อีกแล้ว!!
จ่ายสินบนกันอีกแล้ว...
เป็นเรื่องงามหน้าของเรา เมื่อคนของทาง โรลส์-รอยซ์ ยอมรับต่อสำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษว่า ได้จ่ายสินบนในหลายประเทศที่ทำการซื้อขายเครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์ รวมถึงการจ่ายให้กับบริษัทการบินยักษ์ใหญ่ของประเทศไทย ในช่วงระยะเวลา พ.ศ.2534 - 2548 ซึ่งก็มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหรือคน ดีดีการบินไทยหลายท่าน ที่เคยกำกับดูแลอยู่ ส่วนใครจะมีส่วนหรือไม่คงต้องรอการตรวจสอบจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบต่อไป...
แต่ที่เด้งรับแบบทันควัน...อยู่เฉยไม่ได้ ก็คือ “เจ้าจำปี” การบินไทย ได้ออกมาชี้แจงอย่างทันท่วงทีว่า บริษัทฯ ได้รายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรับทราบเกี่ยวกับกรณีนี้แล้ว โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ
1. ด้านการป้องกันการทุจริต ประกอบด้วยการดำเนินการ 2 ส่วนย่อย ได้แก่ 1.1 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุง โดยมี นายพิเชษฐ์ เรียงวัฒนสุข ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริหารความเสี่ยง เป็นประธาน มีหน้าที่ตรวจสอบกระบวนการจัดหาเครื่องยนต์และซ่อมบำรุงในอดีตและปัจจุบัน
...
1.2 การป้องกันการทุจริต จะได้ดำเนินการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) สำหรับการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุงกับคู่ค้า เพื่อให้ยืนยันว่าจะไม่มีการให้สินบนกับพนักงานการบินไทย
2. ด้านการสอบสวนและดำเนินการกับการทุจริต โดยตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจพิเศษ (Special Task Force) เพื่อตรวจสอบเรื่องทุจริตในการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุง ในระหว่างปี พ.ศ. 2534 ถึง 2548 โดยมี นายนิรุฒ มณีพันธ์ ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เป็นประธาน มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
เรื่องของเรื่องคือ งานนี้ที่แดงออกมา เพราะฝ่ายตรวจสอบของต่างประเทศซึ่ง (อาจจะ) เข้มแข็งกว่าบ้านเรา ทำงานเชิงลึกเปิดเผยเรื่องลับๆ (ล่อๆ) จนทำให้ฝ่ายคอร์รัปชันถึงกับจนแต้มรับสารภาพ
แล้วบ้านเราล่ะ...ที่ต้องรับลูกทำงานต่อ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ใคร...ฉ้อฉล ซึ่งหากให้ไล่เลียง รัฐมนตรีที่รับผิดชอบ คนในคนนอกบริษัทเอกชน จะจิ้มมั่วเดาสุ่มก็จะทำเอาผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เดือดร้อนไปด้วย งานนี้คงต้องรอ ป.ป.ช. ทำงานเชิงลึก กระชากหน้ากาก “ไอ้ขี้โกง” นายหน้า...หรือผู้บริหาร มาลงโทษให้ได้
ก่อนจะไปถึงเรื่องนั้น ที่ผลลัพธ์ยังไม่ได้คำตอบ แต่มีอีกคดีหนึ่งที่เคยเกิดขึ้น มีเหตุการณ์ใกล้เคียงกันคือ คดี “จ่ายสินบน” ให้กับ นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ในการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ
บันเทิงไหม...ย้อนคดีโฉ่ อดีตผู้บริหาร ททท. ถูกกล่าวหา “รับสินบน”
เรื่องของเรื่องคือ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 - 2550 วงการภาพยนตร์ในบ้านเราเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่ละปีมีหนังเข้าฉายหลายสิบเรื่อง ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบัน กระทั่ง ททท. นำโดย นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ร่วมมือกับบริษัทหนังยักษ์ใหญ่ของประเทศเดินหน้าจัดงาน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติขึ้น หวังว่าจะเป็น “เสือแห่งเอเชีย” เป็นแหล่งค้าขายภาพยนตร์ เชิดหน้าชูตาให้ประเทศ คล้ายกับเทศกาลหนังเมืองคานส์ หรือ ปูซาน ก็ว่าได้...
เมื่อถึงเวลาจัดงานกันจริงๆ ปรากฏว่า “อลังการ ทรงคุณค่า ดาราชั้นนำจากต่างประเทศ” ร่วมเดินพรมแดงสมกับงานระดับประเทศจริงๆ ดาราคนไทยคนไหนอยากแจ้งเกิดก็มีเวทีนี้แหละเหมาะให้ประชันโฉม แต่ฝันดีมีไม่นาน เรื่องร้ายๆ ขายขี้หน้าชาวโลกก็มาเยือน...
