ถอดบทเรียนภารกิจช่วย 13 ชีวิตหมูป่าติดถ้ำหลวง จากการร่วมแรงร่วมใจจากนานาชาติจนประสบความสำเร็จ ทุกคนรอดปลอดภัยดี ซึ่งนับแต่นี้ไปจากกรณีถ้ำหลวง จะทำให้หลายคนรู้จักระมัดระวังมากขึ้นในการท่องเที่ยว และรู้เท่าทันภัยพิบัติธรรมชาติ โดยเฉพาะพวกนิยมการผจญภัย เพราะช่วงหน้าฝน เป็นสิ่งไม่ควรเข้าไปในถ้ำอย่างเด็ดขาด จากอันตรายของน้ำที่เอ่อล้นมาจากซอกหินในถ้ำ

เมื่อย้อนไปในอดีต หากไม่ใช่คนในพื้นที่ จ.เชียงราย หลายคนคงไม่คุ้นชื่อถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน คาดว่าในอนาคตจะถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชีวิต และที่สำคัญต้องทำให้เกิดความปลอดภัย มีมาตรการป้องกันการเข้าออก ไม่ควรเข้าไปในฤดูน้ำ หรือมีมาตรการอื่นๆ เหมือนในต่างประเทศ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบแจ้งเตือน บันได ป้ายแจ้งเตือน เป็นต้น ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง อบต. อบจ. เทศบาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องหามาตรการที่เหมาะสม เพื่อรองรับการท่องเที่ยวในอนาคตสำหรับถ้ำหลวงแห่งนี้ และการจะเข้าไปในถ้ำ ต้องมีการติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขออนุญาต

...

จ่าเอกสมาน กุนัน หรือจ่าแซม อนุสรณ์สถานของความเสียสละ  

ส่วนสิ่งที่ตามมาหลังจากนี้ทั้งแนวคิดการทำอนุสาวรีย์ "จ่าเอกสมาน กุนัน หรือจ่าแซม" ขนาดใหญ่ 2 เท่าคนจริง เพื่อรำลึกถึงจ่าแซม นักทำลายใต้น้ำจู่โจมนอกราชการ กองทัพเรือ ที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการช่วยเหลือดังกล่าว โดยทางอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย จะทุ่มทุนส่วนตัวทำเองทั้งหมด เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของความเสียสละแก่ผู้อื่น รวมถึงการเขียนรูปภาพความกว้างประมาณ 3 เมตร ยาว 13 เมตร เท่ากับจำนวนเด็ก 13 คน เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง การเข้าไปช่วยเหลือของฝ่ายต่างๆ

รวมไปถึงชาวต่างประเทศจำนวนมากที่เดินทางไปช่วย ให้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ ในอนาคต และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่มีคุณค่า ซึ่งระหว่างนี้ต้องขออนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการดำเนินการ

ปรากฏการณ์ถ้ำหลวง

ขณะที่ นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวในการเสวนา “วิเคราะห์ปรากฏการณ์ถ้ำหลวง จากหลากมิติ” ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่า สามารถถอดบทเรียนได้ 4 เรื่องสำคัญ คือ

1.เรื่องความเชื่อของสังคมไทย โดยเฉพาะในเรื่องไสยศาสตร์ ซึ่งถ้าไสยศาสตร์ หรือร่างทรงมาให้กำลังใจก็จะทำให้ทุกคนรู้สึกดี แต่ในความจริงร่างทรงเข้ามาในพื้นที่และมาพูดจาว่าเด็กแย่ ก็จะเกิดผลเสีย

2.การเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี ขณะนี้ทุกคนนำเสนอข่าวโดยรอเทคโนโลยีมาแก้ปัญหา และก่อนที่จะนำเสนอข่าวต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจน ไม่งั้นจะเกิดผลกระทบ เช่น เรื่องมีนำเสนอข่าว ดาวเทียมบนฟ้าที่ช่วยค้นหาเด็กในพื้นที่ลึกๆ ได้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีเทคโนโลยีนี้ โดยเทคโนโลยีที่ดี น่าเชื่อถือ และสำคัญมากที่สุด คือเทคโนโลยีพญานาค หรือเครื่องสูบน้ำ อย่าคาดหวังกับเทคโนโลยีไฮเทค ควรวางแผนในสิ่งที่มีอยู่และใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

