เริ่มมีการถกเถียงขึ้นอีกครั้งในสังคมไทย เกี่ยวกับการทบทวนแก้ไขกฎหมาย ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีขึ้นชกมวยไทย หรือแค่ปลายเหตุ? ผู้เกี่ยวข้องควรเข้มงวดเข้ามาดูแล ไม่ให้กฎหมายมีความหย่อนยานอีกต่อไป
จากกรณีเด็กชายวัย 13 ปี ขึ้นชกถูกน็อกคาเวทีและเสียชีวิตในที่สุด เพราะต้องหาเงิน เช่นเดียวกับเด็กๆ หลายคนจากครอบครัวยากจน ทั้งหญิงและชายกว่าหมื่นชีวิต ดิ้นรนหาเงินเลี้ยงปากท้อง เลี้ยงครอบครัว ส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือให้สูง
แม้การแก้กฎหมายเป็นสิ่งหนึ่งที่คนอีกกลุ่ม หรือแม้แต่รัฐบาล พยายามจะเดินหน้าแก้ไข พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ. 2542 แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะแวดวงหมัดมวย ได้ออกมาคัดค้าน
หนึ่งในนั้น “ขาวผ่อง สิทธิชูชัย” หรือนายทวี อัมพรมหา นักมวยไทยคนแรก ได้เหรียญเงินจากการแข่งขันชกมวยในโอลิมปิก ครั้งที่ 25 ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับเพื่อนๆ สมาคมมวยไทยนายขนมต้ม โดยเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน เพราะทุกคนได้ดีจากการชกมวยล้วนๆ และ 99% ชกมวยมาตั้งแต่อายุ 8-9 ขวบ เช่นเดียวกับกีฬาในโลก ต้องเก่งตั้งแต่เป็นเด็ก
“อย่างโปรโม และโปรเม ทางบ้านมีฐานะจึงสนับสนุนตั้งแต่เด็ก จนสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ แต่กลับกันพ่อแม่ของผม ไม่มีฐานะ ชนิดที่ต้องกัดก้อนกินเกลือ ถ้าไม่ชกมวยก็จะอดตาย มองว่ามวยไทย เป็นกีฬาเอาหัวใจสู้ สามารถฝึกหัดได้โดยไม่มีต้นทุน แค่เอากระสอบยัดทรายอัดเข้าไป ก็ฝึกได้แล้วสำหรับคนจน ต้องเริ่มชกตั้งแต่เด็ก แม้จะได้ค่าตัว 700-800 บาท แต่เงินจำนวนนี้ทำให้เด็กพวกนี้อยู่ได้เป็นอาทิตย์ เพราะถ้าเค้ามีเงิน ก็คงไม่ชกมวยหรอก เด็กที่ชกมวยเป็นคนจน บางคนจนมาก ครอบครัวไม่มีต้นทุนอะไร ไม่มีทางเลือกที่จะไปติดเกม หรือติดยาบ้า”
...
