‘พระพรหมดิลก’ เจ้าคณะกรุงเทพและ 4 พระจาก 2 วัด เจอคดีฟอกเงินก็ต้องสึกไปด้วยคุมตัวเข้าเรือนจำ

ช็อกวงการสงฆ์ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ไม่ให้ประกัน 5 พระผู้ใหญ่ถูกจับคดีร่วมกันฟอกเงิน ประกอบด้วยผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ 3 รูป เจ้าอาวาสวัดสามพระยา และพระเลขาฯ ส่งผลให้ทั้ง 5 รูป ถูกจับสึกเข้าเรือนจำพิเศษ หลังตำรวจปฏิบัติการสะท้านผ้าเหลืองแต่เช้าตรู่ ลุยค้น 3 วัดพันคดีเงินทอนวัด ก่อนนำฝากขังพร้อมฆราวาสอีก 4 คน ขณะที่พระสังฆราชมีพระบัญชาให้ 3 พระพรหม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) พ้นจากตำแหน่ง ด้าน ปปง.อายัด 10 บัญชียอดเงิน 130 ล้านบาท ของพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ 1 ในผู้ต้องหาที่ยังจับไม่ได้ ส่วนพุทธะอิสระไม่รอด ศาลอาญาไม่ให้ประกัน ต้องสึกเข้าเรือนจำ หลังถูกกองปราบฯจับคากุฏิวัดอ้อน้อย ตามหมายคดีซ้อม 2 ตำรวจสาหัส และปลอมแปลงพระปรมาภิไธย

กรณี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.เข้าแจ้งความร้องทุกข์ บก.ปปป. ดำเนินคดีพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป กรณีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม และเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ เอาผิดพระผู้ใหญ่อีก 7 วัด พนักงานสอบสวน ปปป.ส่งสำนวนการสอบสวนทั้งหมดให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ ขณะที่ตำรวจ บช.ก. รวบรวมพยานหลักฐาน ก่อน เข้าตรวจค้นบ้าน ร.ท.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา สังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย นำตัว น.ส.นุชรา สิทธินอก แม่บ้านไปสอบสวน เนื่องจากพบเงินโอนจากพระผู้ใหญ่เข้าบัญชีถึง 25 ล้านบาท

ฐิติราชสั่งลุยค้น 3 วัดพันคดีเงินทอน

กองปราบฯเปิดฉากจับพระผู้ใหญ่ 3 วัดดังเมืองหลวงพันคดีเงินทอนวัด เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 24 พ.ค. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง รองผบช.ก. พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามลุยค้นจับกุมพระชั้นผู้ใหญ่และพระที่เกี่ยวข้อง 3 วัดดังในกรุงเทพฯ ประกอบด้วย วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ และวัดสามพระยาวรวิหาร เขตพระนคร หลังตรวจสอบ พบความเชื่อมโยงเกี่ยวกับเรื่องเงินทอนวัดที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีก่อนหน้านี้

จุดแรกวัดสระเกศรวบ 2 ผช.เจ้าอาวาส

จุดแรก พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. เข้าตรวจค้นวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ถนนบริพัตร แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย นำหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันฟอกเงิน เข้าตรวจค้นจับกุมพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะภาค 10 แต่จากการตรวจค้นไม่พบพระพรหมสิทธิอยู่ภายในวัด เจ้าหน้าที่นำหมายจับจับกุมพระศรีคุณาภรณ์ (ทวี คำมา) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ พระครูสิริวิหารการ (สมจิตร จันทร์ศรี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และนายทวิช สังข์อยู่ อายุ 42 ปี เจ้าหน้าที่ ดูแลภายในวัด ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินด้วยการกระทำความผิดอาญาคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม

เจ้าคุณเทอดโดนด้วย

ส่วนพระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เจ้าคุณเทอด) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ที่โดนหมายจับอีกรูป จากการตรวจสอบไม่ได้อยู่ภายในวัด ตรวจสอบพบว่ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าหน้าที่ได้ไปอายัดตัวก่อนจะควบคุมตัวมาสอบสวนที่กองปราบปราม

อายัดเงินพระพรหมสิทธิ 130 ล.

