ข่าว
100 year

ตำรวจไทยลุยจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ย้ายฐานหนีตั้งที่ย่านธุรกิจเมืองจีน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 เม.ย. 2561 05:01 น.
SHARE

เป็นอีกคดีใหญ่ของ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ประสานความร่วมมือ กองบัญชาการสืบสวนมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐ- ประชาชนจีน ร่วมปฏิบัติการบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เครือข่ายอาซัง ชาวไต้หวัน ซึ่งย้ายฐานที่ตั้งมาอยู่ที่เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน

เป็นการขยายผลของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศก.ฉปทน.ตร. หลังสืบสวนทราบว่ามีแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่เครือข่ายอาซัง ชาวไต้หวัน ที่หลอกลวงคนไทย หลบมาตั้งอยู่ที่เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศก.ฉปทน.ตร. พร้อมพล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท.1 บช.ทท. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1 บช.ทท. พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ.บช.น. พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบก.สส.ภ.5 พ.ต.อ.สถิตย์ พรหมอุทัย รอง ผบก.สส.ภ.2 พ.ต.ท.เขมรินทร์ พิศมัย รอง ผกก.สส.สน.ห้วยขวาง พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ รอง ผกก.สายตรวจ บก.สปพ.บช.น. พ.ต.ท.นฤวัต พุทธวิโร สว.งานสายตรวจ 1 กก.สายตรวจ บก.สปพ.บช.น. พ.ต.ท.ศิลา ตันตระกูล สว.ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล.บช.ก.

ประสานงาน นายเฉิน จ้ง รองผู้บัญชาการสืบสวนมณฑลฝูเจี้ยน และ นายเสี้ยว จิ้นฉาย ผู้บังคับการสืบสวนเมืองจางโจว ประชุมแลกเปลี่ยน ข้อมูลที่ศูนย์สั่งการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งอยู่ที่เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน ก่อนตำรวจไทยและตำรวจจีนร่วมกันตรวจค้นคอนโดหรู หลงฉวน ฮวาถิง เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน

ผลการตรวจค้นคอนโดหรูชั้น 17 ห้อง 1703-1704 พบอุปกรณ์ทั้งโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และเครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์ บัญชีรายชื่อเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ ที่ยังอยู่ระหว่างการสื่อสารเพื่อรอโอนเงิน โพยรายชื่อเหยื่อและบทพูดแสดงอ้างตัว ร.ต.ท.จำรัส ทองอ่อน และ ร.ต.ท.สมภพ กองสมบัตร อยู่ในสังกัด บช.ภ. 4 พบคนไทยทำหน้าที่เป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเต็มใจมาทำงานภายในบ้าน 6 คน และชาวไต้หวัน เป็นหัวหน้าผู้ควบคุมอีก 1 คน รวมทั้งสิ้น 7 คน
รายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง บทพูดคุยระหว่างแก๊งคอล-เซ็นเตอร์กับเหยื่อในแต่ละสายงาน

จากข้อมูลสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวพบว่า เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์นี้ย้ายถิ่นฐานมาจากประเทศอื่น หลังจากชุด ศก.ฉปทน.ตร.ได้บุกเข้าจับกุมเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างเข้มข้น ทำให้อาซังหัวหน้าคอลเซ็นเตอร์นี้ย้ายมาเปิดที่เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีนแทน

ทำมาแค่ 1 เดือน พบมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 1 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 มี.ค.แก๊งนี้เพิ่งโทรศัพท์มาหลอกหญิงไทย 1 ราย โอนเงินเข้าบัญชีไปกว่า 150,000 บาท เหตุเกิดในพื้นที่ สน.ราษฎร์บูรณะ

การทำงานของแก๊งนี้มีลักษณะเหมือนกับกลุ่มแก๊งอื่น มีพนักงานคอลเซ็นเตอร์สายที่ 1 โทรศัพท์หาเหยื่ออ้างว่ามีพัสดุส่งทางไปรษณีย์ ภายในพัสดุนี้มียาเสพติด และมีชื่อเหยื่อมาเกี่ยวข้อง จะพยายามพูดจนเหยื่อหลงเชื่อ พนักงานคอลเซ็นเตอร์ต่อไปสายที่ 2 อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตามบทสนทนา ออกอุบายให้โอนเงินมายังบัญชีธนาคารที่เตรียมไว้

