‘ประสิทธิ์’ แวบไปโผล่ฮ่องกง แถลง 28 ส.ค.นี้

กองปราบฯแบ่งผู้ต้องหาคดี บิทคอยน์ที่ถูกออกหมายเรียก เพิ่มเติม 8 คน ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 5 คนโดนแจ้งข้อหาฉ้อโกงทรัพย์แน่ มีทั้งดาราหนุ่ม บูม-จิรัชพิสิษฐ์ นายปริญญา พี่ชายที่เป็นหัวโจก และยังหลบหนี นายธนสิทธิ์ จารวิจิต นายชาคริส อาห์มัด ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทเอ็กเปย์ฯ และนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เจ้าพ่อตลาดหุ้น ที่รับเงินซื้อหุ้นจากนักธุรกิจชาวฟินแลนด์แล้วแต่โอนหุ้นให้เหยื่อไม่ครบ ล่าสุด ไปโผล่ฮ่องกง ส่วนกลุ่มที่ 2 อีก 3 คนคือ พ่อแม่ของดาราหนุ่มที่มีหลักฐานรับโอนเงินเข้าบัญชี 90 ล้านบาท และนายธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตนายทหารคนดัง ที่รับโอนหุ้นมาจากนายปริญญามาไว้ในครอบครอง น้องชายวอน “ปริญญา” ให้กลับมามอบตัวสู้คดี เพราะคดีนี้ทำพ่อแม่เครียดจนล้มป่วยแล้ว

กรณีตำรวจกองปราบปรามเข้าสอบสวนขบวนการหลอกลวงนายเออาร์นี โมตาวา ซาริมา ชาวฟินแลนด์ ให้ร่วมลงทุนในธุรกิจเงินดิจิทัล หรือคริปโตเคอเรนซี่ สกุลบิทคอยน์ มูลค่าเกือบ 800 ล้านบาท เบื้องต้นตำรวจขออนุมัติศาลออกหมายจับนายปริญญา จารวิจิต อายุ 35 ปี น.ส.สุพิชฌาย์ จารวิจิต อายุ 32 ปี และนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต อายุ 27 ปีนักแสดงชื่อดัง ที่มีเส้นทางการเงินเกี่ยวพันกัน หลังจากนั้นเดินทางไปจับกุม บูม-จิรัชพิสิษฐ์ ขณะถ่ายละครย่านรัชโยธิน ต่อมา น.ส.สุพิชฌาย์ เข้ามอบตัว ให้การว่าพี่ชายคือ นายปริญญา ที่หนีไปต่างประเทศเป็นตัวการเรื่องทั้งหมด นอกจากนี้จากการสืบสวนยังพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องอีก 8 คน ตำรวจออกหมายเรียกหมดแล้ว มีทั้งนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เจ้าพ่อตลาดหุ้นไทย นายธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต นายทหารคนดัง และพ่อแม่ของบูม-จิรัชพิสิษฐ์ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 17 ส.ค. พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป.กล่าวว่า พนักงานสอบสวนจะนำหมายเรียกไปส่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 8 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่พนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานชัดเจน พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาฉ้อโกงทรัพย์ ประกอบด้วย นายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต ดาราหนุ่ม นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายที่ ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงินไปแล้ว นายธนสิทธิ์ จารวิจิต น้องชายนายปริญญา นายชาคริส อาห์มัด ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทเอ็กเปย์ จำกัด และนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เจ้าพ่อตลาดหุ้นเมืองไทย ที่อ้างกับผู้เสียหายว่า จะขายหุ้นบริษัทดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) ให้กับผู้เสียหาย 500 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 50 สตางค์ แต่กลับหาหุ้นมาให้ได้เพียง 345 ล้านหุ้นเท่านั้น

“นอกจากนี้ ยังไปเจรจานอกรอบกับนายเออาร์นี โมตาวา ซาริมา ชาวฟินแลนด์ ผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมความ โดยให้ทั้ง 5 คนต้องเข้ามาพบพนักงานสอบสวนวันที่ 28-29 ส.ค.นี้ ส่วนกรณีนายปริญญาที่ยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศต้องออกหมายเรียกไปตามขั้นตอน หากไม่มาพบพนักงานสอบสวนจะดำเนินการออกหมายจับข้อหาฉ้อโกงทันที” รอง ผบก.ป.กล่าว

พ.ต.อ.ชาคริตกล่าวอีกว่า ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มที่จะต้องเรียกมาสอบปากคำก่อนคือ นางเลิศฉัตรกมล จารวิจิต และนายสุวิทย์ จารวิจิต พ่อแม่ของนายบูม ที่รับโอนเงินเข้าบัญชี 90 ล้านบาท ให้เข้ามาให้ปากคำวันที่ 27 ส.ค. และนายธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตนายทหาร ที่รับโอนหุ้นจากพี่ชายนายบูม จะต้องเข้ามาสอบปากคำวันที่ 28 ส.ค. ถึงที่มาทรัพย์สินและหุ้นว่า ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่สามารถชี้แจงได้จะเข้าข่ายความผิด ฐานฟอกเงินเช่นกัน