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังกระจายกำลังตรวจสอบภายในวัด ค้นหาเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการฟอกเงิน พบหลักฐานบางส่วนที่เชื่อมโยงกับการทุจริตได้ยึดไว้ สำหรับวัด สระเกศฯพบว่ามีการทุจริต 2 โครงการ เป็นเงิน 69 ล้านบาท พบเส้นทางการเงินโอนให้กับบุคคลภายนอก ทั้งนี้ยังพบบัญชีธนาคารบัญชีส่วนตัวเป็นชื่อของเจ้าอาวาส 10 บัญชี มีเงินกว่า 130 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ได้อายัดเงินทั้งหมดไว้

ยันพบเงินวัด โอนให้นุชรา 25 ล.

พล.ต.ต.ไมตรีเปิดเผยว่า วันนี้ไม่ได้เข้าตรวจค้นเพียงแค่วัดสระเกศราชวรมหาวิหารวัดเดียว แต่ยังเข้าตรวจค้นอีก 2 วัด คือ วัดสามพระยา และวัดสัมพันธวงศ์ เป็นการเข้าตรวจสอบเรื่องเงินทอนวัดจาก พศ. พบว่างบประมาณที่ได้มาทั้ง 3 วัด ไม่ได้นำเงินไปใช้จ่ายตามที่ได้รับงบมา โดยทั้ง 3 วัด จะได้งบประมาณมาจากหลายส่วน แต่ละวัดจะมีวิธีย้ายเส้นทางการเงินแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่จะโอนเงินเข้าบุคคลอื่นแทบทั้งสิ้น ในส่วนของวัดสระเกศฯ นั้นเกี่ยวข้องกับเงิน 32 ล้านบาท เป็นเงินงบเผยแผ่ศาสนา ที่สำนักงานพระพุทธศาสนา โอนเงินให้จัดทำตามโครงการ แต่จากการตรวจสอบพบว่า มีการโอนเงิน 25 ล้านบาท ไปให้กับ น.ส.นุชรา สิทธินอก อายุ 32 ปี แม่บ้าน ร.ท.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา ทหารสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย ที่มีชื่อเป็นผู้เปิดบริษัทที่รับเงินจากวัด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปสอบสวนที่กองปราบปรามอีกครั้ง

...

พบประตูลับออกถนนบำรุงเมือง

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบกล้องวงจรปิดทั้งหมดภายในวัด นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพบประตูเล็กๆข้างวัด ลักษณะคล้ายประตูลับ ออกไปสู่ถนนบำรุงเมือง โดยก่อนหน้านี้เคยให้ชุดสืบสวนศึกษาทางเข้า-ออก จากภายนอก แต่ไม่พบประตูลับในจุดนี้

จุด 2 รวบเจ้าอาวาสวัดสามพระยา

จุดที่สอง วัดสามพระยาวรวิหาร แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง รอง ผบช.ก. พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 ป.นำหมายจับศาลอาญารัชดา ข้อหาร่วมกันฟอกเงินจับกุมพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และพระอรรถกิจโสภณ เลขาฯ เจ้าคณะกรุงเทพ ก่อนจะควบคุมตัวมาสอบสวนที่กองปราบปราม พร้อมตรวจค้นหาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน เพื่อนำกลับมาตรวจสอบที่กองปราบปรามอย่างละเอียดอีกครั้ง

จุด 3 วัดสัมพันธวงศารามฯ วืด

จุดที่สาม วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ถนนวานิช 1 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ พ.ต.อ.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3.บก.ป.นำหมายจับศาลอาญา เข้าตรวจค้นหาพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามฯ กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 4-7 ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน แต่ไม่พบตัว เจ้าหน้าที่ตรวจค้นหาเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินมาตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ฐิติราชขอให้ลูกศิษย์วัดเข้าใจ

ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.เดินทางเข้ามาที่กองปราบปราม เพื่อสอบปากคำผู้ที่ถูกจับกุมในครั้งนี้โดยเปิดเผยก่อนเข้าประชุมว่า ปฏิบัติการตรวจค้นวัดเป้าหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินทอนวัด ต้องขอเวลาให้พนักงานสอบสวนทำงานก่อน เพราะตอนนี้ยังเข้าค้นไม่ครบ ตามเป้าหมาย ยืนยันว่า คดีนี้ทำไปตามหลักฐานที่พบทุกอย่าง ใครผิดว่าไปตามผิด ขอให้ลูกศิษย์วัดเข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย โดยขอให้แยกแยะระหว่างศาสนากับตัวบุคคลด้วย

...