มีชุดกดเงินนำบัตรเอทีเอ็มของธนาคารที่เหยื่อโอนเข้ามา ไปกดเงินตามตู้เอทีเอ็ม แล้วฝากเงินในบัญชีธนาคาร นำส่งหัวหน้าแก๊งเพื่อแบ่งเงินตามเปอร์เซ็นต์ที่ได้ตกลงกันไว้ภายในแต่ละกลุ่ม

จุดที่ตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ เป็นสุดยอดทำเล มีความพร้อมทั้งเรื่องระบบอินเตอร์เน็ต “ระบบใยแก้วนำแสง” เป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่มีชาวไต้หวันมาลงทุนทำธุรกิจในพื้นที่จำนวนมาก จึงไม่เป็นเป้าสังเกต พื้นที่ตั้งเป็นจุดเชื่อมต่อแหล่งคอลเซ็นเตอร์ใน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และ กัมพูชา ง่ายต่อการเชื่อมต่อ ข้อมูลหากัน

ถือเป็นการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ครั้งที่ 4 หลังตำรวจท่องเที่ยวจับมือกับตำรวจมาเลเซียและกัมพูชา ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เฉิน หยวนไข่-อาซื่อ-อาหวัง-ฉีเกอ มาได้ก่อนหน้านี้เพียง 2 เดือน

จากผลการปฏิบัติที่ผ่านมาตำรวจได้ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 427 ราย จับกุมไปแล้ว 244 ราย คงเหลือเป้าหมายอีก 89 หมายจับ และรอส่งตัวกลับประเทศอีก 67 ราย

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศก.ฉปทน.ตร. พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. ร่วมกับ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล อดีตเลขา ปปง. และที่ปรึกษา ปปง. ดำเนินการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และร่วมกับผู้แทนทุกธนาคาร วางมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเปิดรับข้อมูลรับแจ้งที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตร.สายด่วน 1155 และสำนักงาน ปปง.สายด่วน 1710 ทำให้ได้ช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกลวงได้จำนวนมาก

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “ความสำเร็จการจับกุมเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากตำรวจกองบัญชาการตำรวจมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐ ประชาชนจีนอย่างดี ทำให้ขยายผลจับผู้ต้องหาเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์อาซังได้ยกแก๊ง จะประสานตำรวจจีนจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง และขอส่งตัวคนไทยกลับมาดำเนินคดีในไทย ถือว่าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใกล้มาถึงจุดจบแล้ว เหลือกลุ่มที่เป็นเครือข่ายอีกไม่กี่กลุ่ม ซึ่งตำรวจมีข้อมูลอยู่แล้ว”

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ย้ำว่า “จากการปฏิบัติงานของสายด่วน 1710 ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและสายด่วน 1155 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารกรุงเทพ ได้ช่วยเหลือผู้เสียหายที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงและโอนไปยังบัญชีของกลุ่มคนร้าย ระงับไม่ให้ถอนเงินออกไป และได้นำเงินคืนให้กับผู้เสียหายหลายราย จากสถิติการรับแจ้งเหตุของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รับแจ้งเหตุตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค.2560 ถึงวันที่ 22 มี.ค.2561 จำนวน 408 คดี มูลค่าความเสียหาย 205,227,906 บาท ทั้งนี้ เชื่อว่ายังมีผู้เสียหายที่ถูกเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้หลอกลวงอีกเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้ไปร้องทุกข์ ให้ผู้ที่ถูกหลอกลวงเข้ามาให้ข้อมูลตำรวจเพื่อประโยชน์ในการติดตาม ทรัพย์สินและคนร้าย”

เป็นการทำงานที่ต่อเนื่องของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวในการเร่งรัดปราบปราม “แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ” ที่อดีตเคยเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย แม้ปัจจุบันย้ายถิ่นฐานไปก่อคดีอยู่ในต่างประเทศ

แต่ตำรวจไทยไล่ล่าขยายผลจนถึงตัวผู้บงการใหญ่ที่โยงใยอยู่เบื้องหลัง.

ทีมข่าวอาชญากรรม

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ตำรวจท่องเที่ยวจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์สุรเชษฐ์ หักพาลแกะรอยรอบสัปดาห์ข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้