วัดดังฝั่งธนฯเตรียมบูรณะเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตาย1-เจ็บระนาวอีก11ราย
เหตุสลดเจดีย์ทรงหอระฆังเก่าแก่ อายุ 200 กว่าปี ทรุดตัวระหว่างบูรณปฏิสังขรณ์ ทำคนงานบาดเจ็บ 11 คน ต่อมาญาติคนงานก่อสร้างคนที่ 12 มาโวยว่าหายตัวไป กลับไปค้นหาที่เกิดเหตุอีกครั้งจนพบศพใต้ซาก หัวหน้าคนงานรับคานเหล็กที่ใช้ดีดตัวหอระฆังให้สูงขึ้นอีก 40 ซม.เหลื่อมกัน จนเกิดทรุดตัวลงมาทับคนงาน กรมศิลปากรแม่งานอนุญาตให้เริ่มบูรณะตั้งแต่เดือน พ.ค. เชื่อยังสามารถซ่อมกลับมาเหมือนเดิมได้ สวท.ตรวจสอบแล้ว ติงการก่อสร้างโบราณสถาน โครงสร้างเฝือกให้ผิวนอกเจดีย์เป็นเนื้อเดียวกันก่อน จึงค่อยยกฐานเจดีย์ขึ้น ต้องเอาเครื่องสแกน 3 มิติมาตรวจสอบให้แน่ใจก่อนดำเนินการบูรณะต่อได้
เหตุเจดีย์ทรงหอระฆังเก่าแก่ทรุดตัวทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตครั้งนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 25 ก.ย. ร.ต.อ.พีชญา ฮะวังจู ร้อยเวร สน.บางกอกน้อย รับแจ้งเหตุเจดีย์ทรุดลงมาทับคนงานก่อสร้างภายในวัดพระยาทำวรวิหาร ถนนอรุณอมรินทร์ซอย 15 แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กทม. มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก จึงรายงานผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นหอเจดีย์ทรงระฆังเก่าแก่สร้างขึ้นสมัยอยุธยา หรือเรียกว่าเจดีย์ยักษ์ ความสูง 12 วา 3 ศอก กว้างโดยรอบ 10 วา พบคนงานร้องขอความช่วยเหลืออยู่ใต้คานที่ทำจากเหล็กไอบีมขนาดใหญ่ ถูกเศษซากรูปปั้นยักษ์ที่หักลงมาทับร่างได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 11 คน เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือออกมาได้ทันที 9 คน ขณะที่อีก 2 คนถูกเศษปูนทับจนมิด ต้องให้ออกซิเจนและปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนขนเศษอิฐและปูนออกแล้วใช้เครื่องตัดถ่างเปิดทางดึงร่างของคนงานทั้ง 2 คนออกมาท่ามกลางไทยมุงนับร้อยคน ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงจึงช่วยนำตัวออกมาได้หมดอย่างทุลักทุเล รีบนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช
...
ตรวจสอบทราบชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ ประกอบด้วย นายปิยะพัฒน์ เอี่ยมศรี นางรำพึง โภคานิตย์ นายสายัน พะทะนะ นายสายัน หมื่นวงษ์ นางศรีทอง หมื่นวงษ์ นายจันธร คงยิ่งหาร นายวินัส แก้วสุวรรณ นายไพศาล เอี่ยมศรี นายกสิน ชัยศิริ ส่วนนายบุญเสริม แสงประเสริฐ และนายวิลาศ ใจจังหรีด อาการสาหัส
สอบสวนนางหยาดวนา ประเสริฐสม อายุ 48 ปี หัวหน้าคนงานบริษัทฟีเนส ซอยด์ เทสติ้ง จำกัด รับช่วงดีดตัวหอระฆังมาจากบริษัทปรียะกิจ จำกัด ที่ได้รับสัมปทานจากกรมศิลปากรให้การว่า เมื่อช่วงเช้ามีคนงานทำงานทั้งหมด 16 คน ก่อนเกิดเหตุขณะกำลังใช้แม่แรงดีดเหล็กไอบีมที่วางไว้ใต้ฐานเจดีย์ เพื่อยกตัวเจดีย์ที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 ตันให้สูงขึ้นจากพื้น 60 ซม.ตามเป้าหมาย พอได้ระดับกำลังเชื่อมเหล็กไอบีมให้อยู่ในระดับ ปรากฏว่ามีเหล็กคานเหลื่อมกันทำให้ตัวหอระฆังเคลื่อนตัวและเสียสมดุลจนทรุดตัวลงมาทั้งหลัง เป็นเหตุให้รูปปั้นยักษ์และยอดเจดีย์พังลงมาทับคนงานจนได้รับบาดเจ็บ 11 คน