ฆราวาสมอบตัวอีก 3 ร่วมกันฟอกเงิน

ต่อมาเวลาไล่เลี่ยกัน ได้มีนางฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา อายุ 53 ปี มารดา ร.ท.ฐิติทัศน์ นิพนธ์พิทยา ทหารสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย ที่เจ้าหน้าที่พบครอบครองปืน 23 กระบอก นายธีระพงษ์ พันษ์ศรี และ น.ส.นุชรา สิทธินอก ทั้ง 3 เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเรื่องฟอกเงินของวัดสระเกศ เข้ามอบตัวกับ พล.ต.ต.ไมตรี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ร่วมกันฟอกเงิน

พบรับเงินเจ้าคุณเทอด 5 ครั้ง 25 ล.

จากแนวทางการสืบสวนและตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดนี้ พบว่านายธีระพงษ์ได้นำ น.ส.นุชรา แม่ค้าตลาดสี่มุมเมือง ที่มีความสนิทสนมกันส่วนตัวมาเป็นผู้จัดการบริษัท ดีดี ทวีคูณ รับเผยแผ่พุทธศาสนา จากนั้นให้เปิดบัญชีธนาคาร ก่อนจะพาไปรับเงินจากพระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เจ้าคุณเทอด) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ 5 ครั้ง ครั้งละ 5 ล้านบาท แล้วนำไปให้นายธีระพงษ์ ก่อนเส้นทางการเงินจะไปเชื่อมต่อถึงนางฑัมม์พรอีกที

...

ฝากขัง 5 พระ 4 ฆราวาส ศาลคดีทุจริต

ต่อมาเวลา 14.30 น. พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 ป. เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ นำตัวพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป คือ 1.พระศรีคุณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ 2.พระครูสิริวิหารการ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ 3.พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ 4.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร 5.พระอรรถกิจโสภณ เลขาเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสามพระยา 6.นางฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา มารดา ร.ท.ฐิติทัศน์ 7.น.ส.นุชรา สิทธินอก 8.นายธีระพงษ์ พันธ์ศรี และ 9. นายทวิช สังข์อยู่ อายุ 42 ปี เจ้าหน้าที่ดูแลภายในวัดสระเกศฯ ไปฝากขังที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าจะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากศาลมีความเห็นรับฝากขัง จะให้สึกจากความเป็นพระทันที โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 9 แล้วไม่คัดค้าน อนุญาตให้ฝากขัง โดยทนายความและญาติของผู้ต้องหาทั้ง 9 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวและหลักทรัพย์ คนละ 250,000 บาท ขอปล่อยชั่วคราว

ศาลไม่ให้ประกัน สึก 5 พระผู้ใหญ่

จากนั้นเวลา 20.30 น. ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ผู้ต้องหาทั้ง 9 โดยศาลพิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และทำเป็นขบวนการ เกรงว่าหากปล่อยไปจะไปยุ่งเหยินกับพยานหลักฐานประกอบกับ พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว จึงให้ยกคำร้อง ทั้งนี้หลังศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทางเจ้าหน้าที่ได้นิมนต์พระผู้ใหญ่มาทำพิธีลาสิกขาให้กับพระสงฆ์ทั้ง 5 รูป ก่อนเปลี่ยนใส่ชุดสีขาว และให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทั้งนี้ในส่วนของผู้ต้องหาผู้หญิงจะถูกนำตัวไปควบคุมที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ส่วนผู้ต้องชายจะถูกนำไป ควบคุมยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

สังฆราชให้ 3 พระพรหมพ้นตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน พระพรหมมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ในฐานะเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า สมเด็จพระสังฆราชได้มีพระบัญชาให้พระพรหมสิทธิ พระพรหมดิลก พระพรหมเมธี พ้นจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งจะต่างจากการปลดออก เพราะการให้พ้นตำแหน่งหากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีความผิด สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีก การมีพระบัญชาในครั้งนี้สืบเนื่องจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้รวบรวมข้อมูลชี้แจงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแจ้งมายังสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เห็นควรให้ควรพักตำแหน่งกรรมการ มส.ของพระเถระทั้ง 3 รูปไว้ก่อน

