ป้าติ้น-ป้าดา เข้าให้ปากคำตำรวจ เอาผิดวินัย 'หมวดโค้ก' ปล่อยสำนวนหลุด จ่อเรียกเจ้าตัวสอบ ด้านรองผู้กำกับ สน.ประเวศ เมิน ป้าติ้น พาดพิงขอเปอร์เซ็นต์ช่วยทำคดี เชื่อสังคมมองออกว่าใครพูดความจริง
วันที่ 16 มีนาคม นางเรวดี หาแก้ว หรือ ป้าติ้น และนางสุดารัตน์ น้อยนิตย์ หรือป้าดา เดินทางเข้าให้ปากคำกับคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อเอาผิดทางวินัย ร้อยตำรวจโทสมประสงค์ ปสาทรัตน์ หรือ หมวดโค้ก พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลประเวศ หลังถูกกล่าวหาว่า หมวดโค้ก เป็นผู้นำสำนวนในคดีฉ้อโกงลอตเตอรี่ที่ป้าติ้นแจ้งความดำเนินคดีป้าดา มาให้ป้าติ้น ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทางคดี โดยพนักงานสอบสวนต่างแยกห้องป้าติ้นกับป้าดา เพื่อสอบปากคำ เพราะไม่ต้องการให้ทั้งสองเผชิญหน้ากัน
ภายหลังสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง ป้าติ้น เปิดเผยว่า ตำรวจได้สอบถามถึงเรื่องการได้มาของสำนวนของคดี ซึ่งตัวเองยังคงยืนยันว่า ได้ขโมยมาจากลิ้นชักที่โต๊ะทำงานของหมวดโค้ก ก่อนนำไปถ่ายเอกสารไว้ พร้อมยอมรับว่า ยังพูดคุยกับหมวดโค้กอยู่ โดยหมวดโค้ก ได้โทรศัพท์มาหาเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ว่าตัวเองโดนแจ้งความ และมีการพูดคุยกันว่า จะมีคนมาสอบปากคำ และไม่ได้พูดคุยประเด็นอื่นต่อ
นอกจากนี้ ป้าติ้น ยังยอมรับว่า ตอนนี้แม้จะต้องไปให้ปากคำที่ต่างๆ ไม่รู้สึกเหนื่อย แต่รู้สึกเบื่อ ที่จะต้องมาพบเจอกับเรื่องคดีความ ซึ่งหลังจากนี้ต้องต่อสู้คดีกันอีกนาน
ด้านพัน ตำรวจเอกธวัช วงศ์สง่า รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 กล่าวว่า หลังสอบปากคำทั้งสองคนพยานให้การในส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสำนวนในคดี และยังอีก 3 ปาก ที่อยู่ระหว่างการประสานเข้ามาให้ปากคำ โดยหลักแล้ว กรรมการชุดนี้จะตรวจสอบ การทำหน้าที่ของหมวดโค้ก มีความถูกต้องเป็นธรรม หรือมีความบกพร่องในส่วนไหน หรือไม่ โดยจะไม่มีการปกป้องอย่างแน่นอน ซึ่งจะตรวจสอบให้แน่ชัดในประเด็นการได้มาของเอกสารทางราชการ ว่าตกไปอยู่ในมือของป้าติ้นได้อย่างไร
...
