ที่ผ่านมาเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีข่าวกระทรวงกลาโหม จะจัดซื้อดาวเทียมดวงใหม่ ใช้แทนดาวเทียมของภาคเอกชน ซึ่งใกล้หมดสัญญาสัมปทานในปี 2564
กระทั่งกระทรวงกลาโหมต้องออกมาชี้แจงยืนยันยังไม่มีแนวคิด พร้อมออกมาตอบโต้พวกมโนที่ออกมาทึกทักว่าจะซื้อดาวเทียมจารกรรม หรือดาวเทียมสอดแนม มูลค่า 9 หมื่นกว่าล้านบาท เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิต และความเป็นส่วนตัวของบุคคล ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามดาวเทียมที่ใช้ในทางการทหาร หรือใช้ในกิจการกองทัพ หากเดินหน้าจะต้องได้มาตรฐานขององค์การนาซา ซึ่งหากไม่ผ่านระบบมาตรฐานที่กำหนดไว้ อาจมองได้ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง
ปัจจุบันประเทศไทยใช้ดาวเทียมสื่อสารภายใต้ชื่อ ”ดาวเทียมไทยคม” มีทั้งสิ้น 8 ดวง ใช้งานได้จริง 5 ดวง ประกอบด้วย ไทยคม 4, ไทยคม 5, ไทยคม 6, ไทยคม 7, และโดยเฉพาะ ไทยคม 8 เป็นดาวเทียมถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมถึงที่พักอาศัย หรือ Direct-to-Home (DTH) และการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ดิจิตอลความละเอียดสูง
ล่าสุด พล.อ.อ.มณฑล สัชฌุกร โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง กล่าวว่า ตามที่มีข่าวว่า นายศรีสุวรรณ จรรยา ได้ไปยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ พล.อ.อ.ประจิน กรณีดาวเทียมเธเออ (THEIA) นั้น ขณะนี้ พล.อ.อ.ประจิน ได้ให้ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมไปตรวจสอบและแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับนายศรีสุวรรณ ในฐานให้ข้อมูลที่เป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. และเป็นการสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรีและสร้างความสับสนต่อสังคม
สำหรับข้อเท็จจริงโครงการดาวเทียมเธเออ (THEIA) เป็นดาวเทียมสื่อสารเชิงพาณิชย์ มีแค่การศึกษาด้านเทคนิคโดยอนุกรรมการนโยบายอวกาศ กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เท่านั้น ยังไม่มีนโยบายและโครงการรองรับ และไม่มีการทำข้อตกลงแต่ประการใดของคณะกรรมการศึกษาข้อมูลทางเทคนิค ทั้งนี้เป็นไปตามการชี้แจงของโฆษกกระทรวงกลาโหมทุกประการ
...
ด้าน รศ.ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ผู้เชี่ยวชาญด้านดาวเทียม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ดาวเทียมอยู่ 2 ประเภท คือ 1.ดาวเทียมสำรวจ และ 2.ดาวเทียมสื่อสาร โดยประเทศไทยควรจะเพิ่มดาวเทียมประเภทสื่อสาร เพื่อทดแทนดาวเทียมเดิม ซึ่งมีระยะเวลาใช้งานที่จำกัด ต้องมีการเปลี่ยนอยู่ตลอด ส่วนดาวเทียมสำรวจ สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่ที่กุศโลบายของผู้นำไปใช้งาน ซึ่ง รศ.ดร.สุเจตน์ ได้กล่าวย้ำในตอนท้าย
สำหรับการจัดซื้อดาวเทียมของกองทัพไทย แม้ยังไม่มีความคืบหน้า หรือเป็นแค่แนวคิด เรียกได้ว่ายังไม่เกิดขึ้น แต่ในส่วนของต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ใช้ดาวเทียมสอดแนม Big Bird นอกจากนั้นยังมีดาวเทียมสอดแนมทางทะเลเพื่อใช้ในค้นหาเรือรบและเรือดำน้ำแล้ว ยังมีความสามารถในการตรวจจับหัวรบนิวเคลียร์ หรือวัตถุที่ฝังตัวอยู่ใต้ทะเลลึกได้อีกด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นดาวเทียมทางการทหารที่มีประสิทธิภาพและศักยภาพในการทำงานที่สูงมาก
ส่วนรัสเซีย ใช้ดาวเทียมสอดแนม 'คอสมอส' โดยเมื่อปี 2553 รัฐบาลรัสเซียได้ออกแถลงการณ์ถึงความประสบความสำเร็จในการยิงดาวเทียมทางทหารในตระกูล 'คอสมอส' ขึ้นสู่ห้วงอวกาศด้วยการใช้จรวด 'มอลนิยา-เอ็ม' เป็นตัวนำส่งขึ้นไปจากศูนย์อวกาศเพลเซ็ตสก์ ทางตอนเหนือของประเทศ
ขณะที่ประเทศจีน มีการใช้ดาวเทียมทางทหารที่หลากหลาย ที่ผ่านมาได้พัฒนาโครงการอวกาศทั้งทางพลเรือนและทางทหารมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น อาทิ ดาวเทียม Bei Dou (เป่ยโต่ว) เป็นระบบดาวเทียมแบบวงโคจรค้างฟ้า ซึ่งบอกพิกัดนำทางอย่างแม่นยำ โดยพัฒนาขึ้นเพื่อแข่งขันกับการพัฒนาระบบจีพีเอส (Global Positioning System) ของสหรัฐอเมริกา และ GLONASS (Global Navigation Satellite System) ของรัสเซีย.