สงสารแม่ ตองกีมาร์ (มารี กีมาร์) เสียจริง เมื่อได้รู้ว่า เจ้าพระยาวิชเยนทร์ สามี ซึ่งเป็นคนเจ้าชู้ แอบนอกใจ ไปมีสัมพันธ์กับ คลารา นางทาสในอุปการะของ ตองกีมาร์ ซึ่ง ตองกีมาร์ รักและเลี้ยงดูเหมือนลูกมาตั้งแต่เด็ก 

ต่อมา เมื่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์ผู้เป็นสามีของมารี ถูกตัดสินประหารชีวิต และริบราชบาตร หลังเกิดจลาจล ก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพียงไม่กี่วัน ขณะที่เจ้าพระยาวิชเยนทร์กำลังจะถูกประหารนั้น บางบันทึกระบุว่า ตองกีมาร์เศร้าโศกร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ บ้างก็ว่า ตองกีมาร์ มิได้ร่ำไห้ให้สามีแม้แต่น้อย

บาทหลวงอาร์ตุส เดอ ลียอน ที่เข้ามาเผยแผ่พระศาสนาในช่วงนั้น ได้ระบุเหตุการณ์ การจัดการทรัพย์สินของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ดังกล่าวว่า

“…วันที่ ๓๐ พฤษภาคม เขาได้เรียกตราประจำตำแหน่งของสามีนางคืนไป วันที่ ๓๑ ริบอาวุธ เอกสาร และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย วันต่อมาได้ตีตราประตูห้องหับทั่วทุกแห่งแล้วจัดยามมาเฝ้าไว้ วันที่ ๒ มิถุนายน ขุนนางผู้หนึ่งนำไพร่ ๑๐๐ คนมาขนเงิน เครื่องแต่งบ้านและจินดาภรณ์ไป…”

นอกจากนี้ ตองกีมาร์ เอง ก็ถูกลงโทษเช่นกัน ตามปรากฏในบันทึกของบาทหลวงเดอ แบซ ความว่า “…สุภาพสตรีผู้น่าสงสารผู้นั้น ถูกโยนเข้าไปขังไว้ในโรงม้าอันคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นและสิ่งปฏิกูลต่างๆ ไม่มีข้าวของติดตัวไปเลย มีแต่ฟากสำหรับนอนเท่านั้น...”

...

ช่วงเวลาที่นางถูกคุมขัง ก็ยังได้รับการช่วยเหลือจากผู้คุมที่นางเคยได้รับการอุปการะเอื้อเฟื้อ ถือเป็นความโชคดีในโชคร้ายไม่ทันไร นางก็ต้องเจอกับเหตุการณ์แย่ๆ อีกแล้ว เมื่อ หลวงสรศักดิ์พระโอรสในสมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าแผ่นดินใหม่ มีพระประสงค์ที่จะนำนางไปเป็นภริยา เมื่อไม่สมดั่งใจประสงค์ ก็เกิดความเกลียดและขู่อาฆาต 

ตลอดเวลาทุกข์ลำบากนี้ นางพยายามหาทุกวิถีทางที่จะติดต่อกับชาวฝรั่งเศส เพื่อขอออกไปจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา และยังขอให้บาทหลวงกราบทูลพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ บังคับให้รัฐบาลฝรั่งเศสส่งส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทฝรั่งเศส ที่สามีเคยเป็นผู้อำนวยการแก่นางบ้าง 

อย่างไรก็ตาม จากจดหมายพบว่า ขณะนั้นนางได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเครื่องต้นในวังแล้ว สอดคล้องกับ จดหมายเหตุฝรั่งเศสโบราณ ที่บันทึกการปฏิบัติหน้าที่ในห้องเครื่องต้นของนาง ความว่า

“…ภรรยา (ของนายคอนสแตนติน) เป็นท้าวทองกีบม้า ได้เป็นผู้กำกับการชาวเครื่องพนักงานหวาน ท่านท้าวทองกีบม้าผุ้นี้เป็นต้นสั่งสอนให้ชาวสยามทำของหวานคือขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอด ขนมทองโปร่ง ทองพลุ ขนมผิง ขนมฝรั่ง ขนมขิง ขนมไข่เต่า ขนมทองม้วน ขนมสัมปันนี ขนมหม้อแกง และสังขยา”

ในบันทึกของเมอซีเยอโชมง (คนละท่านกับเชอวาลีเยเดอโชมง) ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในปี พ.ศ. ๒๒๖๒-๒๒๖๗ ได้ให้ข้อมูลว่า หลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าเสือ ชีวิตของมาดามฟอลคอนได้กลับมาดีขึ้นโดยลำดับ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดเกล้าให้มาดามฟอลคอน เข้ามารับราชการฝ่ายใน โดยไว้วางพระราชหฤทัยให้นางดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง และเป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และมีสตรีในบังคับบัญชากว่า ๒,๐๐๐ คน

ทั้งนี้ ท้าวทองกีบม้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต คืนเงินสู่ท้องพระคลังปีละครั้งมากๆ ทุกปี จนเป็นที่โปรดปรานในองค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้งจอร์จ บุตรชายของเธอที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดไว้ใกล้ชิดพระองค์ ดังปรากฏจากบันทึกของเมอซีเยอโชมง.

อ้างอิงจาก : วิกิพีเดีย