รองผู้บังคับการการตำรวจนครบาล 4 ยังเปิดเผยถึงรายงานชี้แจงที่หมวดโค้กส่งมาอย่างไม่เป็นทางการ โดยเจ้าตัวยังไม่ยอมรับว่า เป็นผู้เอาสำนวนไปให้ป้าติ้น และบอกว่าได้ทำการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้ช่วยเหลือใคร ซึ่งในส่วนนี้คณะกรรมการยังไม่ได้นำเข้าสู่สำนวน แต่จะเรียกตัวหมวกโค้ก มาสอบปากคำอย่างเป็นทางการภายใน 1-2 วันนี้ เพราะต้องรอการสอบปากคำพยานทั้งหมด เพื่อให้ได้ประเด็นในการสอบถาม ซึ่งจะไม่มีการช่วยเหลือหมวดโค้กอย่างแน่นอน
ด้าน พันตำรวจโทจตุภูมิ มุดซาเคน รองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลประเวศเปิดใจหลังจากถูกป้าติ้นซัดทอดว่า เป็นผู้เรียกเงิน 3 เปอร์เซ็นต์ ในการทำคดีและไปข่มขู่พยานเพื่อกลับคำให้การจนทำให้ตำรวจสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งเจ้าตัวชี้แจงว่า คดีของป้าติ้นมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาในรูปของกองบัญชาการ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการไปยุ่งเกี่ยวกับสำนวนการสอบสวน รวมทั้งที่กล่าวหาว่ามีการเรียกเงินในการทำคดี และไปกดดันหมวดโค้กให้เอนเอียงไปตามที่สั่งนั้น ยิ่งไม่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากยอดเงินมันไม่มี แล้วจะเอาจากไหนมาให้
อีกทั้งคดีนี้มีข้อสงสัยหลายอย่าง ทั้งการสอบปากคำพยานที่มีพิรุธให้การผิดปกติ จนมีการสอบสวนเพิ่มเติมและแสดงหาพยานหลักฐานอื่น จนข้อเท็จจริงปรากฏ และตำรวจมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง และส่วนตัวเชื่อว่า ประชาชนมีวิจารณญาณพอที่จะเชื่อคำพูดของป้าติ้น หรือไม่
นอกเหนือจากนั้น พันตำรวจโทจตุภูมิ ยังบอกว่า ถึงแม้ป้าติ้น จะกล่าวหาตัวเองให้เกิดความเสียหาย แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีความคิดที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะไม่อยากทะเลาะหรือมีเรื่องกับประชาชน และที่สำคัญป้าติ้นพาดพิงไปถึงนายตำรวจยศอื่นๆ ทั้งพลตำรวจตรี และพลตำรวจโทหลายคน แต่คนอื่นยังไม่สนใจและนิ่งเฉย ตัวเองเป็นเพียงพันตำรวจโท จะไปหาเรื่องหรือมีปัญหาด้วยทำไม จึงอยากขอทำงานและรอเวลาให้ความจริงทุกอย่างปรากฏดีกว่า
นอกเหนือจากนั้น ยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดทางวินัยร้อยตำรวจโทสมประสงค์ เพราะก่อนหน้านี้ถูกวิจารณ์ว่า เป็นหน้าห้องให้กับพลตำรวจตรีธีระพงษ์ วงศ์รัฐพิทักษ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 ซึ่งคณะกรรมการชุดที่ตั้งขึ้นมาสอบสวนวินัยก็เป็นชุดที่ผู้บังคับการคนนี้ตั้งขึ้นมา ซึ่งอาจถูกมองว่าจะมีผลกับการสอบสวนหาข้อเท็จจริงหรือ
โดยพลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ตัวเองติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดในการตั้งกรรมการสอบวินัยหมวดโค้ก ซึ่งหากมีการช่วยเหลือ หรือ มีนอกมีในกัน ทำให้ผลการสอบไม่เป็นธรรมตัวเอง ก็ไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ซึ่งหากพบว่ามีความพยายามในการช่วยเหลือ ตัวเองจะตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และจะเอาผิดกับคนที่พยายามช่วยเหลือด้วย
ด้าน พลตำรวจตรีไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการปราบปราม กล่าวว่า คดีนี้ตำรวจกองปราบยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งหมวดโค้ก ก็เคยเรียกมาพูดคุยในเบื้องต้นเเล้ว ซึ่งขณะนี้ต้องให้เวลาคณะทำงานในการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยเบื้องต้นพบว่ามีการทำเป็นขบวนการคล้ายกับคดีหวย 30 ล้านบาท ที่กาญจนบุรี ซึ่งในสิ้นเดือนนี้คาดว่าจะสามารถออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ได้อย่างแน่นอน.