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการติดตามตัวนายปริญญา จารวิจิต พี่ชายคนโตของนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต ที่ขณะนี้หลบหนีอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่มีความคืบหน้า แต่ล่าสุดพนักงานสอบสวนได้รับการประสานจากนายธนสิทธิ์ จารวิจิต พี่ชายคนรองของนายจิรัชพิสิษฐ์ หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกออกหมายเรียกมารับทราบข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ว่า จะรีบเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาโดยเร็วที่สุด ขณะนี้ยังอยู่ในเมืองไทยไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่ขอเตรียมเอกสารรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งจะเกลี้ยกล่อมให้นายปริญญาพี่ชายคนโตที่ถูกออกหมายจับข้อหาร่วมกันฟอกเงินให้เข้ามอบตัวพร้อมกัน และให้รีบกลับมาเคลียร์ปัญญาของครอบครัวที่เกิดขึ้น เพราะคดีนี้ทำให้พ่อแม่รู้สึกเครียดและไม่สบายใจอย่างหนักจนล้มป่วย

มีรายงานข่าวอีกว่า คนสนิทของนายธรรมนัส พรหมเผ่า หรือผู้กองมนัส เปิดเผยทางโทรศัพท์ว่า ขณะนี้ผู้กองมนัสเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อร่วมพิธีสืบชะตา เนื่องจากพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของผู้กองมนัส ขอให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีที่ตกเป็นข่าวว่า เกี่ยวโยงกับขบวนการโกงบิทคอยน์สัปดาห์หน้า พร้อมกันนี้ยืนยันว่ายังไม่ได้รับหมายเรียกของพนักงานสอบสวนกองปราบปราม แต่ทั้งนี้หากได้รับหมายเรียกพร้อมเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามแน่นอน

แหล่งข่าวพนักงานสอบสวน กล่าวว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายธนสิทธิ์ได้โทรศัพท์ประสานงานมายังพนักงานสอบสวนเพื่อขอเลื่อนวันเข้าพบตำรวจกองปราบปราม แต่พนักงานสอบสวนไม่อนุญาตเพราะต้องการสอบปากคำโดยเฉพาะบิดาและมารดาของ 4 พี่น้องตระกูลจารวิจิต เนื่องจากมีส่วนเข้าไปพัวพันกับการรับเงินที่โอนมาจากนายปริญญาด้วย อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนจะให้ความเป็นธรรมในการแจ้งข้อหา และดูจากเจตนาเป็นหลัก ส่วนของนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เจ้าพ่อตลาดหลักทรัพย์ พบว่ามีความผิดค่อนข้างชัดเจน จึงต้องถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ เนื่องจากรับเงินค่าซื้อหุ้นบริษัทดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน)ไปแล้ว แต่กลับโอนหุ้นให้ไม่ครบ 500 ล้านหุ้น ตามสัญญาที่ให้ไว้กับผู้เสียหาย และล่าสุดนายประสิทธิ์ยังไม่ได้ติดต่อพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสข่าวที่ว่า นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ หนีไปเวียดนามแล้วนั้น จากการสอบถามผู้ใกล้ชิดกับนายประสิทธิ์ชี้แจงว่า ขณะนี้นายประสิทธิ์บินไปที่ฮ่องกงแล้วจะไปเวียดนามต่อแค่วันเดียว อ้างว่า นายประสิทธิ์ไปฮ่องกงเพื่อช่วยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย 2 บริษัทที่มาโรดโชว์เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนฮ่องกงและในวันที่ 18 ส.ค.นายประสิทธิ์จะไปร่วมงานการแข่งขันแบดมินตันของนักข่าวที่คอร์ทเอ็นเค คอมเพล็กซ์ ใกล้โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี และมีแผนว่าวันที่ 28 ส.ค.จะเปิดแถลงข่าวชี้แจงความบริสุทธิ์กับสื่อมวลชนแน่นอน จะไม่หนีไปไหน ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานหาสถานที่แถลงข่าว

นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า ตำรวจกำลังตรวจสอบเชิงลึกถึงความเกี่ยวพันอื่น หลังพบรายชื่อนายทหารรายหนึ่งถือหุ้นบริษัท ดีเอ็นเอฯ มากถึง 425.29 ล้านหุ้นหรือ 8.05% อาจพัวพันการนำเงินจากบิทคอยน์เข้ามาลงทุนในหุ้นดีเอ็นเอ หากดูโครงสร้างผู้ถือหุ้นล่าสุดจะพบว่า รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 อันดับแรกคือ ผู้ถือหุ้นดั้งเดิม แต่มีรายชื่อผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ที่เพิ่งเข้ามาถือหุ้นเมื่อวันที่ 1 ก.พ.2561 ทั้งนี้ เมื่อสืบค้นข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบว่า ตามแบบ 246-2 เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2561 นายปริญญา จารวิจิต รายงานการขายหุ้นดีเอ็นเอเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2561 จำนวน 8.05% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด เป็นจำนวนเดียวกับที่นายธรรมนัส พรหมเผ่า รายงานการซื้อหุ้นดีเอ็นเอจำนวน 8.05% ดังกล่าว

...

ขณะที่มีรายงานว่า นายเออาร์นี โมตาวา ซาริมา ผู้เสียหายชาวฟินแลนด์ เป็นผู้พานายทหารผู้นี้เข้ามาอยู่ในวงนี้ เพื่อต้องการให้ช่วยเคลียร์กับกลุ่มนายปริญญา หลังจากเห็นความไม่ชอบมาพากล จนกระทั่งมีการโอนหุ้นดีเอ็นเอจำนวนดังกล่าวจากนายปริญญา