หมายจับออกแล้ว 1 ในหัวขโมยงัดตู้เติมเงินมือถือ หลังกล้องวงจรปิดจับภาพขณะขี่ จยย.ไปก่อเหตุ ด้าน น.1 สั่ง พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. เร่งหารือ 26 ผู้ประกอบการ จัดระเบียบวางแนวทางป้องกันการโจรกรรมระยะยาว ก่อนติดตั้ง
กรณีแก๊งโจรทุบตู้เติมเงินมือถืออาละวาดหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานครในห้วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 275 คดี มียอดรวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นเชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. เร่งติดตามผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าน่าจะมีลักษณะเป็นขบวนการ ร่วมมือกันตระเวนก่อเหตุ โดยพบเบาะแสว่าก่อนหน้านี้มีผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายโจรทุบตู้เติมเงินมือถือ เคยถูกตำรวจเรียกตรวจค้นทำประวัติในพื้นที่ บก.น.9 กำลังติดตามตัวมาสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมาย ขยายผลหาข้อเท็จจริงต่อไป โดยในวันที่ 8 ส.ค. บช.น. จะเรียกผู้ประกอบการและเจ้าของตู้เติมเงินมือถือทั้งหมดที่ให้บริการอยู่ในประเทศไทยเข้าพบเพื่อร่วมหารือถึงแนวทางการป้องกัน แจกแจงมูลค่าความเสียหาย และหามาตรการป้องกันการถูกโจรกรรมในระยะยาว
ขณะที่ พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น.กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจากศาลแล้ว 1 ราย ตามภาพวงจรปิดที่บันทึกภาพผู้ก่อเหตุขณะขี่ จยย.สวมหมวกกันน็อกไว้ได้ ส่วนมาตรการป้องกัน บช.น.ได้ทำอย่างเร่งด่วนโดยทำหนังสือเชิญผู้ประกอบการตู้เติมเงินโทรศัพท์ อาทิ บริษัทเอเจฯ และบริษัทอื่นๆ รวม 26 บริษัท เข้าร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายปราบปราม ที่ บช.น. ในวันที่ 8 ส.ค. เวลา 13.30 น. เพื่อร่วมกันหา ทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นอีก เช่น ตำรวจต้องทราบว่าตู้ตั้งอยู่ที่ใดบ้าง และต้องไม่อยู่ในจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม
...
รอง ผบช.น.กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าใน กทม.มีการตั้งตู้ทั้งหมด 3,400 กว่าจุด บริษัททำประกันภัยไว้ หากเกิดเหตุก็เรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกัน แต่ภาระคดีต้องตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำเป็นต้องประชุมหามาตรการป้องกันร่วมกัน โดยอาจจะให้พนักงานของบริษัทจัดคนร่วมตรวจตรากับตำรวจ หรือวางจุดที่ตั้งตู้จะต้องปลอดภัย ไม่อยู่ในที่ปลอดคน และมีหรือใกล้กับกล้องวงจรปิด เป็นต้น เนื่องจากจุดเกิดเหตุที่คนร้ายก่อเหตุงัดตู้แทบไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่เลย
มีรายงานว่า ที่ผ่านมา มีบริษัทประกอบกิจการ ตู้เติมเงินมือถือ นำตู้ไปติดตั้งวางให้บริการตามแหล่งชุมชนจำนวนมาก ติดตั้งอย่างอิสระไม่มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องแจ้งให้หน่วยงานราชการทราบ ส่วนใหญ่จะเลือกติดตั้งหน้าร้านขายของชำ หน้าโรงงาน ตรอกซอกซอยตามจุดอับจุดล่อแหลม ห่างไกลจากร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้า เนื่องจากแผนการตลาดของผู้ให้บริการตู้เติมเงินเหล่านี้เน้นที่ความสะดวกในการเติมเงินของลูกค้าที่ไม่ต้องเดินทางไปเติมเงินที่ห้างหรือร้านสะดวกซื้อริมถนนใหญ่ และเมื่อตู้ให้บริการส่วนใหญ่ ตั้งอยู่ในจุดอับตามแหล่งชุมชนทำให้ไร้มาตรการป้องกันการโจรกรรม โดยเฉพาะไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพลงมือได้โดยง่าย
สำหรับตู้เติมเงินมือถือเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินที่ทางบริษัทผู้ให้บริการ เป็นผู้ครอบครอง มีชาวบ้านและภาคเอกชนให้เช่าหน้าร้านติดตั้งส่วนหนึ่ง และมีบ้างเช่นกันที่ขายขาดให้เอกชนนำไปลงทุนติดตั้งเอง โดยมากจะทำประกันการถูกโจรกรรมเอาไว้ เเละเมื่อทราบว่าตู้เติมเงินของตัวเองถูกงัดทางผู้เสียหายที่ส่วนใหญ่ใน 1 รายจะมีตู้เติมเงินหลายๆตู้ในความครอบครองจะเข้ามาแจ้งความแบบรวดเดียว เพื่อนำหลักฐานไปยื่นเคลมกับบริษัทประกันภัย โดยที่ผู้เสียหายเองก็ไม่รู้ ไม่มีข้อมูลว่าโจรก่อเหตุไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รวมทั้งไม่มีข้อมูลความเสียหายว่ามากมายขนาดไหน เพราะไม่สามารถระบุยอดเงินที่อยู่ในตู้ขณะถูกงัดเอาไปได้ ทำให้ภาระตกอยู่กับพนักงานสอบสวนแต่ละท้องที่ เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ต้องไปขอให้บริษัทผู้ให้บริการชี้แจงรายละเอียดมาประกอบสำนวนคดี