ต่อมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธาของสำนักงานเขตบางกอกน้อยเอาเชือกมากั้นไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุ เนื่องจากหอ เจดีย์ทรงระฆังอยู่ในลักษณะเอียง เสี่ยงต่อการล้มครืนลงมา ขณะเดียวกัน รอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธากรมศิลปากรมาตรวจสอบความเสียหาย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นำโดย รองศาสตราจารย์ (รศ.) เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา และ รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ ที่ปรึกษา วสท.เดินทาง มาลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
รศ.เอนกกล่าวว่า จากการสังเกตเบื้องต้นทราบว่า เจดีย์ทั้งองค์ยังไม่ถล่มลงมา เพียงแต่ยุบตัวเท่านั้น ปกติแล้วสิ่งปลูกสร้างตามแนวดิ่งจะล้มเอียงทางด้านข้างมากกว่า 1 ใน 3 ส่วน เช่นในความสูง 10 ซม. หากมีความลาดเอียง 1-2 ซม.ก็มีแนวโน้มจะถล่มได้ แต่ขณะนี้ยังไม่มี อย่างไรก็ตาม วันที่ 26 ก.ย. วสท.จะขอความร่วมมือจากภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำเทคโนโลยีเครื่องสแกน 3 มิติมาตรวจสอบว่า จะล้มลงมาหรือไม่ แล้วจะให้กรมศิลปากรดำเนินการบูรณะต่อไป สำหรับการยุบตัวนั้นคาดว่าสาเหตุมาจากการยกฐานขึ้นมาระหว่างซ่อมบูรณะ หวังว่าจะไม่มีแรงลมจากพายุมาเป็นอุปสรรค
“บางครั้งทางวัดมักจะดำเนินการโดยไม่แจ้งแบบแผน ทั้งการก่อสร้างพระพุทธรูป หรือยกย้ายสิ่งปลูกสร้าง ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมในท้องถิ่น เช่น ในกรณีนี้คือ กรุงเทพมหานคร ที่จะหาวิศวกรมาสำรวจและกำหนดวิธีการรื้อถอน ปรับปรุง แต่เนื่องจากกรณีนี้มีหน่วยงานรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเกิดข้อสงสัยว่าจะมีคำสั่งระงับใช้อาคารหรือไม่” ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท.กล่าว
ด้าน รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ กล่าวว่า จากการยุบตัวดังกล่าวเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเนื้อดินที่รองรับตัวเจดีย์คงมีความอ่อนตัว ทำให้รอยต่อของโครงสร้างภายในเคลื่อนตัวตามไปด้วย เจดีย์ดังกล่าวเป็นโครงสร้างโบราณไม่เหมือนสมัยใหม่จึงไม่มีโครงเหล็กยึดภายใน ฉะนั้นระหว่างการซ่อมแซมโครงสร้างภายนอกตามหลักวิศวกรรมจะต้องเสริมโครงสร้างเฝือกให้ผิวนอกของเจดีย์เป็นเนื้อเดียวกันก่อนจึงค่อยยกฐานเจดีย์ตามเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจดีย์ทรงหอระฆังดังกล่าวถูกเรียกกันว่าเจดีย์ยักษ์ เพราะมีรูปปั้นยักษ์รอบทั้ง 4 ทิศ แต่เดิมเป็นหอระฆังมีอายุนานหลายร้อยปีจนทรุดโทรมไปมาก ช่วงนี้อยู่ระหว่างตกแต่งพื้นผิว ภายนอกใหม่ และยกระดับความสูงไม่ต่ำกว่า 1.3 เมตร จากเดิม เริ่มซ่อมแซมตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ในการซ่อมแซมโบราณสถานต่างๆจะต้องทำพิธีบวงสรวงตามประเพณีแบบพราหมณ์ แต่การซ่อมแซมครั้งนี้มีเพียงการนำพวงมาลัยมาไหว้เท่านั้น
ส่วนนายสถาพร เที่ยงธรรม ผอ.กองโบราณคดี กรมศิลปากร กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรกำลังดำเนินการตรวจสอบความเสียหายของเจดีย์ทรงหอระฆังวัดพระยาทำวรวิหารอยู่ ต้องรอรายงานความเสียหายอีกครั้ง เนื่องจากตนปฏิบัติราชการอยู่ในต่างจังหวัด สำหรับเจดีย์ทรงหอระฆังวัดพระยาทำฯเป็นโบราณสถาน อยู่ระหว่างกรมศิลปากรดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ จะดีดยกปรับระดับขึ้นมาประมาณ 40 เซนติเมตร เพื่อลดความเอียงของเจดีย์ทรง เป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่มากประมาณ 4 เมตร อย่างไรก็ตาม หากเกิดความเสียหายกรมศิลปากรจะดำเนินการบูรณะให้กลับมาเหมือนเดิมได้
...
