ชาวบ้าน 3 อำเภอติดแม่น้ำโขงที่เชียงราย กังวลระเบิดแก่งเฟสสอง กรมเจ้าท่า เสนอไทยเข้าไปร่วมสำรวจ บอกขอศึกษาก่อนส่ง ครม. พิจารณาการปรับปรุงร่องน้ำ มูลนิธิสืบฯออกโรงต้านชี้ไม่คุ้มค่าทำลายวิถีชีวิตแถมมีแต่จีนได้ประโยชน์
จากกรณีโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ หรือ โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง เกิดจากข้อตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง ที่รัฐบาล 4 ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนบน ได้แก่ จีน พม่า ลาวและไทย ร่วมกันลงนาม จนนำมาสู่โครงการสำรวจเส้นทางเรือจากท่าเรือเมืองซือเหมา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน จนมาถึงเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว รวมระยะทาง 886.1 กิโลเมตร
ทั้งนี้ 4 ประเทศมีความเห็นตรงกันว่าหากต้องการเดินเรือในแม่น้ำโขงอย่างสะดวกสบายต้องมีการปรับปรุงร่องน้ำ เพื่อเปิดเส้นทางเรือให้เรือที่ระวางบรรทุกไม่น้อยกว่า 150 ตันผ่านไปได้ และเกาะแก่ง หาด ดอน ที่อยู่ในแม่น้ำโขงนั้นจะต้องมีการระเบิดหรือขุดลอก เพื่อให้เรือเดินสะดวก โดยการดำเนินการประเทศจีนสนับสนุนงบประมาณ 200 ล้านหยวนเพื่อเป็นค่าดำเนินการ
เมื่อวันที่ 17 ม.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านใน อ.เชียงแสน อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ได้ร่วมประชุมในเวทีติดตามสถานการณ์โครงการระเบิดแก่งและเขื่อนแม่น้ำโขง ขณะที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จัดเวทีเสวนาวิพากษ์โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง เช่นกัน โดยรายละเอียดของการสัมมนามีดังนี้
นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า การร่วมประชุมเวทีครั้งนี้ เป็นการตามติดตามรับฟังข้อกังวลของคนในพื้นที่ เพื่อนำไปสื่อสารต่อกับผู้ศึกษาสำรวจโครงการ และจากที่ประชุมร่วมของกรมเจ้าท่าฐานะตัวแทนของรัฐบาลในการประชุมตามวาระของคณะกรรมการปรับปรุงร่องน้ำกับตัวแทนอีก 4 ประเทศ ที่ มัณฑะเลย์ในวันที่ 8-12 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ยืนยันกับที่ประชุม 3 เรื่องคือ หนึ่ง ข้อกังวลในเรื่องเขตแดน และความมั่นคงนั้น ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลไทยได้ยืนยันในที่ประชุมว่าการปรับปรุงต้องไม่กระทบต่อเรื่องเขตแดนและความมั่นคงของไทย
สอง เรื่องระเบียบกฎหมายที่จะคุยกันในรายละเอียดในเรื่องการเดินเรือและการปรับปรุงร่องน้ำฝ่ายไทยได้เริ่มส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมเมื่อ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา และสาม จัดจ้างที่ปรึกษาไทยเข้าไปมีส่วนร่วมการสำรวจศึกษาออกแบบ โดยโครงการนี้ได้รับเงินทุนจาก Asean-China Maritime Cooperation Fund ซึ่งจีนมีอำนาจพิจารณา เพื่อไทยจะได้มีส่วนร่วมในการกำหนด ทั้งเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ การมีส่วนร่วม และการกำหนดหน้าที่ของแต่ละประเทศ
