ศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้อง พล.ต.ท. สมคิด บุญถนอม และลูกน้องอีก 4 คน คดีอุ้มฆ่านายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2532-2533 โดยศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกฟ้องไปก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.สมคิดขอขอบคุณศาลฎีกาที่พิพากษายกฟ้อง พิสูจน์ความยุติธรรมไม่ได้กระทำตามที่กล่าวหา หลังต่อสู้คดีนับ 10 ปี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 มี.ค. ที่ห้องพิจารณา 712 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจ และอดีต ผบช.ภ.5 พ.ต.อ.สรรักษ์ หรือสมชาย จูสนิท อดีต รอง ผบก.ปอศ. พล.ต.ต.ประภาส ปิยะมงคล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ สตช. พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง ตำรวจนอกราชการ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาไตร่ตรอง ไว้ก่อน และขอให้ศาลมีคำสั่งคืนแหวนของกลาง ให้แก่ทายาทของนายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียด้วย คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 31 มี.ค.2557 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 5 ต่อมาวันที่ 3 พ.ค.2559 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ต่อมามีการขอรื้อฟื้นคดีตามที่มีการร้องขอ กระทั่งโอนคดีไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการ ซึ่ง พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก อดีตนายตำรวจหนึ่งในทีมชุดคลี่คลายคดีร่วมกับ พ.ต.ท.สมคิด (ยศในขณะนั้น) ที่ศาลมีนบุรีพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ในคดีอุ้มฆ่าชาวลาวและได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ เป็นพยานบอกเล่าลอยๆ อ้างว่า จำเลยที่ 4 ได้มอบแหวนจากก้นถังน้ำมัน 200 ลิตร ที่ใช้เผาศพนายอัลรูไวลีกว่า 5 ชั่วโมง จากนั้น พ.ต.ท.สุวิชชัย ขอให้ดีเอสไอนำตัวไปอยู่ต่างประเทศ โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 กับพวกข่มขู่ทำอันตรายแก่ชีวิต จึงขอความร่วมมือให้ดีเอสไอคุ้มครอง โดยย้ายไปอยู่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า กรณีการให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนปากคำ พ.ต.ท.สุวิชชัย ซึ่งการให้ถ้อยคำทำนองว่า เป็นผู้ที่มีส่วนรู้เห็นเหตุการณ์และขั้นตอนในการสังหาร นายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี โดยระบุหลักฐานที่อ้างว่า เป็นแหวนของนายอัลรูไวลี ที่พบเจออยู่ใต้ถังน้ำมันที่เผาศพ แต่เมื่อพิจารณาแล้วการให้ถ้อยคำดังกล่าวมีการให้การกลับมาสับสน มีการกล่าวอ้างแหวนขึ้นมาในภายหลัง อีกทั้งในการพิจารณามีพยานปากที่เป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบสภาพแหวน พบแต่เพียงว่า เคยถูกใช้งานแต่ไม่ปรากฏว่า แหวนดังกล่าวเคยถูกไฟไหม้มาก่อนตามที่พยานกล่าวอ้างว่ามีการพบแหวนที่ก้นถังน้ำมัน อีกทั้งเมื่อนำแหวนดังกล่าวมอบให้ญาติของนายอัลรูไวลีตรวจสอบก็ไม่มีญาติยืนยันว่า แหวนดังกล่าวเป็นของนายอัลรูไวลีจริง

อีกทั้งศาลจังหวัดมีนบุรีลงโทษจำคุก พ.ต.ท.สุวิชชัย การให้ถ้อยคำกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ดังกล่าวจึงเชื่อว่า พยานมีการต่อรองคดี เพื่อให้ช่วยเหลือคดีที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต การรับฟังพยานต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน้อยรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 5 กระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืนยกฟ้อง

พล.ต.ท.สมคิด เผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ขอขอบคุณศาลฎีกาที่พิพากษายกฟ้องตนเองกับผู้ใต้บังคับบัญชาทั้ง 5 ราย ในข้อกล่าวหาอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ได้พิสูจน์ความยุติธรรมแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ไร้พยานหลักฐาน ทั้งสิ้น เป็นที่ประจักษ์ว่าตนกับผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้กระทำตามที่กล่าวหา กับการต่อสู้คดีนับ 10 ปี สงสารผู้ใต้บังคับบัญชาต้องทุกข์ทรมาน ต้องประกันตัว ต้องมาศาลตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ได้ยื่นฟ้องพนักงานสอบสวนดีเอสไอ และพนักงานอัยการตั้งแต่เมื่อปี 2553 ศาลสั่งจำหน่ายคดีไว้ เพื่อรอคำพิพากษาคดีนี้ถึงที่สุด และจะนำมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง

“สำหรับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอขณะนั้น และพนักงานสอบสวน ทราบอยู่แล้วว่า พ.ต.ท.สุวิชชัย หลบหนีหมายจับคำพิพากษาศาล อุทธรณ์ แต่ได้มีการคุ้มครองพยาน และแจ้งต่อศาลว่า พยานปากนี้ไปอยู่ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย หรือกัมพูชา เพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศ ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้โต้แย้ง กระทั่งศาลพิจารณาสั่งตัดพยานปากนี้ ตนได้ร้องเรียน ป.ป.ช. เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องและอยู่ระหว่างพิจารณา” พล.ต.ท.สมคิดกล่าว