พุทธะอิสระโดนตลบมุ้งแจ้งข้อหา

นอกจากปฏิบัติการจับพระและค้นวัดที่พันกับคดีเงินทอนวัดแล้ว ตำรวจ บช.ก. ยังแบ่งชุดจับกุมพระที่กระทำผิดในคดีอื่นด้วย โดยเมื่อเวลา 06.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ รอง ผบช.ก. พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. และ พ.ต.อ.เด่นหล้า รัตนกิจ ผกก.ปพ.บก.ป.นำกำลังคอมมานโดอาวุธครบมือ ไปที่วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม นำหมายจับศาลอาญา จับกุมพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพระพุทธะอิสระคากุฏิ ในข้อหา เป็นผู้ใช้ผู้อื่นทำร้ายเจ้าหน้าที่พนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นผู้ใช้ให้ร่วมหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นข่มขืนใจ เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปล้นทรัพย์ เป็นหัวหน้าอั้งยี่ซ่องโจรที่สมาชิกไปกระทำผิดตามความมุ่งหมายของอั้งยี่ซ่องโจร และปลอมแปลงพระปรมาภิไธย ตามกฎหมายอาญามาตรา 250 ก่อนจะนำตัวสอบสวนที่กองปราบปราม จากการสอบปากคำพระสุวิทย์ ให้การปฏิเสธทุกข้อหา

คดีซ้อม ตร.-ปลอมพระปรมาภิไธย

มีรายงานว่าการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อปี 2556 พระพุทธะอิสระ จัดตั้งกลุ่มชุมนุมที่ถนนแจ้งวัฒนะ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลที่เข้าไปสังเกตการณ์ ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมนำโดยพระพุทธะอิสระสั่งให้จับตัวทำร้ายร่างกายก่อนจะยึดปืนประจำตัว จากนั้นได้กักขังหน่วงเหนี่ยว ก่อนจะปล่อยตัวออกมา ตำรวจสันติบาลผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ทุ่งสองห้อง ส่วนคดีปลอมแปลงพระปรมาภิไธย องค์กรส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา (อสคพ.) ร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ตรวจสอบกรณีการประกอบพิธีปลุกเสกพระเครื่อง “พระนาคปรก” รุ่น “หนึ่งในปฐพี” โดยใช้เลือด หรือกระทำปะสะโลหิต ในการประกอบพิธีว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยพระพุทธะอิสระ อ้างว่า ก่อนที่จะทำพิธีปลุกเสกพระเครื่อง ได้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร และเอ่ยด้วยวาจา ขออนุญาตจากนายแก้วขวัญ วัชโรทัย อดีตเลขาธิการพระราชวังแล้ว

คุมตัวฝากขังศาลอาญา

ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป.นำตัวพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธะอิสระ ซึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ไปผัดฟ้องฝากขังที่ศาลอาญา รัชดา มีลูกศิษย์บางคนนำชุดขาวใส่ถุงมาเตรียมไว้ให้ด้วย โดยพนักงานสอบสวนได้แนบท้ายสำนวนคัดค้านการประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยาน ล่าสุดมีรายงานศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว รอการจับสึกท่ามกลางสื่อมวลชนรอทำข่าว

การ์ดทำร้าย 2 ตร.ปิดตา มัดมือ

คำร้องฝากขังใจความว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.57 ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล กับพวก ตำรวจสันติบาล ประจำ จ.นนทบุรี รับคำสั่งให้สืบสวนหาข่าวม็อบชาวนาที่หน้ากระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี ทั้งหมดแต่งกายนอกเครื่องแบบ ซึ่งม็อบชาวนาได้เดินจากหน้ากระทรวงพาณิชย์ เพื่อยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อดำเนินคดีโครงการจำนำข้าว โดยผู้กล่าวหาทั้งสามได้เดินทางมากับม็อบชาวนาด้วย ขณะนั้นพระสุวิทย์ผู้ต้องหากับพวกได้ยึดพื้นที่ชุมนุมบริเวณดังกล่าวอยู่แล้ว เมื่อยื่นหนังสือเสร็จ ผู้กล่าวหาเดินกลับมาที่ลานจอดรถ มีกลุ่มการ์ดของผู้ต้องหา 3-4 คน เข้ามาขอดูโทรศัพท์ของตำรวจสันติบาล โดยทราบว่าทั้งคู่เป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบแล้วร่วมกันทำร้ายร่างกาย จับมัดมือไพล่หลัง ใช้ผ้าปิดตา

