"บิ๊กเอก" นำทีม ศูนย์หนึ่งใจ ช่วยเหลือเกษตรกร "มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ" เยี่ยมชม อนุสรณ์สถานแห่งชาติ กองทัพไทย เพื่อสำรวจและวางแผนการจัดกิจกรรมให้แก่เยาวชนกลุ่มพิเศษ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก...

เมื่อวันที่ 7 ก.พ.62 พ.อ.กฤตพันธุ์ รักใคร่ ประธาน คณะที่ปรึกษา ศูนย์ "หนึ่งใจ...ช่วยเหลือเกษตรกร" มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ กล่าวว่า วันนี้ ศูนย์ หนึ่งใจฯ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ ได้นำคณะประกอบด้วย ผู้อำนวยการ และผู้ประสานงาน โครงการ "หนึ่งใจ นทพ. จุดประกายให้เยาวชนกลุ่มพิเศษ" มีโอกาสมาเยี่ยมชม อนุสรณ์สถานแห่งชาติ บก. ทท. เพื่อสำรวจและวางแผนการจัดกิจกรรมให้แก่เยาวชนกลุ่มพิเศษ ได้แก่ เยาวชนผู้บกพร่องทางการได้ยิน เยาวชนผู้บกพร่องทางสายตา เยาวชนผู้บกพร่องทางสติปัญญา เยาวชนผู้บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระมิ่งขวัญปกเกล้าของพวกเราพสกนิกรชาวไทย

พ.อ.กฤตพันธุ์ กล่าวอีกว่า โครงการ "หนึ่งใจ นทพ. จุดประกายให้เยาวชนกลุ่มพิเศษ" เป็นโครงการของ ศูนย์ "หนึ่งใจ...ช่วยเหลือเกษตรกร" มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ ที่ดำเนินการร่วมกับ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา มาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อเปิดโลกทัศน์ใหัแก่เยาวชนกลุ่มพิเศษ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระราชทานไว้ ได้เปิดโลกทัศน์ สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนกลุ่มพิเศษ และปลูกฝังความเป็นพสกนิกรที่ดี มีจิตอาสา และทำประโยชน์แก่สังคม น้อมนำตามพระราโชบาย โครงการพระราชทาน โครงการ "จิตอาสา เราทำความดีด้ายหัวใจ" หลายปีที่เราได้เริ่มดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน เราได้ปลูกฝัง สร้างแรงบันดาลใจ ให้แก่เยาวชนกลุ่มพิเศษและลูกหลานเกษตรกร เป็นจำนวนมาก ซึ่งพวกเรามีความภาคภูมิใจมากครับที่ได้ดำเนินโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง

...

ด้าน รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์ "หนึ่งใจ...ช่วยเหลือเกษตรกร" มูลนิธิ มิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ กล่าวว่า ตนพร้อมคุณครู นันทนา ลำเทียน ผู้ประสานงานโครงการฯ และคณะฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูง ที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมชม อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ได้เห็นและซึมซับถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ ที่เปี่ยมไปด้วยความเสียสละของทหารทุกเหล่าทุกหน่วย การนำเยาวชนกลุ่มพิเศษมาทัศนศึกษาที่นี่ จะทำให้เยาวชนกลุ่มพิเศษ ได้รับทราบภารกิจของทหาร และเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้ประชาชนได้ตระหนักถึงภัยที่เกิดขึ้นในอดีต และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจเชิงประวัติศาสตร์ของประชาชนทั่วไป


โดยอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เกิดขึ้นจากดำริของ พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้จัดสร้างอนุสาวรีย์เพื่อบรรจุอัฐิของผู้เสียชีวิตในสงครามต่างๆ เช่น อนุสาวรีย์ทหารอาสา เป็นที่ระลึกสำหรับผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ สำหรับเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สำหรับกรณีพิพาทไทย-ฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ยังมีการสู้รบเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง เช่น สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม การปราบปรามผู้ก่อการร้าย มีผู้เสียชีวิตทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพเป็นประจำทุกปี แต่อัฐิของผู้พลีชีพเพื่อชาติเหล่านี้ยังคงเก็บรวบรวมไว้ และยังมิได้จัดสร้างถาวรวัตถุขึ้นเป็นอนุสรณ์อย่างสมเกียรติ กระทรวงกลาโหมจึงได้จัดทำโครงการก่อสร้างอาคารอนุสรณ์วีรชนแห่งชาติเป็นส่วนรวม โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2526 เวลา 16.30 น เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2537 และพระราชทานนามสถานที่นี้ว่า "อนุสรณ์สถานแห่งชาติ"

ด้าน พ.อ.พีรพัฒน์ จันทร์งาม ผู้อำนวยการ กองประวัติศาสตร์ และ พิพิธภัณฑ์ทหาร ให้ข้อมูลว่า อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สร้างขึ้นในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่บูรพมหากษัตริย์และวีรชนไทยผู้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ ตั้งอยู่บริเวณทางแยกต่างระดับอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ช่วงถนนวิภาวดีรังสิต บรรจบกับถนนพหลโยธิน ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ในพื้นที่ 38 ไร่ 1 งาน 97 ตารางวา ปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงกลาโหม.