เกิดเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อโซเชียลแห่แชร์คลิปทอมทำร้ายร่างกายแฟนสาว โดยใช้หมวกกันน็อกฟาดที่ใบหน้า ก่อนเตะไปที่ใบหน้าอีกหลายครั้ง จนแฟนสาวสลบ จากนั้นจึงลากแฟนสาวมาทำร้ายร่างกายต่อจนกระดูกเบ้าตาแตก ระหว่างนั้นมีคนเดินผ่านไปมา แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือ ขณะที่เหยื่อสาวยังมีสติได้ร้องเรียกขอความช่วยเหลือจากกลุ่มชายที่ยืนอยู่ในหอพัก แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไป กระทั่งมีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้าไปช่วยเหลือ จนคนอื่นๆ เดินตามเข้าไป

จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีคนวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้เห็นเหตุการณ์ที่มีคนถูกทำร้ายร่างกายต่อหน้า แต่กลับไม่เข้าไปช่วยเหลือแต่อย่างใด

หากดูในมุมของกฎหมายอาญามาตรา 374 ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต ซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่นแต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

...

แต่ที่ผ่านมาคดีลักษณะนี้ เคยมีคนถูกลงโทษบ้างหรือไม่ และจะมีวิธีการช่วยคนถูกทำร้ายอย่างไรโดยที่ไม่ให้ตัวเองโดนลูกหลงไปด้วย นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด จะเป็นผู้อธิบายในเรื่องนี้...

นายปรเมศวร์ กล่าวในมุมของกฎหมายมาตรา 374 ว่า โดยทั่วไปแล้ว มักจะไม่ค่อยมีการดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว เนื่องจากบางคดีพิสูจน์กันยาก โดยก่อนหน้านี้ เคยมีคดีที่ศาลสั่งไม่ฟ้อง จากคดีที่มีผู้เห็นคนจมน้ำและไม่ลงไปช่วย เนื่องจากพิสูจน์แล้วว่า ว่ายน้ำไม่เป็น ซึ่งการจะช่วยคนอื่นได้นั้น ตัวเองต้องสามารถเอาตัวรอดได้ก่อน และมาตรา 374 นี้ เป็นความผิดลหุโทษ บังคับใช้กฎหมายยาก

“ถามว่าเคยมีสังคมกดดันให้ลงโทษบ้างไหมที่ไม่ยอมเข้าไปช่วย ก็คงไม่มีหรอกครับ เราต้องดูก่อนว่า เขาช่วยได้ไหม ถ้าเขาช่วยไม่ได้มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าไปช่วย เราต้องมองให้ครบทุกมุม ถ้าช่วยได้ก็ต้องช่วย แต่ถ้าช่วยไม่ได้ก็มีบ่อยครั้งที่คนไม่ได้เข้าไปช่วย ซึ่งก็มีน้อยมาก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เพราะถ้าเข้าไปช่วยแล้วอันตรายเกิดเหตุก็คงไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตราย” รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด อธิบาย

นายปรเมศวร์ กล่าวต่อว่า กรณีที่ไม่เข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในภยันตราย บางคดีพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับที่สถานีตำรวจได้ ไม่ได้ถึงขั้นที่ต้องส่งฟ้องศาล อาจจะเคยมีแล้วปรับไปแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ลงโทษจำคุก เพราะเมื่อไปถึงชั้นพนักงานสอบสวน บางครั้งญาติเหยื่อก็ไม่ติดใจเอาความ สามารถไกล่เกลี่ยกันได้

แต่ทั้งนี้ มีคดีน้อยมากที่ต่อสู้กันไปจนถึงชั้นศาล แทบไม่ค่อยพบ บางคดีพนักงานสอบสวนก็ดำเนินคดีเอง เพราะเห็นว่าควรจะช่วยได้แต่กลับไม่ช่วย

...

นอกจากนี้ นายปรเมศวร์ ยังเปิดเผยถึงวิธีการช่วยคนถูกทำร้ายโดยที่ไม่โดนลูกหลงและไม่ผิดกฎหมาย ว่า การช่วยมีหลายวิธี เช่น ตะโกนให้คนมาช่วย ตะโกนว่าตำรวจมา ตะโกนส่งเสียงดังๆ หรือการโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ก็เป็นการช่วยเหมือนกัน โดยช่วยในลักษณะที่คิดว่าช่วยได้ เพราะถ้าช่วยแล้วเกิดอันตรายต่อตัวเอง กฎหมายไม่ได้บังคับให้พลเมืองดีต้องไปเสี่ยงอันตราย มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ป้องกันตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าไปจำกัดว่า “การช่วยเหลือ” คือ “การใช้กำลัง” ปะทะกับผู้ก่อเหตุ

"การช่วยเหลือผู้อื่นต้องให้ตัวเองปลอดภัยก่อน และการช่วยเหลือมีหลายวิธี บางคนเวลาช่วยเหลือก็ทำในลักษณะการป้องกันเลย เช่น ถ้าใครมีปืนอยู่แล้วเห็นคนกำลังจะแทงกันก็ยิงยับยั้งคนร้ายไม่ให้ไปแทงคนอื่นได้ ถามว่าผิดไหม ถ้าเป็นการป้องกันก็ไม่ผิด เหมือนกับเวลาที่ตำรวจไปเจอคนร้ายที่กำลังจะยิงคนอื่น ก็ไม่ได้ผิดอะไร เป็นการยับยั้งเหตุร้าย และป้องกันชีวิตคนอื่นไม่ให้ได้รับอันตราย” รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด กล่าวสรุป.

...