สำหรับประวัติวัดพระยาทำวรวิหาร เป็นวัด เก่าแก่ที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด บางหลักฐานสันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ชื่อเดิมว่าวัดนาค ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าให้เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน) สมุหนายก รับเป็นธุระบูรณปฏิสังขรณ์ แบบสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด แล้วสถาปนาเป็นพระอารามหลวง เปลี่ยนชื่อจากวัดนาคเป็นวัดพระยาทำวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เป็นศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมทั้งวัดอีกครั้งจนถาวรมั่นคง กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มชำรุดทรุดโทรมมาก พระครูสุนทรากษรวิจิตร (แจ้ง) บูรณปฏิสังขรณ์ใหญ่อีกครั้ง หลังจากนั้นบูรณะสิ่งปลูกสร้างที่ชำรุดเรื่อยมา ปัจจุบันวัดพระยาทำ ตั้งอยู่เลขที่ 47 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
ต่อมาเวลา 18.00 น. ญาติของนายสุริยัน ทองสาย อายุ 46 ปี คนงานก่อสร้างชุดที่ดีดเจดีย์ทรงหอระฆังมาพบเจ้าหน้าที่บริเวณที่เกิดเหตุ แจ้งว่า นายสุริยันยังไม่กลับบ้าน และไม่อยู่ในรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจกลับไปตรวจค้นใต้ซากปรักหักพังจุดเกิดเหตุอีกครั้ง หลังจากค่อยๆขนซากปูนจุดที่ช่วยคนงานที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 คนออกมาได้ไม่เท่าไหร่ พบร่างของนายสุริยันฝังอยู่ ช่วยกันนำร่างออกมาอย่างทุลักทุเล ส่งตรวจพิสูจน์ที่นิติเวช รพ.ศิริราช และแจ้งพนักงานสอบสวนมาดำเนินการตรวจสอบเหตุการเสียชีวิตครั้งนี้
ล่าสุดเวลา 20.30 น. นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก รองอธิบดีกรมศิลปากรและนายสตวัน ฮ่มซ้าย ผอ.สำนักสถาปัตยกรรมกรมศิลปากร เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ นายอนันต์กล่าวว่า หอระฆังเป็นโบราณสถานอันสำคัญมีการบูรณะมาแล้ว 2 ครั้ง และล่าสุดเมื่อปี 2555 ทางวัดแจ้งไปว่าเจดีย์ทรุดโทรมไปมากจมลงลึกไปในดิน 1.30 เมตร กรมศิลปากรจึงมาตรวจสอบและอนุมัติการบูรณะ ทำงาน 3 ขั้นตอนคือขุดหารากฐานและทำรากฐานใหม่ ปรับดีดให้สูงขึ้น และบูรณะให้มีความมั่นคงแข็งแรง วันนี้หลังจากขุดดูรากฐานแล้ว และปรับดีดให้สูงขึ้นประมาณ 60 ซม. จึงเกิดปัญหาขึ้น ตนรับแจ้งปัญหาจึงสั่งระงับทุกอย่างไว้ก่อน วิศวกรรายงานว่า สาเหตุเกิดจากการกระแทก วันนี้หลังจากตรวจสอบดูแล้วสั่งการให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อวางมาตรการไม่ให้ตัวเจดีย์เสียหายมากกว่านี้ ส่วนที่กังวลถึงความเสียหายของเจดีย์ขอเรียนว่า โชคดีที่ก่อนบูรณะได้สแกนเจดีย์และตรวจสอบด้วยมือไว้ก่อนแล้ว สามารถบูรณะให้กลับมาในสภาพที่เหมือนเดิมให้มากที่สุด พรุ่งนี้ (วันที่ 26 ก.ย.) เวลา 09.00 น. จะให้วิศวกรมาดูในส่วนโครงสร้าง และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาตรวจสอบดูลวดลายของเจดีย์เพื่อวางแผนบูรณะ ส่วนของผู้เสียชีวิตกรมจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ได้พูดคุยกับบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง ญาติผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเกี่ยวกับเรื่องการเยียวยา ส่วนตัวเองขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บด้วย
...