พ่อ-แม่ ทำมาค้าขายตั้งแต่เขายังไม่เกิด และแน่นอนว่า เลือดนักขายต้องเข้มข้นไม่แพ้ใคร เพราะถึงแม้จะเรียนจบสูงแค่ไหน เป้าหมายในชีวิตเขาคือการพัฒนาร้านขนมปังให้เข้ากับทุกยุคสมัย ยกระดับความพึงพอใจลูกค้า
"พ่อแม่ซันเป็นคนขยัน ซันเห็นเขาทำงานมาตั้งแต่จำความได้ และตัวซันเองก็เป็นเจ้าของร้านนี้ตั้งแต่เล็กมาจนโต ซันช่วยพ่อแม่ทำทุกอย่างในร้าน ตั้งแต่คิดสูตร คิดไส้ คิดชื่อขนมปัง นวดแป้งขนมปัง ขายเองหน้าร้าน รวมไปถึงขับรถส่งของตามสาขาและลูกค้าต่างๆ อุปสรรคในการทำธุรกิจแน่นอนว่าต้องมีอยู่แล้ว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแก้ปัญหาข้ามผ่านไปอย่างไร ตอนซันเด็กๆ พ่อแม่ก็จะเป็นผู้นำขับเคลื่อน พอเริ่มมีวุฒิภาวะและคิดได้เยอะขึ้นกว่าเดิม ก็เลยสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำ (5555) คือซันอยากให้ร้านนี้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีขนมปังแบรนด์ดังๆ มากมาย ทั้งของเมืองนอกเมืองไทยตั้งขายตามห้าง ตรงนี้คือสิ่งที่ซันต้องตีโจทย์ให้แตกว่าจะนำพาร้านต่อไปอย่างไรให้สู้ร้านที่มีนายทุนใหญ่ๆ ได้"
ขนมปังราคาไม่แพง กำไรน้อย อาศัยขายเยอะ
"อย่างที่บอกว่าร้านขนมปังของซัน เป็นธุรกิจครอบครัวไม่ได้มีนายทุนที่ไหน กำไรในการขายวันหนึ่งไม่มาก และไม่ได้ทำให้รวยขึ้นได้ในพริบตา อย่างขนมชิ้นละ 10-20-30 บาท สมัยก่อนวันหนึ่งกำไรไม่เยอะ แต่เราอาศัยทำออกมาให้อร่อย ใช้วัตถุดิบที่ดีคุณภาพที่ดีและราคาไม่เอาเปรียบผู้บริโภค เราก็สามารถขายได้ในปริมาณมากๆ ต่อวัน กำไรมันก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ และเมื่อขนมปังของเรามีคุณภาพเข้าถึงลูกค้า มีลูกค้าประจำ เราก็สามารถขยายสาขาใหม่ รวมไปถึงนำขนมไปส่งตามเจ้าขายปลีกในแต่ละวัน ซึ่งซันก็เป็นคนขับรถไปส่งเองตลอด ข้อดีของการทำอะไรด้วยตัวเองคือ เราจะได้รู้ผลตอบรับจากปากของคนที่รับขนมเราไปขาย เหมือนๆ กับการได้ยืนขายหน้าร้านเอง หากลูกค้าประจำมาซื้อหรือติชมอะไรเราก็รับไว้พิจารณาปรับปรุงแก้ไข รวมไปถึงการลงมือทำขนมเองด้วย"
เรียนจบสูง ไม่อยากทำงานประจำ
"อย่างที่บอกไปว่าถึงแม้ธุรกิจของเราจะไม่ได้ใหญ่โตเป็นพันล้านหมื่นล้านในวันนี้ แต่วันข้างหน้าใครจะไปรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น หากทว่าทุกคนในครอบครัวร่วมแรงร่วมใจกัน และไม่ดูถูกเงินน้อย 1 บาท 2 บาท ก็มีค่าสำหรับซัน วันนี้ร้านเนยเบเกอรี่ เดินทางมาถึงจุดหนึ่งที่ประสบความสำเร็จและสร้างความภาคภูมิใจให้คนทั้งครอบครัว ในสมองเลยไม่เคยคิดจะทำงานประจำ คิดแค่ว่าจะทำอะไรให้ร้านเราพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป ทำยังไงให้ร้านเรามีลูกค้าเพิ่มขึ้น รวมไปถึงพัฒนาคุณภาพ สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าด้วย ส่วนอนาคตร้านจะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหนนั้นคือสิ่งที่เราก็คาดหวังว่า ทุกสิ่งทุกอย่างต้องควบคู่กับชื่อเสียงคุณภาพ"
...