ปลดทรัพย์–ทรมานให้บอกรหัสมือถือ

จากนั้นกลุ่มการ์ดได้ค้นตัวผู้กล่าวหาที่ 1-2 แล้วเอาโทรศัพท์มือถือ นาฬิกา สร้อยคอพร้อมพระ และพาไปข้างเวที กปปส. ถนนแจ้งวัฒนะ บังคับขืนใจให้บอกรหัสปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ ทำร้ายด้วยการเตะต่อยที่ใบหน้า ศีรษะ ลำตัว ก่อนใช้ถุงคลุมศีรษะแล้วรัดปากถุงกับลำคอเพื่อให้ขาดอากาศหายใจ กระทั่งวันเดียวกัน (10 ก.พ.57) ผู้บังคับบัญชาของผู้กล่าวหา แจ้งให้ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ติดต่อกับพระสุวิทย์ ผู้ต้องหาให้ปล่อยตัว ผู้ต้องหาให้ตำรวจไปพบที่บ้านทรงไทย ตรงข้ามกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยให้หัวหน้าการ์ดกลุ่มฉลามขาว การ์ดประจำตัวผู้ต้องหา มารอรับที่หน้าบริษัท CAT

นั่งซัก 2 ตร.เผยแพร่ผ่านโซเชียล

เมื่อไปถึงพาไปเต็นท์หลังเวทีปราศรัย ห่างจากบ้านทรงไทยประมาณ 100 เมตร โดยผู้ต้องหาใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกับบุคคล มีการสอบถามว่าตำรวจสันติบาล 2 คนยังอยู่หรือไม่ แล้วบอกว่า สารวัตรสืบประสานขอรับตัวกลับ ภายหลังผู้ต้องหาได้หันมาบอกกับตำรวจว่าปล่อยให้กลับอยู่แล้ว แต่ให้ผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้งสองมารับเอง ระหว่างนั้น 3-4 ชั่วโมง กลุ่มการ์ดได้เปลี่ยนกันซักถามและทำร้ายร่างกายผู้กล่าวหา 2 คน ขณะที่กลุ่มการ์ดได้ใช้ผ้าเย็นเช็ดใบหน้าและลำตัวพร้อมทั้งทาแป้งเพื่อลบรอยบาดแผล แล้วให้กล่าวคำสาบานว่าจะไม่เอาผิดกลุ่มการ์ด กปปส. ก่อนจะพาตำรวจสันติบาลไปพบผู้ต้องหา โดยให้นั่งลงกับพื้นซึ่งได้แก้มัดที่มือออกแล้ว แต่ยังให้ปิดตาไว้กับกำชับ ว่าอย่าวิ่งหนี ถ้าหนีจะโดนลูกปืน หลังจากนั้นได้ซักถามผู้กล่าวหาทั้งสองต่อหน้าสื่อมวลชนประมาณ 30 นาที มีการเผยแพร่ทั้งภาพนิ่ง-วิดีโอ ลงยูทูบกับเว็บไซต์ข่าวหลายสำนัก ต่อมาเวลา 17.00 น.วันเดียวกัน ผู้บังคับบัญชาของตำรวจผู้เสียหาย ผู้กล่าวหา ได้โทรศัพท์คุยกับผู้ต้องหา เพื่อขอรับตัวกลับ กระทั่งเวลา 18.30 น. ผู้ต้องหาจึงปล่อยตัวทั้งสอง ภายหลังผู้กล่าวหาทั้งสองถูกส่งตัวไปรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ

เหยื่อสาหัสรักษาตัว 1 เดือนกว่า

การกระทำของกลุ่มการ์ดกับพวกที่ยังไม่ทราบว่าเป็นใครอีก 7 คน ปกปิดวิธีดำเนินการแต่งกายชุดดำอำพรางใบหน้า ได้กระทำตามความมุ่งหมายของผู้ต้องหา โดยทำร้ายผู้กล่าวหาที่ 1 มีแผลฟกช้ำ ใบหน้าและกลางอก บาดแผลฉีกขาดริมฝีปาก เยื่อแก้วหูฉีกขาดทั้ง 2 ข้าง กระดูกซี่โครงขวาด้านหลังหัก และตับฉีกขาด ใช้เวลารักษานาน 6 สัปดาห์ ส่วนผู้กล่าวหาที่ 2 ได้รับบาดเจ็บแผลถลอกหน้าผากขวา 3×4 ซม. แผลฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง และโหนกแก้มซ้าย คางซ้าย ฟันซ้ายล่างหักบิ่น และฟกช้ำกลางอก ต้นแขนขวา การกระทำของผู้ต้องหา และการกระทำของผู้ต้องหากับพวก ที่ทำให้ผู้กล่าวหาทั้งสองถูกประทุษร้ายต่อ ทรัพย์ อีกหลายรายการ รวมมูลค่า 60,900 บาท เป็นความผิด เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.

