"เครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้า" จี้รัฐเร่งสางปมบุหรี่ไฟฟ้า ตั้งคณะทำงานทบทวนการนำเข้า หลังเรื่องไม่คืบหน้า ห่วงตลาดใต้ดินโตไม่หยุด ห่วงเด็ก-เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.61 นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า "กลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST)" และเฟซบุ๊ก "บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร" กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่เข้าจับกุมกลุ่มผู้ค้าบุหรี่ไฟฟ้า ตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาสำหรับเติมเป็นจำนวนมาก เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ถือเป็นการสะท้อนว่าแนวนโยบายของรัฐบาล ในการควบคุมผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้าม หรือผิดกฎหมายนั้น ไม่สามารถควบคุมสินค้าประเภทนี้ได้อย่างแท้จริง ยังมีผู้ค้ารายใหญ่รายอื่นๆ ในตลาดใต้ดินยังมีอีกมากมาย กลุ่มลาขาดควันยาสูบ ได้เคยเสนอแนวทางต่อหน่วยงานภาครัฐในหลายวาระ เพื่อให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ทำให้สามารถออกกฎควบคุมป้องกันการเข้าถึงจากวัยรุ่น แต่ยังคงสนับสนุนให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือก ที่ลดความเสี่ยงของผู้สูบบุหรี่ที่เป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริง รวมไปถึงการจัดเก็บภาษีรายได้ของรัฐด้วย ซึ่งในการประชุมทบทวนมาตรการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ร่วมกับ นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้มีมติเห็นพ้องในการจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อทบทวนการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ละปรับปรุงแก้ไขประกาศกระทรวงพาณิชย์ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ออกมา

นายมาริษ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในหลายประเทศ โดยประเทศนิวซีแลนด์กำลังมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในอาคารได้ เพื่อสนับสนุนผู้สูบบุหรี่ที่ยังเลิกไม่ได้ให้เปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยกว่า เช่น บุหรี่ไฟฟ้า หรือยาสูบไร้ควัน ส่วนประเทศอังกฤษก็ออกมาตรการสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในเครื่องมือเพื่อการเลิกบุหรี่มวน ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีการประกาศเตือนให้ผู้ปกครอง หน่วยงานสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่รัฐบาล เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันเยาวชนจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยจำกัดการขายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีกลิ่นต่างๆ เฉพาะร้านค้าที่มีการตรวจสอบอายุเท่านั้น และห้ามทำการตลาดเพื่อดึงดูดเยาวชน สะท้อนว่าการที่บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายจะทำให้สามารถออกกฎควบคุมต่างๆ ได้ ซึ่งรัฐบาลทั้ง 3 ประเทศ ศึกษาข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่ ทั้งอเมริกา อังกฤษ และนิวซีแลนด์ เพิ่งประกาศอัตราผู้สูบบุหรี่ในประเทศลดลงต่ำสุดในรอบทศวรรษ ตรงข้ามกับประเทศไทยที่แบนบุหรี่ไฟฟ้ามา 4 ปี อีกทั้งบุหรี่มวนก็ราคาสูงขึ้น แต่จำนวนผู้สูบบุหรี่มวนไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดบุหรี่ไฟฟ้าใต้ดินเติบโต เด็กและเยาวชนเข้าถึงกันได้ง่าย โดยที่รัฐไม่สามารถควบคุมใดๆ ได้เลย

...

"รัฐบาลไทย เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ ควรลดอคติและหันมาศึกษาวิจัย ควบคุมอย่างเป็นระบบจะดีกว่าไหม ตัวอย่างจากประเทศต่างๆ ก็มีแล้ว" นายมาริษ ระบุ