ถึงจะถอดเครื่องแบบโบกมืออำลาวงการตำรวจไปแล้ว แต่มือปราบหูดำ อย่าง "รองแต้ม" พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ก็ยังมีความผูกพัน และเฝ้าดูความเป็นไปในแวดวงสีกากี โดยเฉพาะข่าวคราวสมัยนี้ ที่มีการชี้นำมากมายจากตัวกลาง หรือสื่อกลาง ทนายความ หรือสมาคม ชมรม ต่างๆ เข้ามาให้ความช่วยเหลือคดีอาชญากรรม คดีที่ผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือคดีใดๆ ก็ตามแต่ ความเคลื่อนไหวของบุคคลเหล่านี้ สร้างกระแสข่าวให้คนในสังคมสับสนไปล่วงหน้า ทั้งที่ กระบวนการยุติธรรมที่มีเพียง "ตำรวจ อัยการ ศาล" ยังไม่ได้ทำหน้าที่จนถึงจุดสิ้นสุดของคดีความ แต่ในบางเหตุการณ์ ประชาชนกลับเชื่อในข้อมูลต่างๆ ที่นำมาเผยแพร่ไปก่อนแล้วล่วงหน้า ซึ่งถือว่าไม่ยุติธรรม
ภายหลังที่หน่วยงานภาครัฐ ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ ถึงกรณีดังกล่าวตลอดรอบสัปดาห์ ทางทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ที่ออกตัวว่ามีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน เกี่ยวกับการทำหน้าที่เกินขอบเขตของคนกลุ่มหนึ่ง "รองแต้ม' จึงแสดงความคิดเห็น และให้ข้อมูลทั้งหมดตามหัวข้อดังนี้
เพราะตำรวจอ่อนแอ หละหลวม ไม่ใส่ใจทำคดีเลยมีคนกลางแทรกเข้ามา
ก่อนอื่นตำรวจเอง ต้องยอมรับด้วยว่าตัวเองปฏิบัติหน้าที่หย่อนยาน ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ หรือละเลยการทำงานของตัวเองหรือเปล่า ทำให้คนกลางเหล่านี้แทรกตัวเข้ามาช่วยเหลือ และผลักดันให้ตำรวจขับเคลื่อนงานสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชน หากตำรวจรู้หน้าที่ ทำงานตามเป็นระบบระเบียบ ทำสำนวนรัดกุมถี่ถ้วน เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีคนกลางแทรกเข้ามา ตำรวจก็จะสามารถชี้แจงให้เห็นได้เป็นฉากๆ ข้อๆ ว่า ตรงนี้เป็นแบบนี้ ตรงนั้นเป็นแบบไหน ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยไม่ทำอะไร พอชาวบ้านเขาเดือดร้อนจริงๆ พึ่งตำรวจไม่ได้ เขาก็ต้องไปพึ่งคนอื่น ซึ่งก็ไม่ผิด และถือเป็นเรื่องดีนะที่มีองค์กรต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือผู้เดือดร้อน
"ชมรมฯ สมาคม หรือทนายความ มีหน้าที่ให้คำปรึกษา ไม่ใช่ขยายปัญหาสุมไฟให้เป็นข่าว"
เปิดทีวีดูคดีดังๆ จะเห็นว่ามีตัวกลางต่างๆ ออกมาดำเนินงาน ทำหน้าที่ช่วยเหลือเหยื่อที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมากมาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ ดีมากด้วย เพราะว่ามันเป็นการช่วยเหลือคนที่เขาเดือดร้อนจากเหตุการณ์ต่างๆ แต่การเข้ามาตรงนี้ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อชี้นำจนทำให้กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงไขว้เขว หรือเอาข้อมูลที่มีมาป่าวประกาศออกสื่อชี้นำจนประชาชนเชื่อไปก่อนแล้วทั้งๆ ที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน ซึ่งที่ผ่านมาเห็นมาหลายข่าวมาก โดยเฉพาะกองปราบปราม ตอนนี้มีทนาย สมาคม ชมรมต่างๆ ไปกันเยอะ แล้วกระแสข่าวก็ตีกันสะพัด เท็จจริงอย่างไรยังไม่มีใครรู้เลย แต่เหมือนตัดสินคนผิดกันไปล่วงหน้าเพียงเพราะความเชื่อจากคนในสังคม