จากขนมปังสู่คาเฟ่ชานมไข่มุก
"ก็อย่างที่บอกว่าพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างเรื่องดื่ม ก็เริ่มมีเข้ามาสักพักใหญ่แล้ว ลูกค้าจะเลือกสั่งควบคู่กับขนมปังซึ่งก็เป็นรายได้อีกทางนึงที่เพิ่มเข้ามา และอนาคตอันใกล้นี้กำลังจะเปิดขายชานมไข่มุก ด้วยความที่ชอบเป็นการส่วนตัวและสามารถตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่นได้หลากหลาย เหตุนี้คาเฟ่ชานมไข่มุกจึงกำลังจะเปิดตัว"
ไม่ได้มีความทะเยอทะยานที่จะรวยให้เท่าคนอื่น
"ซันไม่แข่งกับใครนะ ซันแข่งกับตัวเอง และประกอบเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัว ถึงกำไรจะไม่ได้มากมายจนรวยเท่าใคร แต่ธุรกิจนี้มันสร้างอนาคตซันมาตั้งแต่เล็ก โดยวันที่ 18 เมษายนนี้ ซันกำลังจะขยายร้านให้ใหญ่กว่าเดิม ปรับปรุงเพื่อความทันสมัย ซึ่งถ้าถามว่าอยากรวยมีเงินใช้เยอะๆ กิจการรุ่งเรืองมั้ย ทุกคนอยากให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าต้องได้ๆ ขอเพียงแค่ทำในทุกๆ วันให้ดีที่สุดก็พอครับ ส่วนเรื่องอื่นๆ จะตามมาเอง ซันเชื่อแบบนั้น และขอเป็นกำลังใจให้เด็กรุ่นใหม่ทุกๆ คน ค้นหาอาชีพสร้างรายได้ให้ตัวเอง ทุกอาชีพมีคุณค่า มีเกียรติเท่าเทียมกัน หากเราทำมันอย่างสุจริตใจ"
...
แม่ค้าขายลูกชิ้น ช่องทางทำกินได้เงินไวที่สุด
คุณหน่อย "ภิรมย์นาถ สว่างล้ำ" สาวมาดมั่นในวัย 34 ปี กับธุรกิจขายลูกชิ้นทอด ที่เริ่มบุกเบิกด้วยตัวเองมา 10 กว่าปี เริ่มตั้งแต่ลงพื้นที่เข็นรถขายด้วยตัวเอง มาถึงวันนี้คุณหน่อยเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ "ลูกชิ้นจัง" ที่มีลูกค้าสนใจซื้อไปสร้างรายได้หลายร้อยสาขา ประสบความสำเร็จเกินคาด มีบ้าน มีรถเป็นของตัวเองในขณะที่อายุ 20 ปลายๆเท่านั้น
“คือต้องบอกก่อนว่าจุดเริ่มต้นของแบรนด์ลูกชิ้นจัง ได้ช่องทาง โอกาสมาจากพ่อแม่ค่ะ เพราะพ่อกับแม่ทำธุรกิจขายของสด ขายลูกชิ้นอยู่ในตลาดบางกอกน้อย และในส่วนของลูกชิ้นตัวนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นสินค้าขายดี มีลูกค้าประจำ เป็นรายได้หลักของทางบ้านเลยก็ว่าได้ ก่อนจะมาทำยี่ห้อให้กับลูกชิ้น หน่อยกับพี่ชายเรียนจบนิเทศศาสตร์ คือตอนที่เราเรียน เวลาจะเอนทรานซ์หรือเราจะเข้ามหาวิทยาลัย มันจะมีความฝันอยู่แล้วละว่าเราอยากเป็นอะไร ตอนนั้นเราอยากเป็นแอร์โฮสเตสค่ะ แต่พอเรียนไปๆ ความต้องการหรือความฝันมันจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาค้าขายลูกชิ้น เพราะหลังจากเรียนไปแล้ว ใจอยากจะทำงานทางด้านโรงแรม อยากเป็นนักประชาสัมพันธ์ ฯลฯ"
...