อย่างไรก็ตาม คกก.ปรับปรุงร่องน้ำจะมีการประชุมทุก 2 ปี ครั้งต่อไปจะไทยจะเป็นเจ้าภาพใน ปี 2562 แต่ระหว่างนี้จะเป็นคณะทำงานปรับปรุงร่องน้ำฯ จะหารือและดำเนินการร่วมกัน โดยมีแผนการดำเนินงานในศึกษาภายใน ก.พ.- พ.ย.นี้ โดยการเก็บข้อมูลภาคสนามต้องเสร็จภายใน เม.ย. นี้ ซึ่งหลังจากไทยเสนอให้ทีมไทยเข้าไปศึกษา ทางเมียนมา และลาวก็เสนอเข้าไปมีส่วนร่วมเช่นกัน จากเดิมมีแต่ทีมของจีนเพียงประเทศเดียว ซึ่งการศึกษาไม่ได้เริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่ไทยสามารถขอข้อมูลเดิมที่ศึกษาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็จะรอดูผลการสำรวจก่อนหลังการสรุปผลการสำรวจ ต้องเสนอ ครม.พิจารณาเห็นชอบ ก่อนจึงจะเดินหน้าการปรับปรุงร่องน้ำได้
นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ ผอ.ฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย องค์การแม่น้ำนานาชาติ กล่าวว่า แม่น้ำโขงเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประชาชนหลายล้านคนใน 4 ประเทศน้ำโขงตอนล่างจับปลาและสัตว์น้ำประมาณ 1.9-4 ล้านตันต่อปี ซึ่งหากมีการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงจะสร้างผลกระทบข้ามพรมแดนสู่พรมแดนไทย-ลาว กระทบต่อวงจรอพยพของปลา เนื่องจากระดับน้ำโขงผันผวนขึ้นลงผิดฤดูกาล ปลาน้ำโขงร้อยละ 70 เป็นปลาอพยพทางไกล ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า ปัจจุบันไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ที่จะบรรเทาผลกระทบได้
ทั้งนี้เนื่องจากปลาร้อยละ 70 เป็นปลาที่อพยพเพื่อขึ้นไปวางไข่ทางตอนบนตั้งแต่ปากน้ำ-ทะเลสาบเขมร ขึ้นไปจนถึงพรมแดนไทย-ลาวที่สามเหลี่ยมทองคำ จ.เชียงราย นั่นแปลว่าจะทำให้ปลาแม่น้ำโขงหายไป 7 แสน 1.4 ล้านตันต่อปี
ด้าน นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา กล่าวว่า โครงการปรับปรุงร่องน้ำ หรือการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงเพื่อให้การเดินเรือมีความสะดวกนั้น มีระยะทาง 886.1 กิโลเมตร มีขั้นตอนการดำเนินการเป็น 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 จะต้องระเบิดแก่ง 11 แก่ง กลุ่มหินใต้นำ้อีก 10 แห่ง เพื่อให้เรือระวางบรรทุกอย่างต่ำ 100 ตัน สามารถเดินเรือได้ ส่วนระยะที่ 2 ต้องระเบิดแก่งและขุดลอกสันดอนทรายในแม่น้ำโขงเพิ่มอีก 51 เกาะแก่ง ให้เรือบรรทุกอย่างต่ำ 300 ตัน สามารถเดินเรือได้ และระยะที่ 3 ปรับปรุงลุ่มน้ำโขงให้มีลักษณะคล้ายคลอง เพื่อให้เรือบรรทุกอย่างต่ำ 500 ตันสามารถเดินเรือได้ ซึ่งลุ่มแม่น้ำโขงจะกลาย เป็นแม่น้ำสำหรับเดินเรือเท่านั้น
...
ขณะที่ นายชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการด้านการประมง กล่าวถึงความสำคัญของเกาะแก่ง และผลกระทบจากการระเบิดเกาะแก่งต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงว่า การระเบิดเกาะแก่งเท่ากับทำลายบ้านของปลา นก และแหล่งอาหารของชุมชนริมฝั่งโขง โครงการดังกล่าวคงมีแต่เจ้าของโครงการเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ส่วนชุมชนรากหญ้าจะต้องเผชิญกับปัญหาที่กำลังจะตามมา
ส่วน น.ส.เสาวรัง รัตนคำฟู นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ ว่า การค้าระหว่างประเทศ มูลค่าการค้าผ่านแดนไทย-จีนตอนใต้ บริเวณด่านเชียงแสน และเชียงของ โดยการส่งออกจากไทยไปจีนมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ไทยนำเข้าจากจีนมีมากกว่าส่งออก โดยในปี 2559 ช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค. ได้ประมาณ 35,216 ล้านบาทต่อปี หรือแค่ร้อยละ 3 ของการค้าชายแดนทั้งประเทศที่มีมูลค่า 1.44 ล้านล้านบาทต่อปี จึงตอบได้ว่าไม่มีความคุ้มค่ากับสิ่งที่จะเสียไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่