สิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา ผู้ต้องขัง หรือจำเลย เป็นสิ่งสำคัญ เป็นหลักการที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับต้องเขียน ใครจะละเมิดหลักการนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นหลักสากล

ดังที่เห็นในกฎหมายที่มีโทษทางอาญา จึงเขียนบทบัญญัติให้มีโทษจำคุกในท้ายตัวบทว่า ใครทำผิดครบองค์ประกอบความผิดนั้น ต้องมีเจตนาหรือประมาทอย่างนั้นอย่างนี้ จะมีบท ลงโทษ...

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมศาลลงโทษเป็นปีบ้าง เป็นเดือนบ้าง?

อย่างคดีที่ศาลจังหวัดมีนบุรี จำคุกร็อกสตาร์ชื่อดัง “เสก โลโซ” ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานพกพาอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน และโทษเสพยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด แถมให้นำโทษจากคดีเก่าที่รอลงอาญาไว้มานับรวมด้วย เลยต้องรับโทษสุทธิ 2 ปี 21 เดือน

คนเลยงงว่า โทษจำคุก 2 ปีกับอีก 21 เดือน ทำไมไม่จำคุก 3 ปี 9 เดือนไปเลย?

ต้องอธิบายว่า กฎหมายบ้านเราออกแบบมาให้โทษบางอย่างนับเป็นปี โทษบางอย่างนับเป็นเดือน เวลารับโทษจริงจะได้นับถูก ไม่ขาดไม่เกิน

ให้เข้าใจง่ายๆคือ โทษ 1 ปีให้นับเท่ากับ 365 วันตามปฏิทิน แต่โทษเป็นเดือนให้นับเดือนละ 30 วัน

เหตุเพราะโทษเป็นเดือนจะนับตามปฏิทินไม่ได้ เนื่องจากแต่ละเดือนในปฏิทินไม่เท่ากัน บางเดือนมี 31 วัน บางเดือนมี 30 วัน ขนาดเดือนกุมภาพันธ์เหมือนกันบางปียังมี 28 วันบ้าง 29 วันบ้าง

นอกจากนี้มีนักกฎหมายเคยคำนวณไว้ว่า ถ้าเอาโทษเดือนไปรวมเป็น 1 ปี ผู้ต้องขังจะต้องอยู่ในคุกเพิ่มขึ้นปีละ 5-6 วัน ซึ่งมันไม่ยุติธรรมกับนักโทษ และผิดเพี้ยนไปจากคำพิพากษาของศาล

ถึงขนาดมีทฤษฎีที่เรียนกันในกระบวนอาชญวิทยา และในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 21 วรรค 2 ระบุไว้ชัดเจนว่า ให้นับโทษเป็นเดือนคือ 30 วัน

ปกติโทษตามประมวลกฎหมายอาญาส่วนใหญ่จะนับเป็นปี แต่โทษตาม พ.ร.บ.ต่างๆซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษจะนับเป็นเดือน ถามว่า แล้วจะนับโทษยังไง อันไหนก่อน อันไหนหลัง?

คำตอบคือ รับโทษเป็นปีก่อน เมื่อรับโทษเป็นปีครบแล้ว แล้วค่อยเริ่มนับโทษเป็นเดือนต่อ

เอวัง...ด้วยประการฉะนี้.

สหบาท