"หลวงพ่อคูณ อยากเป็นหมอเพลงโคราช จึงได้ชวนนายเล เพียมขุนทด ซึ่งเป็นญาติอายุอยู่ในวัยเดียวกัน มีน้ำเสียงไพเราะกังวาน เดินทางด้วยเท้าบุกป่าฝ่าดงจากบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด มุ่งหน้าสู่ บ้านมะระ ต.ดอนชมพู อ.โนนสูง ใช้เวลาเดินเท้าถึง 5 วัน 5 คืน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของครูสน ซึ่งเป็นครูเพลงที่มีชื่อเสียง" 

ทุกคนมีความฝัน “หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” พระเกจิดังวัดบ้านไร่แห่งเมืองโคราช ก็มีความฝันไม่ต่างไปจากวัยรุ่นเช่นเราเมื่อครั้งเก่าก่อน หลวงพ่อคูณในวัย 16 ปี มีความฝันอยากจะเป็นนักร้อง หมอเพลงโคราช จึงมีความมุ่งมั่นที่จะหาวิชาความรู้จากครูสน ครูเพลงที่มีลูกศิษย์ทั้งหญิงและชายมากมายในสมัยนั้น เมื่อครูสนเห็นถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ จึงได้รับหลวงพ่อคูณและนายเล เป็นศิษย์โดยการช่วยครูสนทำนาเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการหัดเป็นหมอเพลงโคราช

ระหว่างที่ฝึกซ้อมร้องเพลงอยู่นั้น ศรรักได้ปักอกเข้าอย่างจัง เพราะพบรักหญิงสาวที่ถูกตาต้องใจ ชื่อว่า "รำพึง" ซึ่งต่อมา รำพึง กลายเป็นหมอเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักในวงการเพลงโคราช หลวงพ่อคูณได้แต่แอบรักอยู่ห่างๆ โดยที่ฝ่ายหญิงไม่เคยรับรู้ เก็บความในใจเอาไว้เพียงผู้เดียว กระทั่งต่อมาหลวงพ่อคูณตัดใจหันหลังให้การฝึกซ้อม ทิ้งความฝันที่จะเป็นนักร้อง กราบลาครูสน และชวนนายเล เดินกลับบ้าน พร้อมกับความรู้เรื่องเพลงที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากครูสน ซึ่งเป็นบทเพลงโคราช เนื้อหาเป็นบทเกี้ยวพาราสี ตัดพ้อต่อว่าสาวเพื่อทำให้สาวเกิดความสงสารเห็นใจ 

...

“โอ.....โอม...ที่เขาตักบาตร...ทำบุญ...ถึงตัวไอ้หมอคูณก็ย่อมได้ทำบ่อย สาวเอยสาวน่อยที่ยอมให้ทำบ้าง บัดนี้รูปของเขาน่ะคือหมื่นคือขุน บัดว่ารูปของเขาน่ะคือหมื่นคือขุน บัดว่ารูปไอ้คูณนี่คือลิงคือค่าง คือ ลิง คือค่างรูปร่างไม่เหมือนใคร เหมือนเขาก่อไฟ..คือ..ดุ้น..ไม่ทำเบี่ยงทำบ่าย ก็ย่อมไม่ทำบ่อย เมื่อครั้งเป็นเด็กน่อย พี่พี่ก็ยอมให้ทำได้บ้าง ผีเอย เมื่อไรจะมากินข้า อยู่ได้ก็ชิงแต่หมา กินเข่า เสือใหญ่เท่าควายเอย เมื่อไรจะมากิน..คูณ...” นี่เป็นเนื้อเพลงที่หลวงพ่อคูณขับร้อง ก่อนจะล้มเลิกความตั้งใจ ไม่อยากเป็นนักร้องอีกแล้ว 

กระทั่ง หลวงพ่อคูณ มีอายุได้ 21 ปี เกิดมีจิตศรัทธาที่จะบรรพชาอุปสมบทในบวรพุทธศาสนา ตามประเพณีเพื่อทดแทนพระคุณบิดา-มารดา จึงได้บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด เมื่อวันที่ 2 พ.ค. พ.ศ.2487 เวลา 11.00 น. โดยมีพระครูวิจารยติกิจอดีตเจ้าอาวาสวัดถนนหักน้อย อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการสี วัดบ้านจั่น อ.ด่านขุนทด เป็นกรรมวาจาจารย์ พริธการสุข วัดโคกรักษ์ อ.ด่านขุนทด เป็นอนุสาวนาจารย์

คำอธิษฐานของหลวงพ่อคูณ “กูตั้งใจจะบวชซัก 3 พรรษา” ครั้งแรกก่อนจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ หลวงพ่อคูณ ตั้งใจจะบวชให้ได้สามพรรษา เมื่อบวชแล้วจิตใจหลวงพ่อคูณก็ครุ่นคิดถึงภาพในอดีตตั้งแต่เยาว์วัย เห็นสภาพแวดล้อม ความยากลำบากของท้องถิ่น ทุรกันดารในบ้านเกิดเมืองนอน จึงคิดอยู่ตลอดเวลาว่า “ทำอย่างไรจะช่วยคนเหล่านี้ให้พ้นทุกข์ได้ อันตัวกูก็ต่ำต้อยน่อยค่า อย่างนี้ ถ้าสึกออกไปจะทำประโยชน์อะไรให่คนในแผ่นดิน ลำพังการเลี้ยงตัวเองก็เอาไม่รอด แต่กี่บวชถือศีลอยู่ หากมีความรู่ มีคุณธรรม อาจจะช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเขาให่พ่นวิบากกรรมได้มากกว่า” (ภาษาโคราช) หลังจากได้คิดหลวงพ่อคูณจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะอุทิศกายถวายชีวิตเพื่อบวรพระพุทธศาสนาตลอดไป 

ดังคำกล่าวที่เคยได้ลั่นวาจาเอาไว้ว่า “น้าคอยดูเด้อหากฉันได้บวชแล้ว ขอรับรองว่าฉันจะไม่ยอมสึกเป็นอันขาด จะบวชจนวันตายเลยแหละ”.