3.การให้ข้อมูลในการช่วยเหลือเด็ก ซึ่งการนำเสนอข่าวของสื่อไทย ควรที่จะต้องนำเสนอในเรื่องของการช่วยเหลือเด็กที่ถูกต้อง เพราะหลังจากที่ทุกคนรู้ว่าพบเด็ก ก็พร้อมที่จะส่งอาหารไปให้ ทั้งที่ร่างกายของคนเราหากขาดสารอาหาร 4-5 วัน การจะให้อาหารปกติ ไม่สามารถรับประทานได้ เพราะอาจจะทำให้เสียชีวิตได้

4.การให้ข้อมูลในการเข้าถ้ำ ซึ่งขณะนี้มีการแชร์ป้ายหน้าถ้ำ มีการกำหนดชัดเจนว่าห้ามเข้า แต่เด็กกลับเข้าไป จนทำให้หลายคนกล่าวว่าเด็กจะเข้าไปทำไม ทั้งที่มีป้ายห้ามเข้า แต่ในความเป็นจริง ป้ายดังกล่าวที่แชร์กันในโซเชียล เป็นป้ายใหม่ที่ทำขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ โดยป้ายเดิมนั้นเล็ก และมีการห้ามเข้าเดือน ก.ค.-พ.ย. ซึ่งช่วงที่เด็กเข้าไปก่อนที่ห้ามเข้า ดังนั้นเด็กกลุ่มนี้เป็นนักท่องเที่ยวผู้ประสบภัย ไม่ใช่เป็นเด็กที่เขาห้ามแล้วยังเข้าไปอีก ดังนั้นข้อมูลที่นำมาแจ้งเป็นข้อมูลเก่าที่ไม่เคยศึกษาถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

...

สื่อโซเชียล ไปไว ไร้การตรวจสอบ 

ข่าวจริง ข่าวลวง ว่อนโซเชียลไปหมด ไม่รู้ว่าแหล่งข่าวจากที่ไหนเชื่อถือได้บ้าง มันผิดพลาดถึงขั้นที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์อย่างผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ต้องกำชับห้ามเจ้าหน้าที่ทุกนายให้ข่าวกับสื่อมวลชน เกรงว่าจะสับสนไปกันใหญ่ ดีที่สุดคือ รอฟังการแถลงข่าวจากผู้ว่าฯ โดยตรงจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุด ตรงจุดนี้ สื่อมวลชนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี บทเรียนที่ได้ในครั้งนี้คือต้องตรวจสอบความชัดเจนก่อนนำเสนอ เพราะอาจสร้างความสับสนเข้าใจผิดแก่คนหมู่มาก

อีกมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า สื่อเล็ก สื่อน้อย สื่อตามเพจต่างๆ ในโลกโซเชียลเปิดตัวมีบทบาทกันอย่างคึกคัก และไม่มีกระทรวง-ทบวงไหน เข้าไปตรวจสอบผิดถูก และเมื่อข่าวสารถูกส่งต่อผิดๆ ไปยังผู้รับสาร ความคลาดเคลื่อนขยายตัวกว้างขวาง ก็อาจจะมีบ้างที่ประชาชนคนรับข่าวสารรู้สึกหมดความเชื่อถือในข้อมูล

เห็นน้ำใจเจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญ จากประเทศต่างๆ ในโลก  

ปรากฏการณ์รวมตัวเฉพาะกิจ สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านถ้ำ และการดำน้ำระดับโลก พร้อมใจกันบินตรงมายังประเทศไทย จุดหมายเพื่อช่วยค้นหา 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ในถ้ำ ทุกคนอยู่ด้วยกันตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่เจอเด็ก นอกจากนี้สำนักข่าวทั่วโลกยังเผยแพร่กระจายเรื่องราวเด็กติดถ้ำออกไป กำลังใจจากคนทุกชาติ ทุกภาษา หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย พร้อมร่วมลุ้นภาวนาขอให้เจอเด็กทั้ง 13 ชีวิตรอดปลอดภัย จนในที่สุดนักดำน้ำชาวอังกฤษเข้าไปเจอและว่าทุกคนยังอยู่รอดปลอดภัย นอกจากนี้ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย กลายเป็นสถานที่ที่คนทั่วโลกรู้จักไปโดยปริยาย.

...