แต่...สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม “เอฟบีไอ” ตรวจสอบพบ 2 นักธุรกิจ “เจอรัลด์” และ “แพทริเซีย กรีน” สองสามีภรรยา ที่จัดตั้งบริษัท ฟิล์ม เฟสติวัล เมเนจเมนต์ ขึ้นในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2546 นั้น ได้ทำการ “ติดสินบน” ให้กับ เจ้าหน้าที่ของไทย เป็นจำนวนเงิน 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ เป็นเงินไทยราว 59.4 ล้านบาท เพื่อให้ได้สัญญาว่าจ้างจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ (The Bangkok Film Festival) และสัญญาว่าจ้างอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสองสามีภรรยาชาวอเมริกันถูกจับ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2550 ในข้อหาละเมิดกฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดอันเป็นการคอร์รัปชันในต่างประเทศ (The Foreign Corrupt Practice Act)
...
เอฟบีไอ ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการสอบสวนในเบื้องต้นว่า พบช่องทางจ่ายเงินของ ททท. ผ่านการทำธุรกิจของ นายและนางกรีน ในลอสแอนเจลิส มีทั้งการโอนเงินและเช็กเงินสดผ่านบัญชีลูกสาวของคนระดับสูงใน ททท. และผู้เกี่ยวข้องรวม 41 ครั้ง ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.46 - 16 ต.ค.49 โดยใช้ชื่อย่อต่างๆ ในการโอนถึง 7 ชื่อ ประกอบด้วย FFM, SASO, FPI, Viridian, FOF, IFC และ Fying pen โดย ณ ตอนนั้นได้รวบรวมเป็นเงิน 1,384,694.80 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ คิดเป็นเงินไทย 47,079,623 บาท
ในบันทึกของเอฟบีไอ ดังกล่าว ยังระบุชื่อผู้โอน (อักษรย่อ) เลขที่บัญชี วันเวลาที่ทำธุรกรรม และจำนวนเงินที่โอนอย่างชัดเจน ส่วนบัญชีผู้รับอยู่ทั้งในสิงคโปร์ สหราชอาณาจักร และหมู่เกาะเจอร์ซีย์ (อยู่ในอาณัติของอังกฤษ) ส่วนธนาคารต้นทางนั้น มีทั้งจาก แบงก์ ออฟ อเมริกา ธนาคารเวลส์ ฟาร์โก และ ธนาคารแห่งสหรัฐฯ โดยตรวจสอบชื่อที่อยู่ของผู้โอนทั้ง 7 ชื่อข้างต้น ตั้งแต่ปี 47-49 พบว่าอยู่ที่ เลขที่ 8370 Wishire Boulevard Suit 350 Baverly Hills Carifornia 90211-2333
นอกจากนี้ ในบันทึกยังระบุด้วยว่า ระหว่างวันที่ 23 ม.ค.46 - 13 ต.ค.49 ทาง ททท. ร่วมกับหน่วยงานสังกัดอื่นๆ ได้นำเงินโอนเข้าบัญชีบุคคลชื่อย่อทั้ง 7 ด้วย รวม 88 ครั้ง เป็นเงิน 10,095,178.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเป็นเงินไทย 343,236,069 บาท
...
หลังจากข่าวแพร่สะพัด ร.ท.สุวิทย์ ยอดมณี รมว.การท่องเที่ยวฯ ในสมัยนั้น ก็มีการตั้งกรรมการสอบสวนอย่างทันท่วงที ขณะที่ นางจุฑามาศ ศิริวรรณ ได้ปฏิเสธทันทีว่าไม่เกี่ยวข้อง แต่ยอมรับว่ารู้จักสองผัวเมีย “กรีน” โดยเธอได้แถลงข่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการว่าจ้างงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2546
“การที่มีข่าวนี้ขึ้นมา ดิฉันได้สอบถามไปยังบริษัทดังกล่าว ที่ประเทศสหรัฐฯ พบว่ามีพนักงานภายในบริษัทนั้นถูกไล่ออกจากงานไป เรื่องนี้จึงถือเป็นประเด็นความขัดแย้งภายใน แล้วมีการกล่าวหากันเกี่ยวกับการจ่ายสินบนขึ้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง แต่เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เป็นผู้สอบสวน ดิฉันไม่หนักใจ เพราะเป็นเพียงข้อกล่าวหาเท่านั้น หากสหรัฐฯ ชี้มูลว่าดิฉันผิด ดิฉันจะฟ้องกลับทันที เนื่องจากมีการใส่ร้ายป้ายสีกันอย่างชัดเจน”
นอกจากนี้ นางจุฑามาศ ยังปฏิเสธกรณีมีการโอนเงินจำนวน 330 ล้านบาท ไปยังคนในครอบครัว “ไม่เป็นความจริง แต่เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่ว่าจ้างบริษัท ตลอดระยะเวลาการว่าจ้าง 5-6 ปี” นางจุฑามาศ กล่าวเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.50 ที่พรรคเพื่อแผ่นดิน
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ นางจุฑามาศ ต้องไขก๊อกยื่นใบลาออกจากพรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อไม่ให้พรรคต้องรับผลกระทบ...
