ภาพจาก ฝ่ายปกครอง / จนท.ป่าไม้

นายอำเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน ขีดเส้นตายภายใน 3 เดือน ชาวมูเซอที่รุกป่าเฉลิมพระเกียรติต้องออกจากป่าทันที พร้อมคาดโทษทั้งลูกบ้านและผู้ใหญ่บ้าน หากฝ่าฝืนต้องจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีชาวเขาเผ่ามูเซอบ้านยาป่าแหน รุกป่าเฉลิมพระเกียรติ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำถ้ำลอด แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของแม่ฮ่องสอนนั้น ความคืบหน้าล่าสุด นายจรูญ สร้อยจิต นายอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้สั่งให้ผู้ใหญ่บ้านแจ้งราษฎรที่รุกป่า หากผลผลิตที่ปลูกไปเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ต้องออกนอกพื้นที่ป่าเฉลิมพระเกียรติภายใน 3 เดือนนับจากนี้ หากไม่ออกจะถูกจับกุมดำเนินคดี พร้อมคาดโทษเตรียมประเมินผู้ใหญ่บ้านฐานละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ มส.15 (น้ำของ) ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีดังกล่าว ท่ามกลางชาวเขาเผ่ามูเซอจำนวนมาก ลุกฮือรวมตัวค้านจะไม่ยอมต่อกรณีดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ก็ได้ทำความเข้าใจและจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

...

ด้าน นายยนตรชัย โสภาวรการ ผู้ใหญ่บ้านถ้ำลอด หมู่ 1 กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน ร่วมกันบูรณาการเข้ามาแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่า พื้นที่ป่าเฉลิมพระเกียรติบ้านถ้ำลอด เนื่องจากก่อนหน้านี้ ได้เคยมีการห้ามปรามแล้วแต่ไม่ฟัง และกลับมีการข่มขู่ไม่รับรองความปลอดภัยอีกด้วย

สำหรับพื้นที่ป่าที่มีการบุกรุกดังกล่าว เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำของแม่น้ำที่ไหลผ่านถ้ำลอด แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง หากพื้นที่ป่าต้นน้ำถูกบุกรุกแผ้วถางไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้น้ำในแม่น้ำแห้งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและกระทบต่อราษฎรที่อยู่ปลายน้ำ ที่ได้อาศัยน้ำในการทำการเกษตรและเลี้ยงชีวิต ต่อไปควรที่จะมีการปลูกป่าทดแทนอย่างเป็นรูปธรรมโดยดึงราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียงมาทำการปลูกป่าและรักษาป่าต้นน้ำอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การบุกรุกป่าในแม่ฮ่องสอนนั้น แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ชาวเขาบุกรุกเพราะไม่มีการเข้าไปควบคุม ซึ่งเป็นการบุกรุกเพื่อปลูกพืชผลทางการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่อีกรูปแบบหนึ่งคือ มีนายทุนผู้มีอิทธิพล บุกรุกป่าและสร้างที่พักอาศัยใหญ่โต มองเห็นเด่นบนยอดเขารอบตัวเมืองแม่ฮ่องสอน จะเห็นได้อย่างชัดเจนบริเวณบ้านใหม่ ต.ปางหมู พบเห็นการบุกรุกป่าบนยอดเขาด้านทิศเหนือของท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน

โดยพบว่าเป็นการบุกรุกป่าอย่างโจ่งแจ้ง บางรายได้ขึงรั้วหนามไว้ บางรายลงเสาปักรั้วไว้ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของและไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปห้ามปรามหรือดำเนินการตามกฎหมายแต่อย่างใด ซึ่งสร้างความกังขาให้กับประชาชนโดยทั่วไป