ประกอบทุกอาชีพสุจริตที่ได้เงิน
“ตอนเรียนจบมา ยอมรับว่าก็ยังมีความสุขอยู่กับการทำอาชีพเสริม ทำงานด้านพิธีกร พริตตี้บ้างอะไรบ้าง แล้วเราคิดว่าเรามีความสามารถทำมันได้ดีเพราะเป็นสิ่งที่ชอบ กระทั่งวันหนึ่ง เรียนจบมาแล้ว ได้มองเห็นช่องทางและโอกาส จึงเข้าใจว่า "การค้าขาย" ก็เป็นสิ่งที่เรียกว่า สามารถทำเงินได้เร็วที่สุด เราก็เลยผันตัวเองมาเป็นแม่ค้าค่ะ” (ยิ้ม)
สร้างแบรน์ดให้ลูกชิ้น เพิ่มมูลค่าจากแค่ 5 บาท
“เห็นช่องทางโอกาส และปัญหาที่เราเจอกับสินค้า มองเห็นว่าในประเทศไทย ถ้าสังเกตดีๆ สมัยก่อนมันจะไม่มีร้านลูกชิ้นที่ได้มาตรฐาน เวลาที่จะซื้อลูกชิ้น สังเกตไหมว่าเราจะซื้อร้านอะไรก็ได้ แล้วร้านแม่ค้าก็จะขายกันธรรมดา วางอยู่ริมถนน ถูกไหมคะ ส่วนน้ำมันก็ไม่รู้ใช้น้ำมันอะไร เพราะฉะนั้น เราก็มองเห็นโอกาสว่า ในเมื่อเราจะกินลูกชิ้น เราอยากได้ร้านที่มันมีคุณภาพนะ อย่างลูกชิ้นปลา คนไทยก็จะมองว่าคาว ไม่อร่อย เราก็เลยมาคิดว่าจะทำยังไงให้คนที่เขาอยากจะกินลูกชิ้นปลา ต้องนึกถึงร้านเรา นั่นคือไอเดียแรกๆ ของเราค่ะ"
คุณหน่อยบอกเราว่า ทั้งหมดเริ่มจากเงินตัวเอง ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่าไม่ค่อยจะมีทุนมากนัก เปิดสาขาแรก ขายได้กำไรเดือนแรกสองสามหมื่นบาท รู้สึกตกใจมากๆ เพราะอาชีพเล็กๆ กลับสร้างรายได้มหาศาล ตอนนั้นเราจะทำประมาณว่าลูกค้าสั่งแล้วค่อยทำ ไม่ได้มีการสต๊อก เพราะเราไม่มีเงินทุนมากพอที่จะสต๊อกสินค้า
“พอ ณ จุดหนึ่งมันก็เห็นช่องทาง เห็นโอกาสที่เราพร้อมจะเปิดบริษัทแล้ว เพราะมันมาจากการที่พ่อแม่ขายสินค้าตัวนี้ แล้วเป็นสินค้าที่ขายดี ลูกค้าชื่นชอบ เรามีฐานลูกค้าอยู่แล้ว เราก็เลยพร้อมที่จะเปิดบริษัท ทำเรื่องกู้กับธนาคาร ก็ก่อตั้งบริษัทได้ในปี พ.ศ. 2551 ค่ะ ตอนนี้ก็ใช้ชื่อบริษัทว่า บริษัทลูกชิ้นจัง ดิสทริบิวเตอร์ จำกัด”
เคล็ดลับสำเร็จ ขายจนซื้อบ้านซื้อรถ
“พูดตามจริง ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจ มันต้องเริ่มจากสินค้าคุณต้องดีก่อน ต่อให้เราจะเอาตัวเองไปเล่น ไปเปิดบริษัทหรูหรา หรือเราจะมีเงินทุนจากทางบ้านมากขนาดไหน แต่ถ้าสินค้าเราไม่ดี ก็จบ อย่างคนจะเดินเข้ามาในธุรกิจของอาหาร คุณต้องเข้าใจก่อนว่าธุรกิจนี้มันเป็นธุรกิจที่คุณแก้ตัวไม่ได้ คำว่าแก้ตัวไม่ได้คือถ้าลูกค้ากินแล้วไม่อร่อยคือจบนะ ต่อให้คุณมีการตลาดที่ดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้คุณเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้ เพราะฉะนั้น กลยุทธ์หรือจุดที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ ก็คือ เราต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มันต้องอร่อยจริง พอสินค้าเราดี สินค้าเราจะขายด้วยตัวมันเอง มันจะเกิดการบอกต่อโดยปริยาย ฉะนั้น ลูกค้าที่มากินกับเราหนึ่งสาขา เขาก็จะไปบอกญาติพี่น้องเขาหรือซื้อไปเป็นของฝากซื้อกลับบ้านไปให้คนที่เขารักทาน มันก็จะเกิดเป็นลูกค้าจากการบอกต่อ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่เรายึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด"