"ทุกวันนี้เห็นออกกันมามีกระแสรายวัน ผมเองยังไม่เห็นว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนไหนจะออกมาจัดระเบียบเรื่องนี้ เรียกได้ว่าตรงไหนมีนักข่าว ก็ไปสร้างกระแสกันตรงนั้น แล้วทางชมรม สมาคม ต่างๆ นานาก็ออกมาพูดให้ข่าวกันเอง ได้หลักฐานอะไรฝั่งที่ตัวเองช่วยเหลือมา ก็งัดเอามาประโคมข่าวถี่ๆ นักข่าวก็กลายเป็นเครื่องมือ ข้อเท็จจริงยังไม่รู้เลยว่าพิสูจน์แล้วบทสรุปออกมาเป็นอย่างไร แต่คนกลุ่มใหญ่เชื่อไปแล้ว สำหรับผม ผมมองว่ามันไม่ถูกต้อง และรู้สึกสงสารคนที่ถูกสังคมตัดสินไปแล้ว"
เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานยากขึ้น หากผลออกมาไม่ตรงใจ ถูกโจมตีอีก
ต้องยอมรับว่าการนำเสนอทิศทางข่าวต่างๆ จะด้วยจากคำพูดของตัวกลางที่ให้ข้อมูลผ่านสื่อกระแสหลัก หรือเอาไปพูดปั่นกระแสกันเองในโลกโซเชียล มันเหมือนจิตวิทยาในการสร้างแรงจูงใจ ประโคมข่าวชวนให้เชื่อตามข้อมูลที่บุคคลนั้นๆ พูดไป ทำให้เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์ความจริงตามขั้นตอนออกมา แล้วกลับพบว่าไม่ได้เป็นแบบนั้น ซึ่งประชาชนที่ได้ไปรับฟังข้อมูลก่อนหน้านี้มาดันเชื่อไปแล้ว กลับกลายเป็นมาต่อต้านกระบวนการทำงานของตำรวจ แบบนี้เข้าข่ายแทรกแซง ทำเกินหน้าที่ของตัวเอง เพราะกระบวนการยุติธรรมมันคือ "ตำรวจ อัยการ ศาล"
ปั่นกระแส - สร้างกระแส - ปลุกกระแส ชี้ผิด ชี้ถูก ฟันธงกันไปก่อนศาลตัดสิน
บางคดีผู้ถูกกล่าวหาอาจจะมีความผิดจริง แต่การเข้ามาช่วยเหลือ ในแนวทางให้ข้อมูล ควรให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างคุณพาเหยื่อไปร้องกองปราบ คุณก็ต้องให้ข้อมูลกับตำรวจกองปราบ ไม่ใช่ไปสร้างกระแสออกสื่อ ข้อมูลความลับในชั้นสืบสวนสอบสวนเอาไปพูดสร้างกระแสหมดเลย แบบนี้มันเลยเถิดเกินขอบเขตการช่วยเหลือ ไม่ใช่ไปชี้นำ จะไปฟ้องเขาเอง ไปทะเลาะกับเขาเอง มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณ มันเป็นหน้าที่ของตำรวจเขา ปั่นกระแสกันซะจนหน่วยงานอื่นกระดิกตัวไม่ได้ เพราะคุณไปชี้นำให้คนอื่นเชื่อแบบนั้น
ต่างคนต่างทำหน้าที่ในขอบเขตของตัวเอง ทั้งตำรวจ และคนกลางที่เข้ามาช่วยเหลือ
ผมว่ามันไม่ได้เป็นผลดีอะไรเลย ที่บางคนออกมาทำอะไรแบบนี้ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ ควรออกมาจัดระบบระเบียบการสร้างกระแสตีข่าว ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินการแบบนี้ไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ตำรวจเองก็ต้องไม่อ่อนแอเปิดช่องว่างให้เขาเข้ามาโจมตี ชิงพื้นที่หน้าสื่อ ลงมือทำงานของตัวเองอย่างเข้มแข็ง เพราะถ้ายังหละหลวมแบบนี้ มันก็จะมีคนกลางยื่นมือเข้ามา เพราะว่าเขาพึ่งตำรวจไม่ได้ไง