พุทธะอิสระให้การปฏิเสธ

พนักงานสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้วยื่นคำร้องขอศาลอาญาออกหมายจับ เมื่อวันที่ 23 พ.ค.61 โดยศาล ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาเลขที่ 1115/2561 ลงวันที่ 23 พ.ค.61 กระทั่งวันที่ 24 พ.ค. พนักงานสอบสวนได้รับผู้ต้องหาตามหมายจับไว้ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา คดีนี้พนักงานสอบสวน ได้ขอคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วย เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะเข้าไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานจนเป็นอุปสรรค ก่อความเสียหายต่อการสอบสวน และเกรงว่าจะหลบหนี

คดีที่ 2 ปลอมพระปรมาภิไธย

ส่วนคำร้องฝากขังพระสุวิทย์ คดีปลอมพระปรมาภิไธย ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.60 นายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ให้ดำเนินคดีผู้ต้องหา ที่นำอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. และอักษรพระ นามาภิไธย ส.ก. มาประดิษฐานหลังองค์พระเครื่องโดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยนายวิชัยผู้กล่าวหา ได้ตรวจพบทางเว็บไซต์ว่าพระเครื่องดังกล่าว มีการสร้างเมื่อช่วงเข้าพรรษาปี 2554 บรรจุปรอทเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2554 ถือว่าเป็นวันที่สร้างพระสำเร็จ ผู้กล่าวหาเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ร้องทุกข์ให้ดำเนิน คดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปลอมขึ้นซึ่งพระ ปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา 250, 252 และข้อหาอื่นๆ

สอบพยานตรงกัน ไม่ได้ขออนุญาต

หลังรับแจ้งได้สอบสวนพยานบุคคล พร้อมทั้งตรวจสอบไปยัง “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” ยืนยันตรงกันว่า ผู้ต้องหาไม่ได้รายงานขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต ตามกฎระเบียบของมหาเถรสมาคม และจากการสอบสวนพยานบุคคลเจ้าหน้าที่ กรมราชเลขานุการในพระองค์ ยืนยันว่า ผู้ต้องหาไม่ได้ขออนุญาตใช้พระปรมาภิไธยย่อ และอักษรย่อพระ นามาภิไธย ตามพฤติการณ์และพยานหลักฐานยืนยันว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้สร้างพระนาคปรก อุดปรอท รุ่นหนึ่ง ในปฐพี ที่เป็นปัญหาในคดีนี้จริง โดยไม่ได้รับพระ ราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญอักษรพระปรมาภิไธย และอักษรพระนามาภิไธยย่อ ไปประดิษฐานหลังองค์พระเครื่องดังกล่าว เหตุเกิดที่วัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ระหว่างปี 2554-15 ส.ค.2554

ศาลอนุญาตให้ฝากขังทั้ง 2 สำนวน

พนักงานสอบสวน แจ้งข้อหาฐาน “ปลอมขึ้นซึ่งพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการ ปลอมขึ้น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 250, 252 ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยขอให้การในชั้นศาล ขณะที่การฝากขังคดีนี้ พนักงานสอบสวนระบุว่า หากผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราวในชั้นศาล ขอให้เป็นดุลพินิจของศาล ทั้งนี้ศาลอาญาพิจารณาคำร้องฝากขังทั้ง 2 คดีแล้ว ผู้ต้องหาไม่คัดค้าน อนุญาตให้ฝากขังได้ทั้ง 2 สำนวน ระหว่างนี้พระพุทธะอิสระ ผู้ต้องหา ยังอยู่ห้องควบคุม (ห้องเวรชี้) ชั้น 1 ศาลอาญา ที่รับฝากขัง เพื่อรอฟังคำสั่งว่าจะได้รับการประกันตัวทั้ง 2 คดีหรือไม่