นอกจากนี้ ต้องสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า โดยไม่เอาตัวเองไปอยู่ใต้ของคำว่าราคา คนเราชอบไปคิดอะไรขึ้นมาแล้วเอาราคาเป็นที่ตั้ง ถามว่าถ้าแพงไป คนจะกินไหม งั้นลดวัตถุดิบหน่อยดีไหม แต่คุณต้องอย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้คนเราบริโภค ถ้ามันเป็นสินค้าที่ดี ลูกค้ากล้ากิน กล้าซื้อ แต่คุณก็ต้องทำให้เขามั่นใจนะ สิ่งที่เขาเสีย เขาซื้อ เขาได้สิ่งที่ดีจริงๆ
"คุณจะต้องมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ดี ถ้าเราไม่มีหน้าร้าน จะทำอย่างไร เราก็ต้องสร้างมันขึ้นมา การทำธุรกิจแฟรนไชส์ก็คือคำตอบ แต่การทำธุรกิจแฟรนไชส์ก็ต้องทำให้มีคุณภาพ เพราะเวลาลูกค้าซื้อแฟรนไชส์กับเรา มันไม่ใช่แค่การซื้อขายธรรมดา มันเหมือนคุณหาพาร์ตเนอร์ หาเพื่อนสนิท หารูมเมต หาคู่ค้าทางธุรกิจ เพราะฉะนั้น พี่ชายของหน่อยจะพูดอยู่เสมอว่าเราจะไม่หาแต่ลูกค้านะ เราไม่ได้ทำธุรกิจมาเพื่อหาลูกค้า แต่เราทำธุรกิจมาเพื่อหาคู่ค้า"
ไม่ได้หวังหาเงินเข้าบัญชี ทำอะไรจึงต้องมีคุณภาพนำ
เพราะคำว่าคู่ค้า หมายความถึงคนที่เขาจะร่วมหัวจมท้ายไปกับเรา คนที่เขารักในธุรกิจเรา คนที่เขาใส่ใจในธุรกิจเรา เขาต้องเป็นมากกว่าลูกค้าที่จะมาซื้อของจ่ายเงินกันแล้วจบ แต่คู่ค้าคือคนที่จะต้องบุกน้ำลุยไฟ ซื่อสัตย์จริงใจ ถ้าเปรียบเหมือนเพื่อนก็คือเพื่อนสนิท เหมือนคนในครอบครัวที่เราจะต้องใส่ใจความรู้สึกกันมากๆ ฉะนั้น เวลาเราจะทำอะไร เราต้องนึกถึงเขามาอันดับแรก เพราะเขาไม่ใช่แค่ลูกค้า เขาคือคู่ค้าที่จะอยู่กับเราไปตราบนานเท่านาน
“หน่อยจะคัดคุณภาพคนตั้งแต่แรก มันเหมือนกับการขายของให้ลูกค้า ถ้าเราไม่ได้ใส่ใจของของเรา วันต่อวัน เขาก็จะไม่ใส่ใจหรอก เพราะเขาไม่มีใจให้กับเรา แต่ถ้าเราเลือกคนที่เขามีใจ จะไม่เหนื่อย เราจะไม่เหนื่อยกับการที่จะไปจ้ำจี้จ้ำไช เพราะเขารักเหมือนที่เรารัก ซึ่งเวลามีลูกค้ามาซื้อแฟรนไชส์ เราจะไม่ได้ใช้เวลาคุยแค่ 3 นาทีจบ ถ้าคุณทำเลไม่ดีจริง เราไม่ปล่อยให้ลงเด็ดขาด เพราะเราไม่หวังแต่จะหาเงินเข้าในบัญชี แต่เรามองความอยู่รอดของลูกค้ามากกว่า"
ทำธุรกิจด้วยความรัก อุปสรรคไม่ใช่สิ่งสำคัญ
โชคดีที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยความรัก ไม่ได้เริ่มจากความมักง่าย เพราะฉะนั้น ทุกย่างก้าวของเรามันเกิดเพราะความรัก เราไม่เคยรู้สึกเหนื่อยกับการที่ต้องไปตลาด ไปยืนทอดลูกชิ้น 8-9 ชั่วโมง กลิ่นตัวเต็มไปด้วยกลิ่นลูกชิ้น เราไม่ได้มองว่าทุกสิ่งที่เราเจอเป็นอุปสรรค เรามองว่าเราต้องเรียนรู้ แล้วพอเราต้องเจออุปสรรค เราก็จะมีคำถามว่า เอ๊ะ ทำไมมันเป็นอย่างนี้ล่ะ แล้วเราจะแก้มันยังไง มันเหมือนเราสนุกไปกับการแก้ปัญหามากกว่า เราเลยไม่รู้สึกว่ามันคืออุปสรรคค่ะ