ขาวผ่อง ยอมรับเป็นเรื่องจริงและไม่เถียงกับสิ่งที่หมอ หรือวงการวิทยาศาสตร์การกีฬาออกมาระบุ เด็กที่ชกมวยมีผลต่อสมอง แต่เด็กต้องยอมทำ เพื่อก่อร่างสร้างตัว พร้อมเสนอทางออกขอให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งบรรดาเซียนมวย โปรโมเตอร์ ค่ายมวย ให้ก้าวออกมาคนละครึ่งก้าว อาทิ การนำเด็กมาชกมวย ควรพิจารณาถึงเรื่องน้ำหนักต้องใกล้เคียง ไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ หรือให้เด็กนักมวยไปรีดน้ำหนัก และที่สำคัญกรรมการต้องตัดสินตามมาตรฐานที่แท้จริง อย่ายึดการตัดสินเพื่อเอื้อต่อการพนัน หรืออิงจากเซียนมวย นอกจากนี้ควรนำเฮดการ์ด มาใส่ให้เด็กเพื่อป้องกันอันตราย
พร้อมเห็นว่า กฎหมายกีฬามวย ปี 2542 ดีอยู่แล้ว แต่ขอให้ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติตามกฎหมาย อย่าเอาช่องว่างหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง ส่วนกรณี “เพชรมงคล ส.วิไลทอง” นักมวยเด็กวัย 13 ปี เสียชีวิต พบว่าในช่วงแค่ 5 ปี มีการชกมากถึง 180 กว่าครั้ง แสดงว่าชกทุกอาทิตย์เป็นอันตรายมาก ทั้งๆ ที่กฎหมายกำหนดต้องพักอย่างน้อย 21 วัน ก่อนจะชกครั้งใหม่ ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามเด็กชกมวย แต่ต้องขออนุญาตจากผู้ปกครองให้ความยินยอม นอกจากนี้ผู้เกี่ยวข้องควรจริงจังในการขึ้นทะเบียนนักมวย เพราะขณะนี้มีนักมวยหมื่นกว่าคน ไม่มีการขึ้นทะเบียน
ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากรรมการบนเวที บกพร่องในการทำหน้าที่ขณะ “เพชรมงคล ส.วิไลทอง” ขึ้นชกจนเกิดเหตุสลดเสียชีวิตนั้น มองว่ากรรมการคงนึกไม่ถึง จึงพุ่งตัวไปไม่ทัน หรืออาจคิดว่าหากพุ่งตัวเข้าไปอาจถูกมองไม่ถูกต้อง ซึ่งเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะไปโทษใครไม่ได้ ควรโทษทั้งวงการ โดยเฉพาะคณะกรรมการมวย ต้องลุกขึ้นมาและเข้มงวดเรื่องกฎหมาย มาดูแลเรื่องมาตรฐานเวทีมวย และมาตรฐานของกรรมการผู้ตัดสิน ซึ่งต้องมีความรู้ ผ่านการอบรม เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ตัดสินจำนวนมากไม่มีใบอนุญาต อย่างไรก็ตามปัจจุบันเด็กที่ยึดอาชีพชกมวยทั้งหญิงและชายที่สังกัดค่าย มีประมาณ 1 หมื่นกว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่หาเงินชกมวยส่งเสียตัวเองและเรียนหนังสือ
ขณะที่นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านสิทธิผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก การศึกษา และการสาธารณสุข กล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของ “เพชรมงคล ป.พีณภัทร” นักมวยเด็ก ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นปัญหาของการชกมวยในวัยเด็กที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ โดยเฉพาะการบาดเจ็บทางสมองที่ก่ออันตรายถึงแก่ชีวิต ซึ่งทุกภาคส่วนรวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงกีฬามวย ต้องให้ความสำคัญและไม่นิ่งนอนใจ เนื่องจากกีฬามวยเด็กถือว่าขัดต่อหลักการของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งระบุว่า เด็กเป็นกลุ่มเปราะบางของสังคม จะต้องได้รับการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานให้มีชีวิตรอด และต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากการถูกทำร้าย การล่วงละเมิด และการแสวงหาประโยชน์ในทุกรูปแบบ
นอกจากนี้ การชกมวยเด็กที่เป็นลักษณะมวยอาชีพและได้รับค่าตอบแทน ยังขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (6) ที่ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใช้ จ้าง หรือวานเด็กให้ทำงาน หรือกระทำการอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต หรือขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก และ (7) ที่ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการบังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กเล่นกีฬา หรือให้กระทำการใด เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้าอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือมีลักษณะเป็นการทารุณกรรมต่อเด็ก
อย่างไรก็ดีเห็นว่าการชกมวยของเด็กควรมีการป้องกันการบาดเจ็บบริเวณศีรษะ และเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 หลักการของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 138 และ 182) ที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้ เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับความคุ้มครองในชีวิตและร่างกาย มีพัฒนาการการเติบโตที่สมบูรณ์แข็งแรง และไม่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันน่าสลดเช่นนี้อีก.