เหลือตกค้างอีกมหาศาล!
มูลนิธิบูรณะนิเวศเปิดข้อมูลโควตานำเข้าขยะพิษปีละแสนตัน กำจัดได้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ เหลือตกค้างอีกเพียบ ส่วนของเสียอันตรายจากชุมชนมากถึง 6.18 แสนตัน จัดการได้เพียง 6 หมื่นตัน หวั่นเขตเศรษฐกิจพิเศษลักลอบปนขยะพิษ กับขยะชุมชน รอง ผบ.ตร. เดินหน้าเอาผิดโรงงานนำเข้าขยะพิษ สั่งตรวจสอบเจ้าของกิจการโทร.ข่มขู่เจ้าหน้าที่ ส่วนโรงงานขยะเมืองราชบุรีไม่กลัวกฎหมายถูกสั่งปิดแล้วไม่เข็ด ลอบรีไซเคิลขยะพิษกว่า 1 พันตัน ส่งกลิ่นเหม็นชาวบ้านเดือดร้อนหนัก
สังคมยังคงจับตาการลักลอบนำขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศมากำจัดในไทย จนเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ หรือพึ่งพาขยะอิเล็กทรอนิกส์มากแค่ไหน ตนไม่มีข้อมูลทราบแต่ว่าเวลานี้มีโรงงานแยก สกัดโลหะ และอุปกรณ์บางอย่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อไปใช้ประโยชน์และรีไซเคิล แต่ปัญหามีกากเหลือใช้จำนวนมาก โรงงานหลายแห่งกำจัดโดยการ ฝังกลบในพื้นที่ มีการเข้าไปตรวจโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบน้อยมาก ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวเป็น แหล่งกำเนิดมลพิษแพร่กระจายออกไปยังแหล่งน้ำ แหล่งดินในบริเวณใกล้เคียง ทราบว่าโควตาในการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์สำหรับปี 2561 ที่ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดให้จากต่างประเทศคือ 1 แสนตัน ไม่รวมขยะอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในประเทศอยู่แล้ว ประเทศไทยเองมีศักยภาพในการกำจัดขยะเหล่านี้ได้แค่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่มีอยู่ในแต่ละปีเท่านั้น ไม่รวมปริมาณขยะชุมชนที่เกิดขึ้น รายวันมีจำนวนค่อนข้างมาก
น.ส.เพ็ญโฉมกล่าวต่อว่า ในอนาคตเมื่อมีเขต เศรษฐกิจพิเศษเกิดขึ้น ปริมาณของขยะอุตสาหกรรมและขยะพิษจะเพิ่มมาก อาจจะมีเหตุการณ์การลักลอบ เอาขยะพิษเหล่านี้ไปทิ้งปะปนกับขยะชุมชน การกระทำดังกล่าวจะทำให้เกิดมลพิษปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้แพร่กระจายมากยิ่งขึ้น สำหรับข้อมูลเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ จากกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ระบุว่า ในส่วนของเสียอันตรายจากชุมชน จากการสำรวจและคาดการณ์ปริมาณของเสียอันตรายจากชุมชนที่เกิดขึ้นในปี 2560 มีทั้งหมด 618,749 ตัน ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง 60,619 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 9.80
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานประชุมแก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ พร้อมสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการดูแลปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะที่นำเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้องคัดแยกและกำจัดอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ ส่วนโควตานำเข้าที่เหลืออยู่ ถ้าบริษัทที่ทำผิดกฎหมาย ผิดเงื่อนไขในการนำเข้าต้องยกเลิกโควตาตามระเบียบ ส่วนของใหม่ที่ยังไม่ได้นำเข้า ต้องขออนุญาตตาม สนธิสัญญาบาเซิล นอกจากนี้ ตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อไม่ให้ขยะเหล่านี้เข้ามาในประเทศอีกต่อไป หากกฎหมายธรรมดาที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ให้ใช้ ม.44 สำหรับกระแสข่าวเจ้าของกิจการขยะอิเล็กทรอนิกส์บางรายโทรศัพท์ข่มขู่เจ้าหน้าที่ เรื่องนี้ ไม่ทราบว่าใครโทรศัพท์มาข่มขู่ ส่วนตำรวจที่ปฏิบัติการ ในพื้นที่จะโดนขู่หรือไม่ ต้องตรวจสอบ สั่งเน้นย้ำกับตำรวจทุกนายว่า ตนรับผิดชอบในเรื่องที่สั่งการไปทั้งหมด ใครจะมาขู่อะไรไม่ต้องฟัง ให้ฟังตนเท่านั้น
วันเดียวกัน นายรณภพ เวียงสิมมา นายอำเภอ เมืองราชบุรี พ.ต.อ.อภิชาต พุทธบุญ ผกก.สภ.เมืองราชบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบบริษัท มิราเคิล เลเธอร์ จำกัด เลขที่ 159 หมู่ 9 ต.ห้วยไผ่ อ.เมืองราชบุรี เป็นโรงงานรีไซเคิลขยะ หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าโรงงานส่งกลิ่นเหม็น เบื้องต้นพบแรงงาน 43 คน แบ่งเป็นชาวเมียนมา 32 คน และชาวจีน 11 คน นอกจากนี้ พบขยะพลาสติกรวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์บรรจุในถุงบิ๊กแบ็ก น้ำหนักกว่า 1 พันตัน บางส่วนถูกนำมาบดอัดและทำเป็นเม็ดพลาสติกแล้ว สำหรับโรงงานดังกล่าวเดิมขออนุญาตทำหนังเทียมและคัดแยกขยะ แต่ลักลอบนำขยะพลาสติกมารีไซเคิล มีความผิดประกอบกิจการผิดประเภท จนเจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้หยุดดำเนินการไปก่อนหน้านี้ แต่ลักลอบประกอบกิจการอยู่ เจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินคดีต่อไป
นายคำรณ วงค์สวัสดิ์ สมาชิกเทศบาลตำบล ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า หลังจากชาวบ้านรวมตัวประท้วงบริษัท เหอเจีย เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด เลขที่ 146 หมู่ 3 ต.ท่าถ่าน นำของเสียจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มาผ่านกรรมวิธีบดย่อยเป็นขยะ ส่งกลิ่นเหม็นและทำลายสิ่งแวดล้อม จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสั่งให้โรงงานดังกล่าวปิดปรับปรุงแก้ไข ขณะนี้มีชาวบ้านพบเห็นรถบรรทุกนำสินค้ามาถ่ายเทตอนกลางคืนในบริษัทวันละ 3-4 คัน รวมถึงมีกลิ่นเหม็นออกมา แจ้งไปยังทหารชุดประสานงานประจำ อ.พนมสารคาม แต่ทหารอ้างว่ารถบรรทุกสายไฟเก่า ไม่ใช่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่สามารถดำเนินการกับเจ้าของโรงงานได้ ส่งผลให้ชาวบ้านเริ่มไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่