สึกพุทธะอิสระ ส่งตัวเข้าเรือนจำ

ต่อมาทนายยื่นคำร้องขอปล่อยตัว ศาลพิจารณาคำร้องของพระพุทธะอิสระ ประกอบหลักทรัพย์ที่ยื่นมาสำนวนละ 180,000 บาท ศาลเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง ผู้ต้องหาทำผิดหลายข้อหา มีผู้ร่วมกระทำผิดหลายคน ทั้งตำรวจคัดค้านการปล่อย เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จึงยกคำร้อง ออกหมายขังเข้าเรือนจำต่อไป ท่ามกลางญาติโยมที่รออยู่ข้างนอก เมื่อรู้ข่าวถึงกับร้องห่มร้องไห้เสียใจ ขณะที่พุทธะอิสระ ทำพิธีสึกในห้องเวรชี้ เปลี่ยนเป็นเสื้อกางเกงขาวเดินออกจากห้องเวรชี้ ไปที่ลานจอดรถด้านหลังศาลอาญา ขึ้นรถควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยมีรถวิทยุกองปราบฯนำหน้า 1 คัน ตามหลังอีก 2คันคุ้มกันไปด้วย

“บิ๊กป้อม” โยน จนท.ทำคดีพระผู้ใหญ่

อีกด้านหนึ่ง ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีตำรวจกองปราบปรามเข้าตรวจค้นและจับกุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่วัดสระเกศราช-วรมหาวิหาร วัดสามพระยา วัดสัมพันธวงศารามฯ ว่าเขาไปตรวจเรื่องเงินทอนวัด ตนยังไม่ได้รับรายงานรายละเอียดว่ามีความคืบหน้าแค่ไหน ส่วนจะเชิญไปให้ปากคำกี่รูปนั้นเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อถามว่า การดำเนินการกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ขณะนี้เกี่ยวข้องกับนโยบายการจัดระเบียบแม้แต่ในวงการพระสงฆ์ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของการทุจริตนั่นแหละ

บอก ตร.รู้ ควรทำอย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมพระพุทธะอิสระ ที่วัดอ้อน้อย มากองปราบฯ พล.อ.ประวิตร ตอบว่าไม่รู้ เดี๋ยวคงรู้รายละเอียด ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการไปก่อน เมื่อถามว่าจะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างไร เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความศรัทธา พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการตรวจสอบ หากไม่ผิดก็ไม่เป็นไร ถ้าผิดก็ว่าไป เจ้าหน้าที่ตำรวจเขารู้ว่าควรทำอย่างไร

“สุวพันธุ์” รอคณะสงฆ์-มส.ขยายผล

ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีตำรวจกองบังคับการปราบปราม เข้าตรวจค้นวัดชื่อดัง พร้อมนิมนต์พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ไปสอบสวนว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนขยายผล เป็นการดำเนินการไปตามข้อมูลที่ปรากฏ สำหรับการดำเนินการในส่วนของคณะสงฆ์นั้น จะประกอบไปด้วยกฎหมายมหาเถรสมาคม (มส.) และพระธรรมวินัย ทั้ง 2 ส่วนจะต้องดำเนินการไปพร้อมๆกัน เมื่อถามว่า พระสงฆ์ที่มีหมายจับ แต่ยังติดตามตัวไม่ได้ ต้องถึงขั้นสึกหรือไม่ นายสุวพันธุ์ตอบว่า เรื่องสึกมีกระบวนการขั้นตอน ตามกฎของ มส.และพระธรรมวินัย ต้องค่อยดูๆกันไปก่อน พศ.และคณะสงฆ์ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว ส่วนความเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา เชื่อมั่นหลักธรรมคำสอนและเชื่อว่ายังมีพระสงฆ์ที่ดีสมควรกราบไหว้อีกเป็นจำนวนมาก

“บิ๊กฉัตร” ยันยึด ก.ม.ตรงไปตรงมา

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีตำรวจกองบังคับการปราบปรามนำกำลังเข้าตรวจจับกุมพระชั้นผู้ใหญ่ ตามหมายจับข้อหาร่วมกันฟอกเงินคดีเงินทอนวัดว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รายงานให้ทราบก่อนแล้วว่าทั้ง 3 วัดคือวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดสัมพันธวงศ์ และวัดสามพระยา จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายและต้องมีการขยายผลต่อ ซึ่งดูจากฐานความผิดนำไปสู่การจับกุมพระชั้นผู้ใหญ่ ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวยอมรับว่าเป็นห่วงความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน แต่อยากให้ทุกคนแยกแยะให้ออก ชาวไทยพุทธก็ยังต้องกราบไหว้พระกันอยู่ โดยการดำเนินการตนได้กำชับให้ทำตามขั้นตอนปกติและตรงไปตรงมา พร้อมให้ประสานคณะสงฆ์ด้วย