กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง...

คดีสามีขับแท็กซี่สาดน้ำกรดใส่หน้าเมียจนเสียชีวิต ถึงตำรวจจะตามไปจับกุมผู้ต้องหาดำเนินคดีได้แล้ว แต่ยังมีประเด็นเรื่องโรงพยาบาลไม่รับผู้ป่วยเป็นคนไข้ใน ส่งต่อให้อีกโรงพยาบาลนึงจนเสียชีวิต

กลายเป็นปัญหาบานทะโรค...

วันนี้เลยขอให้ความรู้ประเด็น พวกที่เอาน้ำกรดไปไล่สาดชาวบ้านก่อน เพราะมีคำพิพากษาฎีกาเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว

ตามหลัก ปอ.มาตรา 1 (5) อาวุธ หมายถึงอาวุธโดยสภาพ เช่น มีด ปืน ระเบิด ฯลฯ

ส่วนอาวุธโดยการใช้ เพราะคนร้ายเจตนาใช้เป็นอาวุธ เช่น ขวดโค้กลิตรแช่ตู้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง หากเอามาตีหัวเพื่อชิงทรัพย์ เหยื่อจะบาดเจ็บไม่ต่างกับตีด้วยค้อนปอนด์ จึงถือว่าเป็นอาวุธ

ส่วนน้ำกรด เป็นอาวุธหรือไม่ การใช้น้ำกรดทำร้าย มีเจตนาฆ่าหรือแค่ทำร้าย?

ฎีกาที่ 9711/57 แม้น้ำกรดจะไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แต่เป็นสารเคมีชนิดกรดเกลือ มีคุณสมบัติกัดกร่อนชนิดรุนแรง ทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต

น้ำกรดที่จำเลยที่ 1 นำมาสาดใส่โจทก์ร่วมทั้ง 3 นอกจากจะมีความเข้มข้นสูงแล้วยังมีปริมาณมาก ทำให้โจทก์ร่วมที่ 1 มีบาดแผลถึง 20% ของร่างกาย

จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า การกระทำของตนกับพวกเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้ง 3 ถึงแก่ความตายได้ การที่จำเลยที่ 1 กับพวกเตรียมน้ำกรดมาเพื่อสาดใส่โจทก์ร่วมทั้ง 3 จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้ง 3 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80

เมื่อผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง จำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมทั้ง 3 พร้อมดอกเบี้ย

จากฎีกานี้ ไม่ต้องห่วงว่าผัวเฮงซวยที่ก่อเหตุจะโดนโทษสถานเบา เพราะต้องถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแน่นอน

...

ส่วนเรื่องโรงพยาบาลเป็นอีกประเด็น คงต้องสู้กันด้วยข้อเท็จจริงอีกนาน...

สหบาท