ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง “ศักดิ์ชัย กาย” บก.นิตยสารลิปส์และนักจัดดอกไม้ชื่อดัง กับพวก ปลอมพินัยกรรม “วิวรรธน์ ณ ป้อมเพชร” อดีตเอกอัครราชทูตไทย ยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่ามหาศาลให้ขาดอายุความไม่พบพิรุธ ทั้งคู่ มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ ส่วนลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมเป็นของผู้ให้หรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาลแพ่งไม่มีผลผูกพันคำพิพากษาในคดีอาญา
ที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ส.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.3830/2559 ที่นายธีรวัต ณ ป้อมเพชร ทายาทนายวิวรรธน์ ณ ป้อมเพชร อดีตเอกอัครราชทูตไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายศักดิ์ชัย กาย บรรณาธิการนิตยสาร “ลิปส์” และนักจัดดอกไม้ชื่อดัง กับพวกรวม 4 คน เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเบิกความเท็จ และนำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 180, 264 และ 268
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นเดือน ม.ค. 2548-มี.ค.2549 พวกจำเลยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์พิมพ์พินัยกรรมว่านายวิวรรธน์ ณ ป้อมเพชร มีคำสั่ง ให้ยกเลิกพินัยกรรมที่เคยทำไว้ และนายวิวรรธน์ยกที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ แขวงทุ่งวัดดอน เขตยานนาวา กทม.พร้อมสิ่งปลูกสร้างห้องชุดคอนโดมิเนียม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ปลอมลายมือชื่อของนายวิวรรธน์ในช่องผู้ทำพินัยกรรม ทั้งที่ความจริงนายวิวรรธน์ไม่ได้ทำพินัยกรรม ไม่มีเจตนาที่จะยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์และทายาทนายวิวรรธน์ได้รับความเสียหาย
ต่อมาวันที่ 27 เม.ย.2554 จำเลยที่ 2 นำสืบ และแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี จำเลยที่ 2 ใช้และอ้างพินัยกรรมเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดทำพินัยกรรมให้กับนายวิวรรธน์ ข้อความส่วนใหญ่มาจากข้อความที่นายวิวรรธน์เขียนมาในร่างพินัยกรรม จำเลยที่ 2 จัดพิมพ์และให้นายวิวรรธน์ ลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรม จำเลยที่ 3 และ 4 ลงลายมือชื่อในช่องพยาน จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและผู้พิมพ์ในพินัยกรรม การอ้างพินัยกรรมดังกล่าวมีเจตนาให้ศาลหลงเชื่อว่าเป็นพินัยกรรมที่แท้จริง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามกฎหมาย ป.วิอาญา ห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ายกฟ้อง วินิจฉัยว่าขาดอายุความไม่มีมูลในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์โต้ว่าคดีมีมูล ศาลไม่รับวินิจฉัย สำหรับประเด็นที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นการเบิกความเท็จหรือไม่ เห็นว่าแม้ข้อเท็จจริงศาลแพ่งพิพากษาว่ายังฟังไม่ได้ว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมเป็นของนายวิวรรธน์ แต่เป็นดุลพินิจของศาลแพ่ง ไม่มีผลผูกพันคำพิพากษาในคดีอาญา ทั้งนี้จากการไต่สวนทราบว่าจำเลยที่ 1 สนิทสนมกับนายวิวรรธน์มีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษ การที่นายวิวรรธน์ยกมรดกให้จำเลยที่ 1 มากกว่าใครไม่เป็นข้อพิรุธ นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 เบิกความไปตามข้อเท็จจริง พยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกปลอมเอกสารเบิกความเท็จ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน