ยังเถียงกันในโลกโซเชียล ภายหลังเจ้าของรถตัวจริง ติดตามเฝ้าดูจนพบพฤติกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอท. 1 ราย นำรถยนต์ สีและรุ่นเดียวกับของตนเอง อีกทั้งได้ผ่านการสวมทะเบียนมาขับใช้บนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร ต่อมา ฝั่งตำรวจ ปอท. ออกตัวชี้แจง ระบุ รถคันนี้ ตรวจยึดมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รอกรมศุลกากรเปิดประมูล จึงได้นำมาเก็บรักษาไว้ก่อน
ต่อมา พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบก.ปอท. ได้ให้ข้อมูลกับทาง ไทยรัฐออนไลน์ ว่า รถคันดังกล่าว มีผู้นำมาจอดทิ้งไว้ และไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าของ จึงตรวจยึดไว้ จากย่านเมืองทองธานี ช่วงประมาณต้นปี โดยส่งตรวจพิสูจน์หลายหน่วยงาน เช่น กองพิสูจน์หลักฐาน กองทะเบียนประวัติอาชญากร กรมการขนส่งทางบก บริษัทนำเข้ารถ กรมศุลกากร และประสานตรวจสอบไปยังทางการประเทศมาเลเซีย ซึ่งไม่พบข้อมูลการแจ้งหายหรือข้อมูลการนำเข้า แต่พบร่องรอยการเปลี่ยนแปลงสีของตัวรถ คาดว่าเป็นรถหนีภาษี และจัดหาทะเบียนปลอมมาสวมใช้งาน
"ส่วนเรื่องที่ จ.ส.ต.นำรถของกลางไปใช้ เบื้องต้นทราบว่า ขออนุญาตต้นสังกัดเพื่อใช้รถจริงซึ่งอยู่ระหว่างรอหลักฐานยืนยัน ทั้งนี้การนำรถที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบไปใช้งาน โดยหลักสามารถทำได้ เพื่อไม่ให้รถเสื่อมสภาพ หรือไม่เป็นภาระในการหาสถานที่จัดเก็บ แต่ต้องมีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง และต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากผลการชี้แจงชัดเจนว่าเป็นการขออนุญาตอย่างถูกต้อง ก็เห็นว่าไม่จำเป็นต้องสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยแต่อย่างใด "
ขณะที่ นายพีรนัทธ์ วงศ์สวัสดิ์ ทนายความ ใด้ให้ข้อมูลว่า ตามหลักกฎหมายแล้ว รถของกลางนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ส่วนตนได้ เนื่องจากต้องเก็บรักษาไว้เพื่อเป็นของกลางหรือพยานหลักฐานในการดำเนินคดี เว้นแต่การเคลื่อนย้ายรถเพื่อนำไปตรวจสอบ หรือเคลื่อนย้ายเพื่อนำไปเก็บรักษา แต่ถ้าทำให้รถเสียหายรถหายและเสื่อมค่าต้องรับผิดชอบ และต้องแจ้งให้ผู้ที่เป็นเจ้าของที่แท้จริงทราบ เมื่อทำการตรวจสอบและรับรถหากตรวจพบว่ามีการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147
"ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อทำ จัดการหรือรักษาทรัพทย์สินใด เบียดบังทรัพท์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสียต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึง 4 หมื่นบาท "