2 ฝรั่งจ่ายสินบน โดนอ่วมหลายกระทง
17 ม.ค.51 คณะลูกขุนกลางนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ยื่นฟ้อง นายเจอรัลด์ กรีน และ นางแพทริเซีย กรีน ภรรยา รวม 2 ข้อหา ในความผิดหลายกระทง วันต่อมา คณะลูกขุนรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ลงมติความผิดสองผู้บริหาร บริษัท ฟิล์มเฟสติวัลฯ โดยแบ่งเป็นข้อหาสมรู้ร่วมคิดจะติดสินบนเจ้าหน้าที่ต่างชาติ จำนวน 1 กระทง กับ ข้อหาติดสินบนอีก 6 กระทง
...
กระทั่ง 15 ก.ย.52 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า คณะลูกขุนใหญ่ของศาลลอสแอนเจลิส มีคำวินิจฉัยออกมาว่า จำเลย 2 ผัวเมียคือ นายเจอรัลด์ กรีน อายุ 77 ปี กับนางแพทริเซีย กรีน อายุ 52 ปี มีความผิดจริงตามข้อหา “สมรู้ร่วมคิดกันวางแผนละเมิดกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันและฟอกเงิน ด้วยการจ่ายสินบนจำนวน 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 63 ล้านบาท) เพื่อให้ได้สิทธิในการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่กรุงเทพฯ
แถลงการณ์ระบุว่า จำเลยทั้งสองคนนี้ได้จ่ายเงินให้กับ นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการ ททท. โดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารในประเทศสิงคโปร์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ และ ประเทศอังกฤษ โดยใช้ชื่อบุตรสาวและเพื่อนของ นางจุฑามาศ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้รับเงินกว่า 13.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (472.5 ล้านบาท) จากการทำสัญญาจัดเทศกาลภาพยนตร์ อย่างไรก็ตาม นางจุฑามาศ ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ
วันที่ 12 ธ.ค.52 คณะลูกขุนกลางนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย มีความเห็นว่า นายเจอรัลด์ และ นางแพทริเซีย กรีน มีความผิดจริงฐานสมรู้ร่วมคิด ละเมิดกฎหมายการต่อต้านการคอร์รัปชันและฟอกเงิน ต่อมาอัยการนครลอสแอนเจลิสยังยื่นฟ้อง นางจุฑามาศ และ น.ส.จิตติโสภา ศิริวรรณ บุตรสาว ข้อหารับเงินสินบน 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อแลกกับสัญญาการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติด้วย
13 ส.ค.53 ศาลแขวงนครลอสแอนเจลิส ได้ตัดสินจำคุก 2 ผัวเมียกรีน เป็นเวลา 6 เดือน ตามด้วยโทษกักบริเวณบ้าน 6 เดือน ปรับ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย
เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม “จุฑามาศ” สู้คดี
ต่อมา วันที่ 25 ส.ค.58 พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 ได้นำตัว นางจุฑามาศ และ น.ส.จิตติโสภา บุตรสาว มายื่นฟ้องต่อศาลอาญา ในความผิดฐานเป็นพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดสำหรับตนเอง เป็นพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใดๆ โดยมุ่งหมายไม่ให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้อแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิตามสัญญาแก่หน่วยงานของรัฐ และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 6, 11 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งทั้งสองได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
อย่างไรก็ตาม หลังจากศาลประทับรับฟ้อง เป็นคดีหมายเลขดำ อท.ที่ 14/2558 ศาลได้อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ตีราคาวงเงินประกันคนละ 1 ล้านบาท
ต่อมา 1 ก.พ.59 ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำ อท.14/2558 นางจุฑามาศ อดีตผู้ว่า ททท. เดินทางมาพร้อม น.ส.จิตติโสภา ลูกสาว ทั้งนี้ฝ่ายจำเลยได้ยื่นพยานเอกสารและพยานวัตถุเพิ่มเติมต่อศาล และบัญชีพยานบุคคลหลายสิบปาก แต่ศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้จำเลยนำพยานบุคคลเข้าไต่สวนรวม 18 ปาก หนึ่งในนั้นเป็นชาวต่างชาติที่เป็นทนายความของชาวอเมริกันที่ถูกดำเนินคดีในต่างประเทศเกี่ยวกับการเสนอสินบนเรื่องนี้แล้ว ส่วนพยานของอัยการโจทก์นั้น ศาลให้นำเข้าไต่สวน 5 ปาก จากที่เสนอมา 25 ปาก
หลังเสร็จสิ้นกระบวนการ นางจุฑามาศ และบุตรสาว ได้ออกจากศาลโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ
อย่างไรก็ตาม คงต้องรอคำตัดสินจากศาลเสียก่อน ตราบใดยังไร้คำพิพากษา ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
ทั้งนี้ สิ่งที่คล้ายกันใน 2 คดีดังกล่าวคือ ต้นตอของคดีนั้นเกิดขึ้นในบ้านเรามาหลายปีแล้ว แต่คนของเรากลับไม่รู้มาก่อน...!?
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน